← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

ทีมคอนเทนต์ที่ไม่ได้ยิงแอด ควรถูกวัดด้วยตัวเลขอะไรที่ยุติธรรม

ทีมบรรณาธิการ linli01 พ.ย. 09:28อัปเดต 01 พ.ย. 09:28อ่าน 1 นาที
ทีมคอนเทนต์ที่ไม่ได้ยิงแอด ควรถูกวัดด้วยตัวเลขอะไรที่ยุติธรรม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

วัดทีมคอนเทนต์ด้วยสิ่งที่เนื้อหาเปลี่ยนในเส้นทางก่อนปิดการขาย ไม่ใช่ยอดวิว และไม่ใช่ยอดขายท้ายสุดอย่างเดียว ใช้ตัวเลขสี่กลุ่ม คือแชทที่เริ่มจากเนื้อหา คุณภาพของแชทเหล่านั้น ภาระคำถามซ้ำที่เนื้อหาช่วยลด และการเป็นตัวช่วยก่อนปิด แล้วตั้งเป้าเทียบกับฐานของทีมเอง ไม่เทียบกับแอด

ประชุมสรุปไตรมาส ผู้บริหารถามว่า ยอดขายจากแอดเพิ่มสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แล้วทีมคอนเทนต์ที่ผลิตบทความและคลิปสิบสองชิ้นทำอะไรให้บ้าง หัวหน้าทีมตอบว่ายอดวิวรวมเพิ่มสองเท่า ผู้บริหารถามต่อว่ายอดวิวนั้นกลายเป็นยอดขายเท่าไหร่ หัวหน้าทีมตอบไม่ได้ (ฉากสมมติ แต่ใครอยู่ในองค์กรแบบนี้คงรู้จัก)

ทั้งสองฝ่ายไม่ผิด ยอดวิวไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ยอมรับได้ แต่การขอให้ทีมที่ไม่ได้ปิดการขายรับผิดชอบยอดขายเต็มตัวก็ไม่ยุติธรรมเช่นกัน ต้องมีตัวเลขตรงกลางที่วัดได้และทีมควบคุมได้

ทำไมยอดวิวและยอดขายท้ายสุดจึงไม่ยุติธรรม

ยอดวิวให้รางวัลกับหัวข้อที่ล่อคนกดมากกว่าหัวข้อที่พาคนเข้าใกล้การซื้อ ทีมที่ถูกวัดด้วยยอดวิวจะเลือกเรื่องที่คนชอบดูแต่ไม่เกี่ยวกับสินค้า ขณะที่ยอดขายท้ายสุดแบบ last click เป็นของแอดเกือบทั้งหมด เพราะคนมักกดแอดเป็นขั้นสุดท้าย ทั้งที่เนื้อหาอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเชื่อใจก่อนหน้านั้น

แนวคิดการให้เครดิตตามตำแหน่งในเส้นทางอธิบายไว้ในเรื่อง attribution แบบตามตำแหน่ง และเรื่อง first touch ซึ่งให้เครดิตกับจุดเริ่มต้นเส้นทางที่เนื้อหามักอยู่

ตัวเลขสี่กลุ่มที่วัดทีมคอนเทนต์ได้

ตารางด้านล่างอธิบายตัวเลขแต่ละกลุ่ม แต่ละกลุ่มตอบคำถามต่างกัน กลุ่มแรกบอกว่าเนื้อหาพาคนมาทักไหม กลุ่มที่สองบอกว่าคนที่มาเป็นคนซื้อจริงหรือเปล่า กลุ่มที่สามคือคุณค่าที่หลายทีมมองข้าม เพราะเนื้อหาที่ตอบคำถามพื้นฐานให้ลูกค้ารู้ก่อนจะทัก ช่วยให้แอดมินคุยเรื่องที่ซื้อจริงได้เร็วขึ้น และกลุ่มที่สี่เป็นตัวช่วยที่รายงานแยกจากยอดขายหลัก

กลุ่มตัวเลขข้อมูลมาจาก
แชทที่เริ่มจากเนื้อหาแชทใหม่ต่อ 1,000 วิวของหน้าUTM หรือรหัสแหล่งในลิงก์ LINE ของเนื้อหาชิ้นนั้น
คุณภาพของแชทเหล่านั้นอัตราตอบคำถามคัดกรองครบ และอัตราปิดเทียบแชทจากแอดป้ายสถานะในแชท
ภาระคำถามซ้ำที่ลดลงสัดส่วนข้อความแรกที่ถามเรื่องซึ่งเนื้อหาตอบไว้แล้วสุ่มอ่านแชทและติดป้ายหัวข้อ
ตัวช่วยก่อนปิดสัดส่วนออเดอร์ที่ลูกค้าเคยเปิดเนื้อหาก่อนปิดเส้นทางลูกค้าที่ผูกกับคำสั่งซื้อ

ติดแท็กให้ตัวเลขเกิดขึ้นได้จริง

  1. ทุกเนื้อหามีลิงก์ LINE ที่ใส่รหัสเนื้อหาในพารามิเตอร์ เช่น utm_content เป็นรหัสบทความ ไม่ใช่ลิงก์ LINE เปล่า
  2. ปุ่ม LINE ในหน้าเนื้อหาถูกวัดด้วยเหตุการณ์คลิกที่บันทึกรหัสหน้า วางโครงเนื้อหาให้พาไปที่ปุ่มตามที่ระบุไว้ในเรื่องกลุ่มเนื้อหาที่พาไปปุ่ม LINE
  3. ข้อความต้อนรับแยกตามแหล่ง เพื่อให้แอดมินรู้ว่าลูกค้าอ่านเรื่องอะไรมาก่อนและไม่ต้องถามซ้ำ
  4. ในแชทที่ไม่มีแท็ก ให้แอดมินถามหนึ่งข้อ ‘เจอร้านเราจากไหนคะ’ และบันทึกเป็นคำตอบลูกค้าบอกเอง แยกจากแท็กจากลิงก์

ตั้งเป้าเทียบกับฐานของทีมเอง

เป้าของทีมคอนเทนต์ไม่ควรเทียบกับแอด เพราะแอดซื้อทราฟฟิกที่ตั้งใจซื้อ ส่วนเนื้อหาดึงคนที่ยังหาข้อมูล ให้ใช้ไตรมาสก่อนเป็นฐานแล้วตั้งการปรับปรุงที่ทีมควบคุมได้ ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างสมมติ

ตัวชี้วัดไตรมาสก่อนเป้าไตรมาสนี้
แชทต่อ 1,000 วิวของหน้า68
แชทจากเนื้อหาที่ตอบคำถามคัดกรองครบ35%45%
ข้อความแรกที่ถามเรื่องที่เนื้อหาตอบแล้ว40%30%
ออเดอร์ที่เคยเปิดเนื้อหาก่อนปิด15%20%

กติกาเพื่อให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย

  • ตัวช่วยที่นับให้ทีมคอนเทนต์เป็นรายงานแยก ไม่ถูกรวมเข้ากับยอดขายที่ถูกนับให้ media buyer และแอดมิน ไม่เช่นนั้นผลรวมเครดิตจะเกินหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ดูตัวชี้วัดของสองบทบาทนั้นในเรื่อง KPI ของ media buyerและเรื่อง KPI ของแอดมินแชท
  • ให้เวลาเนื้อหาที่ค้นหาเจอได้นานอย่างน้อยหลายเดือนก่อนประเมิน เพราะผลสะสม
  • คนที่ติดแท็กและตรวจตัวเลขไม่ควรเป็นเฉพาะทีมคอนเทนต์ ให้ทีมแอดหรือฝ่ายข้อมูลสุ่มตรวจเพื่อกันตัวเลขที่ปรับแต่ง
  • ไม่ใช้ยอดขายรวมของบริษัทเป็น KPI รายบุคคลของคนเขียน เพราะนอกเหนือการควบคุมของเขา

ถ้าเป็นเอเจนซี่ที่รับทำคอนเทนต์ให้ลูกค้า

เอเจนซี่ควรเขียนตัวชี้วัดสี่กลุ่มนี้ลงในสัญญาตั้งแต่แรก เพราะลูกค้าที่ไม่เห็นยอดขายตรง ๆ จากคอนเทนต์มักตัดงบเป็นอย่างแรกเมื่อต้องลดต้นทุน และต้องตกลงว่าใครเป็นคนให้ข้อมูลแชทและสถานะการปิด ถ้าลูกค้าไม่ส่งข้อมูลกลับมา เอเจนซี่จะวัดกลุ่มที่สองและสี่ไม่ได้

สรุป

ความยุติธรรมของ KPI ทีมคอนเทนต์มาจากการวัดสิ่งที่เนื้อหาเปลี่ยนจริงและทีมควบคุมได้ ไม่ใช่การหาตัวเลขที่ทำให้ทีมดูดีหรือดูแย่ ชุดสี่กลุ่มนี้ไม่สมบูรณ์ แต่ดีกว่ายอดวิวอย่างเดียว และวัดได้ด้วยข้อมูลแชทที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว

ไตรมาสนี้ ให้ติดรหัสเนื้อหาในลิงก์ LINE ของทุกชิ้นก่อนอย่างอื่น เพราะถ้าไม่มีรหัส ตัวเลขสามในสี่กลุ่มจะวัดไม่ได้เลย

  • ยอดวิวล่อให้ทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อ ยอดขายท้ายสุดตกเป็นของแอด
  • ใช้สี่กลุ่ม คือแชทจากเนื้อหา คุณภาพแชท คำถามซ้ำที่ลด และตัวช่วยก่อนปิด
  • ตั้งเป้าเทียบฐานของทีมเอง และรายงานตัวช่วยแยกจากยอดขายหลัก
  • ให้เวลาเนื้อหาที่อยู่ได้นานก่อนประเมินผล

คำถามที่พบบ่อย

ยอดวิวควรเลิกดูไปเลยไหม

ไม่ต้องเลิก ใช้เป็นตัวบอกสุขภาพการเข้าถึงได้ แต่ไม่ควรเป็น KPI ที่ตัดสินผลงาน เพราะแก้ด้วยหัวข้อล่อคลิกได้ง่าย

เนื้อหาที่ไม่มีลิงก์ LINE เลยจะวัดอย่างไร

ถ้าเนื้อหานั้นมีเจตนาสร้างการรับรู้ ใช้ตัวเลขกลุ่มที่สี่ คือสัดส่วนลูกค้าที่เคยเปิดก่อนปิด แต่ถ้าไม่มีทางวัดเลย ควรถามว่าทำไมเนื้อหาชิ้นนั้นไม่มีทางไปต่อ

ทีมคอนเทนต์ควรได้โบนัสตามยอดขายไหม

ผูกบางส่วนกับตัวเลขที่ทีมควบคุมได้ เช่นแชทต่อพันวิวและอัตราปิดของแชทจากเนื้อหา ส่วนยอดขายรวมของบริษัทไม่ควรเป็นเกณฑ์หลักของคนเขียนเพราะเกินการควบคุม

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าเคยเปิดเนื้อหาก่อนปิด

ต้องผูกเส้นทางบนเว็บกับบัญชี LINE ผ่านรหัสอ้างอิงหรือ UTM ที่เก็บไว้ ถ้ายังผูกไม่ได้ ให้เริ่มจากแท็กในแชทที่ลูกค้าบอกเองก่อน แล้วค่อยพัฒนา

ไตรมาสแรกที่เริ่มวัดควรทำอะไร

ใช้เป็นไตรมาสเก็บฐาน ติดแท็กทุกชิ้นและบันทึกตัวเลขโดยยังไม่ผูกกับผลงานรายบุคคล เมื่อมีฐานหนึ่งไตรมาสแล้วจึงตั้งเป้า

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เอเจนซี่วัด Conversion LINE ให้ลูกค้าหลายรายด้วยระบบโปรเจกต์

เอเจนซี่วัด Conversion LINE ให้ลูกค้าหลายรายด้วยระบบโปรเจกต์

ดูแลลูกค้าสิบรายด้วยชีตสิบแบบและความจำของ AE สองคน คือระเบิดเวลาของทุกเอเจนซี่ บทความนี้วางโครง 1 ลูกค้า = 1 โปรเจกต์ = 1 OA ที่ทำให้รับลูกค้าเพิ่มโดยงานไม่พังตาม
รวม Google Ads + Facebook Ads + ยอดขาย LINE ไว้ใน Looker Studio หน้าเดียว

รวม Google Ads + Facebook Ads + ยอดขาย LINE ไว้ใน Looker Studio หน้าเดียว

เปิดสามแท็บเช้าทุกวันเพื่อจดตัวเลขมาปะติดปะต่อ คือเวลาที่หายไปฟรี ๆ บทความนี้เล่าวิธีวางแดชบอร์ด Looker Studio ที่รวมงบแอดกับยอดขายในแชทไว้หน้าเดียว
Attribution แบบ Position-based: ให้เครดิตทั้งคำที่ดึงเข้ามาและตัวที่ปิดการขาย

Attribution แบบ Position-based: ให้เครดิตทั้งคำที่ดึงเข้ามาและตัวที่ปิดการขาย

ถ้าให้เครดิตยอดขายกับสัมผัสสุดท้ายอย่างเดียว คุณจะตัดแคมเปญที่จริง ๆ พาคนเข้ามาทิ้งโดยไม่รู้ตัว บทความนี้อธิบาย Position-based ที่แบ่งเครดิตให้ทั้งต้นทางและตัวปิด