ข้อความที่ส่งออกไปทุกเดือน คิดเป็นต้นทุนต่อออเดอร์เท่าไหร่
สรุปสั้น ๆ
ต้นทุนค่าข้อความต่อออเดอร์ คือค่าแพ็กเกจรวมค่าส่วนเกินของเดือนนั้น หารด้วยออเดอร์ที่ข้อความเหล่านั้นเกี่ยวข้อง ตราบที่ยังไม่เกินโควต้า ข้อความถัดไปไม่มีต้นทุนเพิ่ม ต้นทุนจริงจึงอยู่ที่ขนาดแพ็กเกจที่ต้องซื้อเพราะแคมเปญ ตัวเลขนี้มักเล็กเทียบค่าแอด แต่ใหญ่ขึ้นเมื่อกำไรต่อออเดอร์บาง
สมมติตารางต้นทุนต่อออเดอร์ของร้านหนึ่งมีค่าแอด ค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็ก ครบ แต่ไม่มีบรรทัดค่าข้อความของ LINE OA เพราะถือเป็นค่าระบบเหมือนค่าอินเทอร์เน็ต พอร้านยิง Broadcast หนักขึ้นจนต้องขยับแพ็กเกจ ค่านี้กระโดดจาก 0 เป็นพันบาทต่อเดือน โดยไม่มีใครผูกกับแคมเปญที่ทำให้เกิด
บทความนี้ไล่วิธีแปลงค่าข้อความเป็นบาทต่อออเดอร์ โดยแยกตัวเลขเฉลี่ยออกจากตัวเลขส่วนเพิ่ม ราคาแพ็กเกจและวิธีนับข้อความของ LINE OA เปลี่ยนได้ ตัวเลขทุกตัวในบทความเป็นตัวอย่างสมมติ ใส่ราคาจริงจากหน้าแพ็กเกจของบัญชีคุณเอง
ข้อความไหนกินโควต้า
กติกาโดยทั่วไปคือข้อความที่ร้านเป็นฝ่ายส่งออกไปหาผู้รับ เช่น Broadcast หรือข้อความที่ระบบหลังบ้านยิงตามเหตุการณ์ นับตามจำนวนผู้รับ และอาจนับตามจำนวนบับเบิลที่ส่งด้วย ส่วนข้อความที่แอดมินพิมพ์ตอบลูกค้าที่ทักเข้ามาเองมักถูกนับต่างออกไป ผมไม่ยืนยันรายละเอียดเหล่านี้ เพราะ LINE ปรับกติกาได้ ให้เปิดหน้าแพ็กเกจและรายงานการใช้ข้อความของบัญชีคุณ แล้วใช้จำนวนที่ระบบนับจริงเป็นฐานของการคำนวณทุกตัว
ตัวเลขสี่ตัวที่ใช้ตัดสินคนละเรื่อง
ตัวที่คนพลาดบ่อยคือตัวที่สอง ถ้าส่งข้อความเพิ่มอีก 500 ข้อความแล้วยังไม่ถึงโควต้า ต้นทุนเพิ่มคือศูนย์ การเอาค่าแพ็กเกจหารแล้วบอกว่าข้อความละ 10 สตางค์จึงทำให้ตัดสินใจผิดได้ เพราะเงินก้อนนั้นจ่ายไปแล้วไม่ว่าจะส่งหรือไม่
| ตัวเลข | สูตร | ใช้ตัดสินอะไร |
|---|---|---|
| ต้นทุนเฉลี่ยต่อข้อความ | (ค่าแพ็กเกจ + ส่วนเกิน) หารข้อความที่ส่งจริง | เทียบเดือนต่อเดือนว่าใช้โควต้าคุ้มไหม |
| ต้นทุนส่วนเพิ่ม | 0 ถ้ายังไม่เกินโควต้า ส่วนที่เกินคิดตามราคาส่วนเกิน | ตัดสินว่าจะส่งอีกรอบหรือไม่ |
| ต้นทุนข้อความต่อออเดอร์ทั้งเดือน | (ค่าแพ็กเกจ + ส่วนเกิน) หารออเดอร์ทั้งหมด | ใส่ในตารางต้นทุนรวมต่อออเดอร์ |
| ต้นทุนข้อความต่อออเดอร์ของแคมเปญ | ต้นทุนที่แคมเปญก่อขึ้น หารออเดอร์ที่วัดได้ว่ามาจากแคมเปญ | ตัดสินว่าแคมเปญนั้นคุ้มไหม |
ตัวอย่างทั้งเดือน ค่าข้อความเทียบค่าแอด
สมมติแพ็กเกจ 1,500 บาท ไม่มีค่าส่วนเกิน ออเดอร์ทั้งเดือน 300 รายการ ค่าข้อความต่อออเดอร์คือ 5 บาท ส่วนค่าแอด 60,000 บาท หารออเดอร์เดียวกันได้ 200 บาท รวมเป็น 205 บาท ค่าข้อความเป็นแค่ 2.4% ของต้นทุนจัดหาลูกค้า ถ้าเป็นกรณีนี้ การละไว้ในตารางไม่ทำให้ตัดสินใจผิด
แต่ภาพนี้เปลี่ยนทันทีเมื่อแพ็กเกจที่ซื้อมีสาเหตุมาจากแคมเปญเดียว ซึ่งเป็นเรื่องของหัวข้อถัดไป
เมื่อแคมเปญเดียวทำให้ต้องขยับแพ็กเกจ
สมมติร้านเดิมใช้แพ็กเกจฟรีมาตลอดเพราะส่งข้อความน้อย พอเริ่มยิง Broadcast เดือนละ 4 รอบ ต้องขยับไปแพ็กเกจ 1,500 บาท ส่วนต่างทั้ง 1,500 บาทคือต้นทุนที่แคมเปญ Broadcast ก่อขึ้น ถ้าวัดได้ว่ามี 40 ออเดอร์มาจาก Broadcast นั้น ต้นทุนข้อความต่อออเดอร์ของแคมเปญคือ 37.5 บาท ถ้ากำไรขั้นต้นต่อออเดอร์ 150 บาท ค่าข้อความกินไป 25% ของกำไร
ตัวเลข 37.5 บาทนี้ต่างจาก 5 บาทในตัวอย่างก่อนหน้ามาก เพราะเราผูกต้นทุนกับสิ่งที่ก่อมัน การวัดว่า 40 ออเดอร์มาจาก Broadcast จริงหรือไม่ ใช้วิธีใน วัดผล Broadcast LINE ที่สร้างออเดอร์ และถ้าส่วนใหญ่ของออเดอร์เหล่านั้นจะเกิดอยู่แล้วโดยไม่ต้องส่ง ตัวหารจริงยังน้อยกว่า 40 อีก
เมื่อไหร่ที่ตัวเลขนี้ควรดังขึ้น
- กำไรต่อออเดอร์บาง: สินค้ากำไรหลักสิบบาท ค่าข้อความหลักสิบบาทต่อออเดอร์กินกำไรครึ่งหนึ่ง คำนวณกำไรให้ชัดก่อนตาม กำไรต่อออเดอร์เป็นบาท
- ลูกค้าคนเดียวถูกส่งถี่: ข้อความต่อคนต่อเดือนสูง แต่ออเดอร์ต่อคนต่ำ ต้นทุนต่อออเดอร์จะพุ่ง และเสี่ยงโดนบล็อกด้วย
- หลายบับเบิลต่อครั้ง: ถ้านับตามบับเบิล การส่งข้อความสามก้อนทำให้ค่าข้อความของรอบนั้นเป็นสามเท่า
- ฐานเพื่อนโตเร็วจากแอด: ผู้รับต่อรอบเพิ่มทันที ทั้งที่จำนวนรอบเท่าเดิม
ทำตารางต้นทุนข้อความรายเดือนห้าบรรทัด
- ดึงจำนวนข้อความที่ระบบนับจริงของเดือนนั้นจากรายงานการใช้ข้อความ
- แยกตามประเภท เช่น Broadcast ข้อความอัตโนมัติ และข้อความจากระบบหลังบ้าน
- ใส่ค่าแพ็กเกจรวมค่าส่วนเกินของเดือนนั้น
- ผูกออเดอร์ที่วัดได้ว่ามาจากแต่ละประเภท ถ้าวัดไม่ได้ให้เขียนว่า “ไม่ทราบ” อย่าเดา
- ใส่ผลลงในตารางต้นทุนรวมต่อออเดอร์ที่ใช้คำนวณจุดคุ้มทุน เทียบกับ ต้นทุนต่อแชทที่จบด้วยการขาย
สรุป
ไม่ต้องรอให้ค่าข้อความกลายเป็นปัญหา ให้เพิ่มบรรทัดนี้ในตารางต้นทุนต่อออเดอร์เดือนหน้า ถ้าผลออกมาต่ำกว่าราว 3% ของต้นทุนจัดหาลูกค้า (เกณฑ์ส่วนตัวของผม ไม่ใช่มาตรฐาน) ก็ปล่อยเป็นค่าโสหุ้ยต่อไปได้ แต่ถ้าแคมเปญใดทำให้ต้องขยับแพ็กเกจ ให้คิดแยกรายแคมเปญตามหัวข้อก่อนหน้า
- ต้นทุนเฉลี่ยกับต้นทุนส่วนเพิ่มตอบคนละคำถาม อย่าเอามาแทนกัน
- ผูกต้นทุนข้อความกับแคมเปญที่ทำให้ต้องขยับแพ็กเกจ
- ใช้จำนวนข้อความที่ระบบนับจริงเป็นฐานเสมอ
- เริ่มใส่บรรทัดค่าข้อความในตารางต้นทุนต่อออเดอร์เดือนหน้า
คำถามที่พบบ่อย
ควรนับค่าข้อความเป็นต้นทุนการตลาดไหม?
ถ้าคุณใช้ตัวเลขเพื่อตัดสินใจขนาดแพ็กเกจหรือคุ้มทุนของแคมเปญ ก็ควรนับ ส่วนที่เป็นค่าระบบพื้นฐานจัดเป็นค่าโสหุ้ยได้ แต่ต้องรวมอยู่ในต้นทุนต่อออเดอร์ที่ใช้ตัดสินใจจริง
ข้อความที่แอดมินพิมพ์ตอบลูกค้านับในโควต้าไหม?
ตรวจจากกติกาของแพ็กเกจที่ใช้อยู่ เพราะ LINE ปรับกติกาได้ ผมไม่อยากให้ยึดความจำ ให้ดูจากรายงานการใช้ข้อความเทียบกับจำนวนที่คุณส่งเองในช่วงสั้น ๆ ก็ยืนยันได้
การส่งเฉพาะกลุ่มช่วยลดต้นทุนไหม?
ช่วยโดยตรง เพราะจำนวนผู้รับน้อยลง ข้อความที่นับก็น้อยลงตามไปด้วย การส่งเฉพาะกลุ่มจึงลดทั้งค่าข้อความและโอกาสโดนบล็อก แต่ต้องวัดผลรายกลุ่มให้ได้จึงจะรู้ว่ากลุ่มไหนคุ้ม
ราคาข้อความส่วนเกินเท่าไหร่?
ราคาและเงื่อนไขส่วนเกินของแต่ละแพ็กเกจเปลี่ยนได้ ให้ดูจากหน้าแพ็กเกจในบัญชีของคุณเท่านั้น และตรวจด้วยว่าแพ็กเกจของคุณอนุญาตให้ส่งเกินโควต้าหรือหยุดส่งเมื่อเต็ม
ควรหักค่าข้อความออกจาก ROAS ไหม?
ROAS วัดรายได้ต่อค่าแอด ใช้ต่อไปตามเดิมได้ ส่วนค่าข้อความให้ไปอยู่ในตารางกำไรต่อออเดอร์หรือจุดคุ้มทุน ซึ่งเป็นที่ที่ต้นทุนทุกอย่างมารวมกัน
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click
รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วัน