← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

แบ่งงบและวัดผล Brand กับ Performance แยกกันอย่างไร เมื่อยอดขายปิดในแชท LINE ทั้งคู่

ทีมบรรณาธิการ linli08 ก.ย. 13:25อัปเดต 01 พ.ย. 09:28อ่าน 2 นาที
แบ่งงบและวัดผล Brand กับ Performance แยกกันอย่างไร เมื่อยอดขายปิดในแชท LINE ทั้งคู่
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

แคมเปญ brand ควรวัดด้วยตัวชี้วัดการรับรู้และการเข้าถึง ส่วนแคมเปญ performance ควรวัดด้วย ROAS หรือ CPA เมื่อเอาสองประเภทมาปนกันในตัวเลขเดียว มักสรุปผิดว่างบสร้างแบรนด์ไม่คุ้มค่า ทั้งที่กำลังเทียบกับเกณฑ์ที่ไม่ได้ออกแบบมาวัดมัน

หลายเอเจนซี่และเจ้าของธุรกิจเจอสถานการณ์นี้บ่อย คือแคมเปญที่ตั้งใจสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กลุ่มลูกค้าใหม่ พอเอา ROAS มาเทียบกับแคมเปญรีทาร์เก็ตที่ยิงตรงกลุ่มลูกค้าเก่าแล้วผลออกมาต่ำกว่าเยอะ จนถูกตัดงบทิ้งไปโดยไม่ทันคิดว่ากำลังเทียบสองสิ่งที่ทำหน้าที่ต่างกันด้วยไม้บรรทัดอันเดียว ผลลัพธ์คือธุรกิจสูญเสียฐานลูกค้าใหม่ในระยะยาวโดยไม่รู้ตัวว่าสาเหตุมาจากการตัดสินใจที่ผิดตั้งแต่วิธีวัดผล

ปัญหานี้เด่นชัดขึ้นเมื่อยอดขายทั้งหมดปิดในแชท LINE OA เพราะไม่ว่าลูกค้าจะมาจากแคมเปญสร้างแบรนด์หรือแคมเปญรีทาร์เก็ต สุดท้ายก็ทักเข้าไลน์เหมือนกันหมด ทำให้ดูเผิน ๆ เหมือนวัดผลได้ตรงไปตรงมา แต่จริง ๆ แล้วธรรมชาติของสองแคมเปญต่างกันตั้งแต่จุดประสงค์ ถ้าไม่แยกกรอบตัวชี้วัดตั้งแต่ต้น การเปรียบเทียบจะบิดเบือนเสมอ ไม่ว่าจะดูตัวเลขบ่อยแค่ไหนก็ตาม

บทความนี้จะเสนอกรอบแบ่งงบและตัวชี้วัดของสองประเภทแคมเปญนี้ให้ชัด พร้อมวิธีอธิบายผลลัพธ์ให้ผู้บริหารหรือเจ้าของร้านเข้าใจว่าทำไมแคมเปญสร้างแบรนด์ถึงไม่ควรถูกตัดสินด้วย ROAS แบบเดียวกับแคมเปญเร่งยอดขาย รวมถึงตัวอย่างการจัดงบสำหรับธุรกิจที่อยู่คนละช่วงวงจรชีวิตกัน

แคมเปญ brand กับ performance ทำหน้าที่ต่างกันตั้งแต่ต้น

แคมเปญ performance มีเป้าหมายชัดคือดันคนที่ใกล้ตัดสินใจซื้ออยู่แล้วให้ทักเข้าไลน์และปิดการขายเร็วที่สุด กลุ่มเป้าหมายมักเป็นคนที่เคยเห็นแบรนด์มาก่อน เช่น รีทาร์เก็ตคนที่เคยเข้าเว็บหรือเคยทักไลน์แต่ยังไม่ซื้อ ผลลัพธ์จึงวัดง่ายด้วยยอดขายและ ROAS เพราะระยะทางจากเห็นแอดถึงซื้อสั้น

แคมเปญ brand มีเป้าหมายต่างออกไปคือทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักร้านมาก่อนจดจำชื่อและเริ่มไว้ใจ กลุ่มเป้าหมายกว้างกว่าและไกลจากจุดตัดสินใจซื้อมากกว่า คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่ทักซื้อทันทีที่เห็นแอดครั้งแรก แต่จะกลับมาซื้อในภายหลังผ่านการค้นหาชื่อร้านเองหรือทักผ่านการรีทาร์เก็ตรอบถัดไป ซึ่งระบบ attribution แบบมาตรฐานมักนับผลนี้ให้แคมเปญ performance ที่ยิงตามทีหลัง ไม่ใช่แคมเปญ brand ที่เป็นจุดเริ่มต้นจริง

ตัวชี้วัดที่ควรใช้แยกกันระหว่างสองประเภทแคมเปญ

ประเภทแคมเปญตัวชี้วัดหลักที่ควรใช้สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์หลัก
Brandการเข้าถึงกลุ่มใหม่ (reach), อัตราคนทักไลน์ครั้งแรกจากกลุ่มที่ไม่เคยรู้จักร้านROAS ทันที หรือ CPA รายวัน
PerformanceROAS, CPA, อัตราปิดการขายต่อแชทreach หรือจำนวนคนเห็นแอดเพียงอย่างเดียว

แบ่งงบระหว่างสองแคมเปญอย่างไรให้สมเหตุสมผล

ไม่มีสัดส่วนตายตัวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ แต่แนวทางที่ใช้งานได้จริงคือดูวงจรชีวิตของธุรกิจนั้นเป็นหลัก ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักควรกันงบส่วนใหญ่ไว้ที่ brand ก่อนในช่วง 2-3 เดือนแรก เพราะถ้าไม่มีคนรู้จักร้านเลย แคมเปญ performance ก็ไม่มีกลุ่มรีทาร์เก็ตให้ยิงต่อ

ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าประจำอยู่แล้วและต้องการรักษายอดขายระยะสั้น ควรกันงบส่วนใหญ่ไว้ที่ performance แต่ยังคงกันงบส่วนเล็กไว้ที่ brand อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้กลุ่มลูกค้าใหม่หดตัวลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายแคมเปญ performance ไม่มีกลุ่มใหม่ให้รีทาร์เก็ตในระยะยาว การตัดงบ brand ทิ้งทั้งหมดเพื่อเอาไปทุ่ม performance มักให้ผลดีระยะสั้นแต่บั่นทอนฐานลูกค้าใหม่ในระยะยาว

วัดผลแคมเปญ brand ด้วยข้อมูลจาก LINE OA ได้อย่างไรบ้าง

แม้แคมเปญ brand จะไม่เน้นยอดขายทันที แต่ยังพอวัดสัญญาณได้จากพฤติกรรมใน LINE OA เช่น จำนวนคนกดเพิ่มเพื่อนใหม่ในช่วงที่แคมเปญ brand ทำงาน เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ไม่มีแคมเปญนี้ หรือดูสัดส่วนคนที่ทักไลน์โดยพิมพ์ชื่อร้านค้นหาเองแทนที่จะคลิกจากแอด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคนเริ่มจดจำชื่อร้านได้แล้ว

อีกวิธีที่ใช้ได้จริงคือติดตามอัตราปิดการขายของแคมเปญ performance ที่ยิงตามหลังในพื้นที่ที่เคยมีแคมเปญ brand ทำงานมาก่อน เทียบกับพื้นที่ที่ไม่เคยมี ถ้าพื้นที่ที่ผ่านแคมเปญ brand มาก่อนมีอัตราปิดการขายสูงกว่า นั่นเป็นสัญญาณทางอ้อมว่างบ brand กำลังช่วยหนุนผลของ performance อยู่ แม้จะวัดเป็นตัวเลข ROAS ตรง ๆ ให้แคมเปญ brand ไม่ได้ก็ตาม

การเก็บสัญญาณเหล่านี้เป็นชุดข้อมูลต่อเนื่องทุกเดือน แทนที่จะดูครั้งเดียวแล้วสรุปทันที ยังช่วยให้เห็นแนวโน้มว่าผลของแคมเปญ brand สะสมเพิ่มขึ้นตามเวลาหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญเวลาต้องตัดสินใจว่าจะขยายงบ brand ต่อหรือปรับลดในเดือนถัดไป

อธิบายผลลัพธ์แคมเปญ brand ให้เจ้าของธุรกิจหรือฝ่ายบริหารเข้าใจ

ปัญหาที่เอเจนซี่เจอบ่อยคือเจ้าของธุรกิจถาม ROAS ของทุกแคมเปญเป็นตัวเลขเดียวโดยไม่แยกประเภท วิธีที่ช่วยได้คือรายงานแยกสองกลุ่มตั้งแต่ต้น พร้อมอธิบายว่า blended ROAS ที่รวมทั้งสองประเภทเข้าด้วยกันจะดูต่ำกว่าความเป็นจริงของแคมเปญ performance เสมอ เพราะถูกงบ brand ที่ไม่ได้ตั้งใจให้ ROAS สูงมาถ่วงไว้

การตั้งความคาดหวังล่วงหน้าว่าจะรายงานแยกสองชุดตัวชี้วัด และอธิบายเหตุผลตั้งแต่ก่อนเริ่มแคมเปญ ช่วยลดโอกาสที่งบ brand จะถูกตัดกลางทางเพียงเพราะตัวเลข ROAS ดูแย่กว่าที่คาดหวัง ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาที่จะเห็นผลตามธรรมชาติของแคมเปญประเภทนี้

ธุรกิจที่มีหลายแบรนด์ย่อยควรจัดงบ brand-performance อย่างไร

ธุรกิจที่ดูแลหลายแบรนด์หรือหลายไลน์สินค้าพร้อมกันมักเจอปัญหาซับซ้อนกว่าเดิม เพราะแต่ละแบรนด์อาจอยู่คนละช่วงวงจรชีวิต บางแบรนด์เพิ่งเปิดตัวต้องการงบ brand มาก บางแบรนด์แข็งแรงแล้วเน้น performance ได้เต็มที่ การใช้สัดส่วนงบเดียวกันทั้งพอร์ตจึงมักไม่เหมาะกับทุกแบรนด์พร้อมกัน

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือดู การจัดงบหลายแบรนด์ แยกตามช่วงวงจรชีวิตของแต่ละแบรนด์ ไม่ใช่ใช้สัดส่วนตายตัวเดียวกันทั้งหมด และควรมี แดชบอร์ดรวมระดับผู้บริหาร ที่แยกแสดงผลตามประเภทแคมเปญของแต่ละแบรนด์ ไม่ใช่รวมทุกอย่างเป็นตัวเลขเดียว เพื่อไม่ให้ผู้บริหารเข้าใจผิดว่าแบรนด์ไหนทำผลงานดีหรือแย่กว่าความเป็นจริง

ระวังไม่ให้ตัวชี้วัด brand กลายเป็น vanity metric

การแยกตัวชี้วัด brand ออกจาก performance ไม่ได้แปลว่าตัวเลข brand จะไม่ต้องถูกตรวจสอบเลย ถ้าเลือกวัดแค่ยอดเข้าถึงหรือยอดกดถูกใจโดยไม่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่ตามมาใน LINE OA เลย ตัวเลขเหล่านั้นจะกลายเป็น vanity metrics ที่ดูดีแต่ไม่บอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจจริง

ตัวชี้วัด brand ที่มีความหมายควรเชื่อมกลับมาที่พฤติกรรมจริงเสมอ เช่น จำนวนเพื่อนใหม่ใน LINE OA ที่เพิ่มขึ้น หรือสัดส่วนการทักด้วยการค้นหาชื่อร้านเอง ไม่ใช่แค่ยอดการมองเห็นโฆษณาที่ไม่มีการกระทำใด ๆ ตามมาเลย

ปรับสัดส่วน brand-performance ตามช่วงเวลาของปี

สัดส่วนงบที่เหมาะสมระหว่าง brand กับ performance ไม่จำเป็นต้องคงที่ตลอดทั้งปี ช่วงเทศกาลที่ดีมานด์ตามธรรมชาติสูงอยู่แล้ว การเพิ่มสัดส่วน performance ชั่วคราวเพื่อเก็บเกี่ยวความต้องการซื้อที่มีอยู่มักคุ้มค่ากว่า ในขณะที่ช่วงโลว์ซีซันที่ดีมานด์ต่ำ การกันงบไว้สร้างแบรนด์เพื่อเตรียมฐานลูกค้าใหม่สำหรับฤดูกาลถัดไปมักให้ผลตอบแทนระยะยาวดีกว่า

ธุรกิจที่วางแผนล่วงหน้าตามปฏิทินฤดูกาลของตัวเองจะสามารถสลับสัดส่วนงบได้อย่างมีเหตุผล แทนที่จะใช้สัดส่วนเดียวตายตัวทั้งปีซึ่งอาจไม่เหมาะกับทุกช่วงเวลา

เอเจนซี่ควรตกลงกรอบนี้กับลูกค้าตั้งแต่เริ่มสัญญา

ความขัดแย้งระหว่างเอเจนซี่กับลูกค้าเรื่องผลงานแคมเปญ brand มักเกิดจากไม่ได้ตกลงตัวชี้วัดและความคาดหวังกันตั้งแต่ต้นสัญญา เมื่อลูกค้าเห็น ROAS ของแคมเปญ brand ต่ำในเดือนแรกโดยไม่มีบริบทมาก่อน มักเข้าใจว่าเอเจนซี่ทำงานได้ไม่ดี ทั้งที่จริงเป็นธรรมชาติของแคมเปญประเภทนี้

การกำหนดกรอบตัวชี้วัดและระยะเวลาที่คาดหวังผลตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน พร้อมตัวอย่างรายงานที่จะส่งให้ลูกค้าดู ช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ตั้งแต่ต้น แทนที่จะต้องมาอธิบายย้อนหลังหลังลูกค้าเริ่มไม่พอใจกับตัวเลขที่เห็น

สรุป

การเทียบแคมเปญ brand กับ performance ด้วยไม้บรรทัดเดียวกันคือสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจจำนวนมากตัดงบสร้างแบรนด์ทิ้งเร็วเกินไป ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แคมเปญไม่ได้ผล แต่อยู่ที่ตัวชี้วัดที่เลือกใช้ไม่ตรงกับหน้าที่ของแคมเปญนั้นตั้งแต่ต้น

การแยกตัวชี้วัดและงบให้ชัดตั้งแต่ต้น พร้อมสื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจล่วงหน้า ช่วยให้ธุรกิจรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตระยะสั้นและฐานลูกค้าใหม่ในระยะยาวได้ดีกว่าการไล่ตาม ROAS ตัวเดียวทุกแคมเปญ สำหรับเอเจนซี่ การตกลงกรอบนี้กับลูกค้าตั้งแต่ต้นสัญญายังช่วยลดความขัดแย้งในระยะยาวได้มากอีกด้วย

  • แคมเปญ brand วัดด้วยการเข้าถึงกลุ่มใหม่ ไม่ใช่ ROAS ทันที
  • กันงบ brand ไว้เสมอแม้สัดส่วนน้อย เพื่อไม่ให้ฐานลูกค้าใหม่หดตัว
  • ใช้สัญญาณทางอ้อมจาก LINE OA วัดผล brand แทนยอดขายตรง
  • รายงานแยกสองชุดตัวชี้วัดให้ผู้บริหาร อย่ารวมเป็นตัวเลขเดียว

คำถามที่พบบ่อย

แคมเปญ brand ควรใช้เวลานานแค่ไหนก่อนเริ่มเห็นผลต่อ performance

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นกับขนาดตลาดและความถี่ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่โดยทั่วไปควรให้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนประเมินผลทางอ้อมต่อแคมเปญ performance เพราะการจดจำแบรนด์ต้องใช้การเห็นซ้ำหลายครั้ง และควรรอให้ผ่านช่วงฤดูกาลอย่างน้อยหนึ่งรอบก่อนสรุปผล

ธุรกิจเล็กงบจำกัดควรเลือกทำแค่ performance อย่างเดียวได้ไหม

ทำได้ในระยะสั้น แต่ถ้าไม่มีงบ brand เลย ฐานลูกค้าใหม่ที่ performance จะรีทาร์เก็ตได้จะค่อย ๆ หดตัวลง ควรกันงบส่วนเล็กไว้สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นสัดส่วนน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

จะรู้ได้อย่างไรว่าแคมเปญ brand กำลังได้ผลจริง ไม่ได้มีแค่เผาเงินทิ้ง

ดูสัญญาณทางอ้อมที่เชื่อมกับพฤติกรรมจริง เช่น เพื่อนใหม่ใน LINE OA เพิ่มขึ้น อัตราค้นหาชื่อร้านเองเพิ่มขึ้น หรืออัตราปิดการขายของแคมเปญ performance ที่ยิงตามหลังดีขึ้นในพื้นที่ที่ผ่านแคมเปญ brand มาก่อน ควรติดตามสัญญาณเหล่านี้ต่อเนื่องมากกว่าดูครั้งเดียวแล้วสรุปทันที

ควรรายงาน ROAS รวมหรือแยกให้เจ้าของธุรกิจดู

ควรรายงานแยกเป็นหลัก แล้วมี blended ROAS ประกอบเพื่อให้เห็นภาพรวม การรายงานเฉพาะตัวเลขรวมอย่างเดียวมักทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่าแคมเปญ brand ไม่คุ้มค่า

แคมเปญ brand กับ performance ควรใช้ครีเอทีฟชุดเดียวกันหรือแยกกัน

ควรแยกกัน เพราะจุดประสงค์ของข้อความต่างกัน ครีเอทีฟ brand ควรเน้นสร้างการจดจำและความรู้สึกไว้ใจ ส่วนครีเอทีฟ performance ควรเน้นข้อเสนอที่กระตุ้นให้ทักไลน์ทันที การใช้ชุดเดียวกันมักทำให้ทั้งสองเป้าหมายอ่อนลงพร้อมกัน

ธุรกิจที่มีหลายแบรนด์ย่อยควรเริ่มจัดงบ brand-performance ตรงไหนก่อน

ควรเริ่มจากประเมินว่าแต่ละแบรนด์อยู่ช่วงวงจรชีวิตไหนก่อน แบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวควรได้งบ brand มากกว่า ส่วนแบรนด์ที่แข็งแรงแล้วเน้น performance ได้เต็มที่ ไม่ควรใช้สัดส่วนงบเดียวกันตายตัวทั้งพอร์ต

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ส่งคืน GTM และสิทธิ์ทั้งหมดให้ลูกค้าตอนจบสัญญา ให้ของยังใช้ต่อได้

ส่งคืน GTM และสิทธิ์ทั้งหมดให้ลูกค้าตอนจบสัญญา ให้ของยังใช้ต่อได้

GTM ไม่มีปุ่มโอนความเป็นเจ้าของ การส่งคืนจึงต้องไล่ย้ายสิทธิ์ของแต่ละระบบที่ผูกกัน และเครื่องที่รันอยู่เบื้องหลัง เรียงลำดับให้ข้อมูลของลูกค้าไม่หยุดไหล
ทีมคอนเทนต์ที่ไม่ได้ยิงแอด ควรถูกวัดด้วยตัวเลขอะไรที่ยุติธรรม

ทีมคอนเทนต์ที่ไม่ได้ยิงแอด ควรถูกวัดด้วยตัวเลขอะไรที่ยุติธรรม

ทีมคอนเทนต์ไม่ได้ยิงแอดและไม่ได้ปิดการขาย จึงถูกวัดด้วยยอดวิวทั้งที่ผลจริงอยู่ในแชท บทความนี้เสนอชุดตัวเลขสี่กลุ่มที่ทีมกับผู้บริหารยอมรับร่วมกันได้
เอเจนซี่วัด Conversion LINE ให้ลูกค้าหลายรายด้วยระบบโปรเจกต์

เอเจนซี่วัด Conversion LINE ให้ลูกค้าหลายรายด้วยระบบโปรเจกต์

ดูแลลูกค้าสิบรายด้วยชีตสิบแบบและความจำของ AE สองคน คือระเบิดเวลาของทุกเอเจนซี่ บทความนี้วางโครง 1 ลูกค้า = 1 โปรเจกต์ = 1 OA ที่ทำให้รับลูกค้าเพิ่มโดยงานไม่พังตาม