← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

Attribution แบบ Position-based: ให้เครดิตทั้งคำที่ดึงเข้ามาและตัวที่ปิดการขาย

ทีมบรรณาธิการ linli03 ก.ค. 13:16อัปเดต 03 ก.ค. 13:16อ่าน 2 นาที
Attribution แบบ Position-based: ให้เครดิตทั้งคำที่ดึงเข้ามาและตัวที่ปิดการขาย
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

โมเดล Position-based แบ่งเครดิตยอดขายให้ ‘สัมผัสแรก’ ที่ดึงคนเข้ามา และ ‘สัมผัสสุดท้าย’ ที่ปิดได้ มากกว่าจุดกลาง (นิยม 40/20/40) เหมาะกับธุรกิจที่กว่าคนจะทัก LINE เขาเห็นโฆษณาหลายครั้ง ถ้าให้เครดิตแค่ตัวปิดอย่างเดียว คุณจะเผลอตัดแคมเปญต้นทางที่จริง ๆ เป็นคนพาลูกค้ามา ทำให้ยอดในอนาคตหด

ลองนึกภาพลูกค้าคนหนึ่ง วันจันทร์เขาเห็นคลิปรีวิวสินค้าคุณบน TikTok จำแบรนด์ได้ วันพุธเจอโฆษณาบน Facebook เลื่อนผ่าน วันเสาร์เสิร์ช Google หาชื่อร้านแล้วคลิกแอดเข้ามาทัก LINE แล้วปิดการขาย — คำถามคือ ยอดนี้ควรให้เครดิตใคร

คนส่วนใหญ่ตอบว่า Google เพราะเป็นตัวที่ปิดได้ ระบบ Attribution แบบ Last-click ก็คิดแบบนั้น มันยกเครดิตทั้งก้อนให้สัมผัสสุดท้าย แต่ถ้าคุณเชื่อตามนั้นแล้วตัดงบ TikTok กับ Facebook ทิ้งเพราะ ‘ไม่เห็นปิดยอด’ อีกสามเดือนคุณจะงงว่าทำไมยอดค่อย ๆ หด

เพราะความจริงคือ TikTok เป็นคนพาเขามารู้จักคุณตั้งแต่แรก ถ้าไม่มีสัมผัสแรกนั้น สัมผัสสุดท้ายก็ไม่เกิด บทความนี้จะเล่าว่าโมเดล Position-based ช่วยแก้ปัญหานี้ยังไง ด้วยการแบ่งเครดิตให้ทั้งคนเปิดประตูและคนปิดดีล

กับดักของการให้เครดิตแค่ตัวปิด

Last-click คือโมเดลที่ง่ายและเป็นค่าเริ่มต้นของหลายระบบ มันยกยอดทั้งหมดให้ช่องทางสุดท้ายก่อนปิด เสน่ห์ของมันคือเข้าใจง่าย แต่ความง่ายนี้แหละที่หลอกให้ตัดสินใจผิด

ปัญหาคือมันมองไม่เห็นการเดินทางทั้งเส้น ในธุรกิจที่ปิดผ่านแชท กว่าคนจะทัก LINE เขามักเห็นแบรนด์คุณหลายครั้งจากหลายที่ ช่องทางที่ปิดได้บ่อยมักเป็นช่องทางปลายทาง เช่นเสิร์ชชื่อร้าน หรือรีมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งจริง ๆ แค่ ‘เก็บเกี่ยว’ คนที่ช่องทางอื่นปลูกไว้

ถ้าคุณให้เครดิตแค่ตัวเก็บเกี่ยว แล้วเทงบไปที่มันหมด ตัดช่องทางที่ทำหน้าที่หว่านเมล็ดทิ้ง สุดท้ายจะไม่มีเมล็ดให้เก็บ นี่คือเหตุผลที่หลายร้านตัดแคมเปญสร้างการรับรู้ทิ้งแล้วยอดรวมค่อย ๆ ตกโดยหาสาเหตุไม่เจอ

Position-based ทำงานยังไง

Position-based หรือที่บางคนเรียก U-shaped แก้ปัญหานี้ด้วยการยอมรับว่าทั้งคนเปิดประตูและคนปิดดีลสำคัญ มันจึงแบ่งเครดิตแบบให้น้ำหนักสองปลายมากกว่าตรงกลาง สูตรที่นิยมคือ 40/20/40

หมายความว่า สัมผัสแรกที่ทำให้ลูกค้ารู้จักคุณได้เครดิต 40% สัมผัสสุดท้ายที่ปิดได้อีก 40% ส่วนสัมผัสตรงกลางทั้งหมดมาแบ่งกันใน 20% ที่เหลือ กลับไปที่ตัวอย่างต้นบทความ: TikTok ได้ 40% Google ได้ 40% ส่วน Facebook ที่อยู่ตรงกลางได้ส่วนแบ่งจาก 20%

เทียบกับ Last-click ที่ให้ Google 100% คุณจะเห็นภาพต่างทันที ว่า TikTok ไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ Last-click ทำให้เข้าใจ มันมีส่วนในเกือบครึ่งของดีลนั้น การเห็นแบบนี้เปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องงบไปเลย

เทียบให้เห็นภาพ: ดีลเดียวกัน คนละโมเดลให้เครดิตต่างกัน

ใช้เส้นทางลูกค้าเดิม (TikTok → Facebook → Google ปิด) มาดูว่าแต่ละโมเดลแจกเครดิตยังไง จะได้เห็นว่าทำไมการเลือกโมเดลถึงเปลี่ยนภาพทั้งหมด

โมเดลTikTok (แรก)Facebook (กลาง)Google (ปิด)
Last-click0%0%100%
First-click100%0%0%
Linear (เท่ากันหมด)33%33%33%
Position-based 40/20/4040%20%40%

Position-based เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร

โมเดลนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกธุรกิจ มันเหมาะกับร้านที่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจนาน เห็นโฆษณาหลายครั้งจากหลายช่องทางกว่าจะทัก เช่นสินค้าราคาสูง คอร์สเรียน บริการที่ต้องคิดเยอะ เพราะเส้นทางยาว การให้เครดิตแค่ปลายเดียวจะบิดภาพมาก

แต่ถ้าธุรกิจคุณคนเห็นแอดแล้วทักเลยจบในสัมผัสเดียว เช่นของราคาถูกซื้อง่าย โมเดลนี้ก็ไม่ได้ต่างจาก Last-click เท่าไหร่ เพราะมีสัมผัสเดียว จะใช้โมเดลไหนก็ให้เครดิตที่เดียวอยู่ดี กรณีแบบนี้ไม่ต้องคิดซับซ้อน

อีกข้อควรระวังคือ Position-based จะแม่นก็ต่อเมื่อคุณเก็บข้อมูลเส้นทางลูกค้าได้ครบทุกสัมผัส ซึ่งในโลกจริงยากมาก โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าเปลี่ยนอุปกรณ์ไปมา เรื่องการเก็บเส้นทางข้ามอุปกรณ์นี้ผมเล่าไว้ที่ บทว่าด้วยการวัดข้ามอุปกรณ์ และปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายคนละที่ ดูต่อได้ที่ บท Data Silos

ในบริบทที่ปิดการขายใน LINE ต้องระวังอะไรเพิ่ม

จุดที่ทำให้ Attribution ในธุรกิจสาย LINE ยากกว่าปกติคือ ‘จุดปิดการขายไม่ได้อยู่บนเว็บ’ มันไปเกิดในห้องแชท ซึ่งแพลตฟอร์มแอดมองไม่เห็น ดังนั้นต่อให้คุณตั้งโมเดลสวยแค่ไหน ถ้าข้อมูลตอนปิดในแชทไม่ไหลกลับมา ระบบก็ให้เครดิตไม่ถูกอยู่ดี

หัวใจจึงอยู่ที่การส่งข้อมูลการปิดในแชทกลับไปให้ระบบรู้ว่าดีลนี้ปิดแล้ว มาจากเส้นทางไหน เครื่องมือที่ผูกที่มาของแอดกับบทสนทนาอย่าง linli ช่วยเติมชิ้นส่วนที่ขาดตรงนี้ ทำให้ข้อมูลจากในแชทไหลกลับไปประกอบร่างเป็นเส้นทางที่โมเดล Attribution เอาไปคำนวณต่อได้ พอมีข้อมูลครบ การนำไปแสดงรวมในรายงานหน้าเดียวก็ทำได้ ลองดู การรวมรายงานใน Looker Studio ต่อ

สรุป

การให้เครดิตยอดขายแค่กับสัมผัสสุดท้ายทำให้คุณมองไม่เห็นช่องทางที่พาลูกค้ามารู้จักตั้งแต่แรก และเสี่ยงตัดแคมเปญต้นทางทิ้งจนยอดในอนาคตหด Position-based แก้ด้วยการแบ่งเครดิตให้ทั้งคนเปิดประตูและคนปิดดีล

แต่โมเดลจะแม่นได้ต้องมีข้อมูลเส้นทางที่ครบ ซึ่งในธุรกิจสาย LINE จุดปิดอยู่ในแชทที่แพลตฟอร์มแอดมองไม่เห็น การทำให้ข้อมูลจากในแชทไหลกลับมาประกอบเส้นทางจึงเป็นชิ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ ไม่งั้นต่อให้เลือกโมเดลดีแค่ไหนก็คำนวณจากข้อมูลที่ไม่ครบ

  • Last-click ให้เครดิตแค่ตัวปิด เสี่ยงตัดช่องทางต้นทางที่พาคนมาทิ้ง
  • Position-based (นิยม 40/20/40) แบ่งเครดิตให้ทั้งสัมผัสแรกและตัวปิด
  • เหมาะกับเส้นทางยาวหลายช่องทาง และต้องมีข้อมูลการปิดจากในแชทไหลกลับมา

คำถามที่พบบ่อย

สรุปควรเลิกใช้ Last-click เลยไหม

ไม่ถึงกับต้องเลิก Last-click ยังมีประโยชน์เพราะเข้าใจง่ายและดูว่าอะไรปิดได้ดี แต่อย่าใช้มันเป็นตัวเดียวในการตัดสินใจตัดงบ ควรดูควบกับโมเดลที่เห็นทั้งเส้นทาง เพื่อไม่เผลอตัดช่องทางต้นทางที่พาคนมาทิ้ง

ทำไมต้องเป็น 40/20/40 ใช้สัดส่วนอื่นได้ไหม

40/20/40 เป็นค่าที่นิยมเพราะให้น้ำหนักสองปลายชัดโดยยังไม่ทิ้งตรงกลาง แต่ปรับได้ตามธุรกิจ ถ้าเชื่อว่าสัมผัสแรกสำคัญกว่าก็เพิ่มน้ำหนักต้นทาง สิ่งสำคัญคือเข้าใจว่าทำไมถึงเลือกสัดส่วนนั้น ไม่ใช่ตั้งมั่ว ๆ

ถ้าลูกค้าเห็นแอดครั้งเดียวแล้วทักเลย โมเดลนี้ยังมีผลไหม

แทบไม่ต่าง เพราะมีสัมผัสเดียว เครดิตก็ตกที่ช่องทางนั้นเต็ม ๆ อยู่ดีไม่ว่าใช้โมเดลไหน Position-based จะเห็นความต่างชัดก็ต่อเมื่อเส้นทางลูกค้ายาวและมีหลายสัมผัสจากหลายช่องทาง

เก็บข้อมูลทุกสัมผัสในเส้นทางไม่ได้ครบ ทำยังไง

ในโลกจริงแทบไม่มีใครเก็บได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าเปลี่ยนอุปกรณ์ ให้ยอมรับว่าข้อมูลมีช่องโหว่ แล้วใช้โมเดลเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ความจริงสัมบูรณ์ เก็บให้ครบเท่าที่ทำได้และตีความอย่างระวัง

จุดปิดอยู่ในแชท LINE ระบบแอดจะรู้ได้ยังไงว่าปิดแล้ว

ต้องมีการส่งข้อมูลการปิดจากในแชทกลับไปบอกระบบว่าดีลนี้สำเร็จและมาจากเส้นทางไหน ถ้าไม่มีตรงนี้ ระบบจะเห็นแค่ถึงตอนคนทัก แต่ไม่รู้ว่าปิดได้จริงไหม ทำให้ Attribution ขาดชิ้นส่วนสำคัญที่สุดไป

โมเดลไหนดีที่สุดสำหรับธุรกิจปิดการขายผ่านแชท

ไม่มีโมเดลที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ขึ้นกับว่าเส้นทางลูกค้าคุณยาวแค่ไหนและเก็บข้อมูลได้ดีแค่ไหน สำหรับเส้นทางยาวหลายช่องทาง Position-based มักให้ภาพยุติธรรมกว่า Last-click แต่ควรลองหลายมุมแล้วดูว่าอันไหนสะท้อนพฤติกรรมลูกค้าจริงที่สุด

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง — linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เช็กลิสต์ QA ก่อนกด Publish แคมเปญโฆษณาที่ยิงเข้า LINE ทุกครั้งแบบมืออาชีพ

เช็กลิสต์ QA ก่อนกด Publish แคมเปญโฆษณาที่ยิงเข้า LINE ทุกครั้งแบบมืออาชีพ

แคมเปญที่เขียนดี ยิงแม่น แต่ลิงก์พาเข้า OA ผิดตัว — ความผิดพลาดสามวินาทีที่เผางบสามหมื่น บทความนี้รวมรายการตรวจก่อนปล่อยแคมเปญที่กลั่นจากความเจ็บจริงของคนทำงาน พร้อมวิธีทำให้ทีมตรวจจริงไม่ใช่ติ๊กผ่าน
เลือกคีย์เวิร์ดบน Google Ads ให้ได้คน ‘พร้อมทัก LINE’ ไม่ใช่แค่คนพร้อมคลิก

เลือกคีย์เวิร์ดบน Google Ads ให้ได้คน ‘พร้อมทัก LINE’ ไม่ใช่แค่คนพร้อมคลิก

คีย์เวิร์ดที่คลิกเยอะไม่ได้แปลว่าได้คนทัก บทความนี้เล่าวิธีอ่าน Keyword Planner ให้แยกคำที่พาคนพร้อมคุยเข้า LINE ออกจากคำที่ได้แค่ยอดคลิกสวย ๆ
คลิกเยอะแต่ทัก LINE น้อย ไล่หารอยรั่วทีละจุดตั้งแต่โฆษณาถึงหน้าแชท

คลิกเยอะแต่ทัก LINE น้อย ไล่หารอยรั่วทีละจุดตั้งแต่โฆษณาถึงหน้าแชท

คนคลิกร้อย แต่ทักมาสิบ ส่วนที่หายไปเก้าสิบไม่ได้หายไปเฉย ๆ มันรั่วออกทีละจุด บทความนี้พาไล่หารอยรั่วตั้งแต่คำโฆษณา หน้าเพจ ปุ่ม ไปจนถึงข้อความต้อนรับใน LINE