← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

Marginal ROAS: จุดที่เพิ่มงบแล้วยอดขายเริ่มโตช้าลง และควรหยุดตรงไหน

ทีมบรรณาธิการ linli08 ก.ย. 13:25อัปเดต 08 ก.ย. 13:25อ่าน 2 นาที
Marginal ROAS: จุดที่เพิ่มงบแล้วยอดขายเริ่มโตช้าลง และควรหยุดตรงไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Marginal ROAS คือผลตอบแทนของงบโฆษณา 'บาทสุดท้าย' ที่เพิ่มเข้าไป ไม่ใช่ ROAS เฉลี่ยทั้งแคมเปญ เมื่อ marginal ROAS ต่ำกว่า break-even ของธุรกิจ การเพิ่มงบต่อจะกินกำไรแม้ ROAS เฉลี่ยยังดูสูงอยู่ก็ตาม

เจ้าของร้านที่ยิงแอดเข้า LINE OA มักเจอสถานการณ์นี้ซ้ำ ๆ คือเพิ่มงบจาก 20,000 เป็น 40,000 บาทต่อเดือน ROAS เฉลี่ยยังอยู่ที่ 4-5 เท่าเหมือนเดิม แต่พอลองไล่ดูยอดขายที่เพิ่มขึ้นจริงกลับไม่ได้เพิ่มเป็นสัดส่วนเดียวกับงบที่เพิ่ม บางเดือนยอดขายโตแค่ 15-20% ทั้งที่งบเพิ่มเป็นเท่าตัว หลายคนเริ่มสงสัยว่าตัวเองกำลังเผางบทิ้งไปเปล่า ๆ หรือกำลังลงทุนเพื่อผลระยะยาวที่ยังมองไม่เห็นกันแน่

ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยแนวคิด marginal ROAS ซึ่งต่างจาก ROAS เฉลี่ยตรงที่มองเฉพาะผลตอบแทนของงบส่วนที่เพิ่มเข้าไปล่าสุด ไม่ใช่ผลตอบแทนของงบทั้งก้อน เมื่อกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อสูงสุดถูกจับได้หมดแล้ว งบที่เพิ่มเข้าไปต่อจะไปจับกลุ่มที่สนใจน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ ROAS ของงบส่วนเพิ่มลดลง แม้ ROAS เฉลี่ยรวมจะยังดูดีเพราะถูกงบส่วนแรกที่ได้ผลดีถ่วงไว้ แนวคิดนี้เป็นหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่นำมาประยุกต์ใช้กับการตัดสินใจงบโฆษณาได้ตรงไปตรงมา

บทความนี้จะแยกความต่างระหว่าง ROAS เฉลี่ยกับ marginal ROAS ให้ชัด พร้อมวิธีประมาณจุดที่ควรหยุดเพิ่มงบสำหรับธุรกิจที่วัดผลผ่าน LINE OA ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องข้อมูลไม่ครบเหมือนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ พร้อมตัวอย่างวิธีจัดงบใหม่เมื่อพบว่างบบางส่วนกำลังให้ผลตอบแทนต่ำกว่าจุดคุ้มทุน

ROAS เฉลี่ยกับ marginal ROAS ต่างกันตรงไหน

ROAS เฉลี่ยคำนวณจากยอดขายรวมหารด้วยงบโฆษณารวม เป็นตัวเลขที่มองย้อนหลังทั้งก้อน ส่วน marginal ROAS มองเฉพาะว่าถ้าเพิ่มงบอีก 1 หน่วยจากระดับปัจจุบัน จะได้ยอดขายเพิ่มขึ้นกี่เท่าของหน่วยนั้น ตัวเลขสองตัวนี้ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

ตัวอย่างสมมติ ร้านหนึ่งใช้งบ 10,000 บาทแรกได้ยอดขาย 60,000 บาท คิดเป็น ROAS เฉลี่ย 6 เท่า พองบเพิ่มเป็น 20,000 บาท ยอดขายรวมเป็น 90,000 บาท ROAS เฉลี่ยลดเหลือ 4.5 เท่า แต่ marginal ROAS ของงบ 10,000 บาทที่เพิ่มเข้าไปล่าสุดคือ 3 เท่าเท่านั้น (30,000/10,000) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยชัดเจน และเป็นตัวเลขที่บอกทิศทางอนาคตได้แม่นกว่า

ทำไมร้านที่ขายผ่าน LINE OA มักไม่เห็น marginal ROAS ชัด

แดชบอร์ดโฆษณาส่วนใหญ่รายงาน ROAS เฉลี่ยของทั้งแคมเปญเป็นค่าเดียว ไม่ได้แยกให้เห็นว่าบาทที่ 1 กับบาทที่ 10,000 ให้ผลต่างกันแค่ไหน ยิ่งธุรกิจที่ปิดการขายในแชท LINE ซึ่งมีขั้นตอนแอดมินตอบและปิดออร์เดอร์นอกระบบแอด การเชื่อม conversion API กลับไปที่แพลตฟอร์มโฆษณามักมีดีเลย์ ทำให้ตัวเลขที่เห็นระหว่างวันไม่ทันสะท้อนผลจริงของงบที่เพิ่งเพิ่มเข้าไป

วิธีเห็น marginal ROAS ที่ใช้ได้จริงคือแบ่งช่วงงบเป็นขั้น (เช่น ทุก 5,000 บาท) แล้วบันทึกยอดขายที่ปิดจริงทาง LINE OA ในแต่ละขั้นแยกกัน ไม่ใช่ดูยอดสะสมรวม การทำแบบนี้ต่อเนื่อง 2-3 เดือนจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นว่างบระดับไหนเริ่มให้ผลตอบแทนลดลง ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะร้าน ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

ทีมที่เพิ่งเริ่มเก็บข้อมูลแบบขั้นบันไดนี้อาจรู้สึกว่าเสียเวลามากกว่าดูตัวเลขรวมในแดชบอร์ด แต่ในระยะยาวข้อมูลชุดนี้กลับมีค่ามากกว่า เพราะเป็นเพียงข้อมูลชุดเดียวที่บอกได้ตรง ๆ ว่างบก้อนถัดไปที่กำลังจะเพิ่มเข้าไปคุ้มค่าจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่คาดเดาจากความรู้สึกว่ายอดขายเดือนนี้ดูดีกว่าเดือนก่อน

ตัวอย่างเส้นทางผลตอบแทนลดหลั่นเมื่อเพิ่มงบขั้นละ 10,000 บาท

ตารางด้านล่างเป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพรูปแบบ diminishing returns ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่ใช้แทนธุรกิจจริงได้ ร้านแต่ละแห่งต้องเก็บข้อมูลของตัวเองมาแทนที่ตัวเลขในตาราง

งบสะสม (บาท)ยอดขายเพิ่มขึ้นในขั้นนี้ (บาท)Marginal ROAS ของขั้นนี้
0-10,00060,0006.0x
10,000-20,00030,0003.0x
20,000-30,00018,0001.8x
30,000-40,0009,0000.9x

หาจุดตัดที่ควรหยุดเพิ่มงบอย่างไร

จุดตัดที่ใช้ตัดสินใจไม่ใช่ ROAS เท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องเทียบกับ break-even ROAS ของธุรกิจนั้นก่อน ถ้าโครงสร้างต้นทุนสินค้าทำให้ break-even อยู่ที่ 2 เท่า การเพิ่มงบต่อในขั้นที่ marginal ROAS ยังอยู่ที่ 1.8 เท่าก็เริ่มขาดทุนส่วนเพิ่มแล้ว แม้ ROAS เฉลี่ยรวมของทั้งเดือนจะยังดูสูงกว่า 3 เท่าอยู่ก็ตาม

ธุรกิจที่มีสินค้าหลายกลุ่มกำไรต่างกันควรคำนวณ break-even แยกตามกลุ่มสินค้า ไม่ใช่ใช้ค่าเดียวรวมทั้งร้าน เพราะจุดตัดของงบโฆษณาที่คุ้มค่าของสินค้ากำไรสูงกับสินค้ากำไรต่ำจะไม่เท่ากัน การเพิ่มงบแบบเหมารวมทั้งร้านโดยไม่แยกกลุ่มสินค้าจึงมักทำให้จุดตัดที่คำนวณได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

เมื่อเจอ diminishing returns ควรลดงบหรือย้ายงบ

หลายร้านพอเห็น marginal ROAS ลดลงแล้วเลือกลดงบรวมทันที ซึ่งอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป ถ้าธุรกิจมีหลายแคมเปญหรือหลายกลุ่มสินค้าที่ยิงพร้อมกัน diminishing returns มักเกิดไม่พร้อมกันในทุกแคมเปญ การย้ายงบจากแคมเปญที่เริ่มอิ่มตัวไปยังแคมเปญที่ marginal ROAS ยังสูงอยู่ มักได้ผลรวมดีกว่าการลดงบทั้งก้อนเฉย ๆ

แนวทางปฏิบัติคือติดตาม marginal ROAS แยกรายแคมเปญเป็นระยะ ไม่ใช่ดูรวมทั้งบัญชี แล้วปรับสัดส่วนงบตามหลักการเดียวกับ budget 70-20-10 คือกันงบส่วนใหญ่ไว้กับแคมเปญที่ยังให้ marginal ROAS สูง กันงบส่วนน้อยไว้ทดลองแคมเปญใหม่ที่ยังไม่รู้จุดอิ่มตัว

จุดตัดของ marginal ROAS ไม่คงที่ตลอดปี

จุดที่ marginal ROAS เริ่มต่ำกว่า break-even ในเดือนปกติ อาจไม่ใช่จุดเดียวกับช่วงเทศกาลหรือช่วงโปรโมชันใหญ่ เพราะดีมานด์ธรรมชาติของลูกค้าสูงขึ้น ทำให้งบระดับเดิมจับกลุ่มลูกค้าที่มีความตั้งใจซื้อสูงได้มากขึ้นกว่าช่วงปกติ การใช้จุดตัดเดียวทั้งปีจึงมักทำให้เสียโอกาสในช่วงพีค หรือเสียงบเกินจำเป็นในช่วงโลว์ซีซัน

  1. บันทึก marginal ROAS แยกตามช่วงเวลาอย่างน้อย 2 รอบ (ช่วงปกติ กับ ช่วงพีค)
  2. เทียบจุดตัดที่ marginal ROAS เท่ากับ break-even ของแต่ละช่วง
  3. ปรับเพดานงบสูงสุดต่อวันให้สูงขึ้นเฉพาะช่วงพีคตามจุดตัดที่วัดได้จริง
  4. กลับมาใช้เพดานงบปกติทันทีเมื่อพ้นช่วงพีค ไม่ปล่อยงบค้างที่ระดับสูง

ข้อจำกัดของการใช้ marginal ROAS เพียงอย่างเดียว

Marginal ROAS วัดผลตอบแทนระยะสั้นของงบที่เพิ่มเข้าไป แต่ไม่ได้สะท้อนผลระยะยาว เช่น การสร้างการรับรู้แบรนด์ที่จะช่วยให้ลูกค้าใหม่ทักมาเองในอนาคตโดยไม่ต้องเห็นแอดซ้ำ ธุรกิจที่ตัดงบทันทีที่ marginal ROAS ต่ำกว่า break-even โดยไม่มองภาพระยะยาวเลย อาจเสียโอกาสสร้างฐานลูกค้าใหม่ที่จะกลับมาซื้อซ้ำในเดือนถัด ๆ ไป

แนวทางที่สมดุลกว่าคือใช้ marginal ROAS เป็นเกณฑ์หลักสำหรับงบที่มุ่งปิดการขายทันที และแยกงบส่วนเล็กไว้ทดลองต่อเนื่องเพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยไม่คาดหวังว่างบส่วนนี้ต้องได้ผลตอบแทนสูงในทันที

การแยกงบสองส่วนนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้น ทั้งในการวางแผนและในการรายงานผล ยังช่วยให้ทีมไม่สับสนเวลาเปรียบเทียบผลงาน เพราะงบส่วนที่มุ่งสร้างฐานลูกค้าใหม่ไม่ควรถูกตัดสินด้วยเกณฑ์เดียวกับงบที่มุ่งปิดการขายทันที

ใช้ marginal ROAS สร้างกรอบตัดสินใจร่วมกับทีมอย่างเป็นระบบ

หลายทีมที่ดูแลงบโฆษณาร่วมกันหลายคนมักเจอปัญหาความเห็นไม่ตรงกันว่าควรเพิ่มหรือลดงบ เพราะแต่ละคนมองตัวเลขคนละชุด การกำหนดกรอบร่วมกันล่วงหน้าว่าจะใช้ marginal ROAS เทียบกับ break-even เป็นเกณฑ์หลัก ช่วยลดการถกเถียงที่อิงความรู้สึกล้วน ๆ และทำให้การตัดสินใจมีหลักฐานรองรับชัดเจนขึ้น

ทีมที่นำกรอบนี้ไปใช้ควรกำหนดรอบทบทวนที่ชัดเจน เช่น ทุกครั้งที่ปรับงบขึ้น 20% จากระดับเดิม ให้กลับมาคำนวณ marginal ROAS ใหม่ก่อนตัดสินใจปรับต่อ แทนที่จะปล่อยให้งบไหลขึ้นเรื่อย ๆ ตามความรู้สึกว่ายอดขายยังดูดีอยู่

diminishing returns บางครั้งแก้ได้ด้วยครีเอทีฟใหม่ ไม่ใช่แค่ลดงบ

ก่อนสรุปว่างบถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ควรตรวจสอบก่อนว่าปัญหามาจากขนาดกลุ่มเป้าหมายที่จำกัดจริง หรือมาจากครีเอทีฟเดิมที่ใช้มานานจนกลุ่มเป้าหมายเริ่มเบื่อ เพราะทั้งสองสาเหตุมีอาการคล้ายกันคือ marginal ROAS ลดลง แต่วิธีแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ถ้าทดสอบครีเอทีฟใหม่แล้ว marginal ROAS ของงบระดับเดิมกลับมาสูงขึ้น แปลว่าปัญหาเดิมไม่ใช่ diminishing returns จากขนาดตลาดจริง แต่เป็นความล้าของครีเอทีฟที่แก้ได้ง่ายกว่าการลดงบทิ้งไปเฉย ๆ

สรุป

ROAS เฉลี่ยเป็นตัวเลขที่มองย้อนหลังและซ่อนรายละเอียดของงบส่วนเพิ่มไว้ ธุรกิจที่อยากรู้ว่าควรเพิ่มงบต่อหรือหยุด ต้องแยกดู marginal ROAS ของงบส่วนล่าสุดเทียบกับ break-even ของตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินจากตัวเลขเฉลี่ยที่แดชบอร์ดแสดงเพียงอย่างเดียว และควรทำเป็นนิสัยการทบทวนทุกครั้งที่ขยับงบ

การจัดงบที่ดีไม่ใช่การเพิ่มหรือลดงบทั้งก้อน แต่คือการย้ายงบไปยังจุดที่ marginal ROAS ยังสูงอยู่ พร้อมกันงบส่วนเล็กไว้สำหรับเป้าหมายระยะยาวที่วัดผลด้วยตัวเลขทันทีไม่ได้เสมอไป ก่อนตัดสินใจลดงบควรตรวจสอบก่อนว่าปัญหามาจากขนาดตลาดจริงหรือมาจากครีเอทีฟที่ล้าแล้ว การกำหนดกรอบตัดสินใจร่วมกับทีมล่วงหน้ายังช่วยลดการถกเถียงที่อิงความรู้สึกได้มาก

  • แยก marginal ROAS ออกจาก ROAS เฉลี่ย อย่าตัดสินใจจากค่าเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว
  • เทียบ marginal ROAS กับ break-even ของธุรกิจตัวเองก่อนเพิ่มงบต่อ
  • จุดตัดงบที่คุ้มค่าเปลี่ยนตามฤดูกาล ต้องวัดซ้ำเป็นระยะ
  • เมื่อเจอ diminishing returns ให้พิจารณาย้ายงบก่อนตัดงบทั้งก้อน
  • ตรวจสอบครีเอทีฟที่ล้าก่อนสรุปว่าตลาดถึงจุดอิ่มตัวจริง

คำถามที่พบบ่อย

marginal ROAS คำนวณจากอะไรบ้าง

คำนวณจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เพิ่มงบ หารด้วยงบส่วนที่เพิ่มเข้าไปในช่วงนั้น ไม่ใช่ยอดขายรวมหารงบรวมแบบ ROAS เฉลี่ย ต้องแยกข้อมูลเป็นช่วงงบเพื่อคำนวณให้แม่น และควรบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งที่ปรับงบ

ร้านเล็กที่งบโฆษณาต่อเดือนไม่ถึงหมื่นบาทยังต้องดู marginal ROAS ไหม

ยังมีประโยชน์แต่ควรยืดช่วงเก็บข้อมูลให้นานขึ้น เช่น เทียบทุก 2,000-3,000 บาทแทน 10,000 บาท เพื่อให้มีจุดข้อมูลพอสำหรับดูแนวโน้ม เพราะงบก้อนเล็กมีความผันผวนสูงกว่าในสัดส่วน และอาจต้องรอนานขึ้นกว่าจะเห็นแพทเทิร์นชัด

ROAS เฉลี่ยยังสูงอยู่ทำไมต้องสนใจ marginal ROAS ด้วย

เพราะ ROAS เฉลี่ยถูกงบส่วนแรกที่ได้ผลดีถ่วงไว้ ทำให้ดูดีกว่าความเป็นจริงของงบที่เพิ่มเข้าไปล่าสุด การตัดสินใจเพิ่มงบต่อโดยดูแค่ค่าเฉลี่ยอาจทำให้ขาดทุนส่วนเพิ่มโดยไม่รู้ตัว ยิ่งงบก้อนเดิมใหญ่ ยิ่งบดบังสัญญาณของงบส่วนเพิ่มได้มาก

diminishing returns เกิดเร็วแค่ไหนสำหรับธุรกิจที่ขายผ่านแชท

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นกับขนาดตลาดเป้าหมายและจำนวนแอดมินที่รับแชทได้ทัน ร้านที่แอดมินรับแชทไม่ทันมักเจอ diminishing returns เร็วกว่าที่ควรเพราะลูกค้าทักเข้ามาแต่รอนานจนหายไปก่อนปิดการขาย ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ได้ด้วยการเพิ่มแอดมินไม่ใช่แค่ลดงบ

ควรดู marginal ROAS ถี่แค่ไหน

แนะนำทบทวนทุกครั้งที่ปรับงบขึ้นระดับใหม่ ไม่ใช่ดูตามรอบปฏิทินตายตัว เพราะจุดที่ต้องเฝ้าระวังคือช่วงที่งบเปลี่ยน ไม่ใช่ช่วงที่งบคงที่ ธุรกิจที่งบนิ่งอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องคำนวณซ้ำบ่อยจนเสียเวลา

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Ads Budget Calculator

เริ่มจากเป้ารายได้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องมีกี่ Lead กี่คลิก และงบเท่าไร

คำนวณงบฟรี →

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Cohort-Based Payback Period: งบโฆษณาเดือนนี้ กว่าจะคืนทุนใช้เวลากี่เดือนกันแน่

Cohort-Based Payback Period: งบโฆษณาเดือนนี้ กว่าจะคืนทุนใช้เวลากี่เดือนกันแน่

แยกลูกค้าเป็นกลุ่มตามเดือนที่มาซื้อครั้งแรก แล้วติดตามว่ากี่เดือนถึงจะได้กำไรคืนงบโฆษณาที่ใช้หาลูกค้ากลุ่มนั้นมา คือวิธีวัด payback period ที่แม่นกว่าการดู ROAS รายเดือนเฉย ๆ
ROAS รายแพลตฟอร์ม กับ MER รวมทั้งร้าน: ใช้ตัวไหนตัดสินใจงบดีกว่ากัน

ROAS รายแพลตฟอร์ม กับ MER รวมทั้งร้าน: ใช้ตัวไหนตัดสินใจงบดีกว่ากัน

ROAS ในแดชบอร์ดแต่ละแพลตฟอร์มบวกกันแล้วมักไม่เท่ากับยอดขายจริงทั้งร้าน กรอบตัดสินใจที่ใช้ทั้ง ROAS รายแพลตฟอร์มและ MER (blended) ควบคู่กันช่วยลดความผิดพลาดเวลาจัดงบ
ก้าวข้าม ROAS มารู้จัก POAS (Profit on Ad Spend) และวิธีวัดกำไรสุทธิจากการยิงแอดเข้า LINE

ก้าวข้าม ROAS มารู้จัก POAS (Profit on Ad Spend) และวิธีวัดกำไรสุทธิจากการยิงแอดเข้า LINE

ROAS 5 เท่าที่ขาดทุน กับ ROAS 2.5 เท่าที่กำไรงาม — เกิดขึ้นพร้อมกันในบัญชีเดียวได้สบาย ๆ เพราะ ROAS วัดยอดขาย ไม่ได้วัดกำไร บทความนี้แนะนำ POAS ตัวเลขที่คุยภาษาเดียวกับบัญชีธนาคาร