ก้าวข้าม ROAS: รู้จัก POAS (Profit on Ad Spend) และวิธีวัดกำไรสุทธิจากการยิงแอดเข้า LINE
สรุปสั้น ๆ
ROAS = ยอดขาย ÷ ค่าแอด ซึ่งหลอกได้เพราะยอดขายร้อยบาทของสินค้ามาร์จิ้น 70% กับมาร์จิ้น 15% มีค่าต่างกันเกือบห้าเท่า POAS แก้จุดบอดนี้ด้วยการเปลี่ยนเศษของสมการจากยอดขายเป็น ‘กำไรขั้นต้น’ (หลังหักต้นทุนสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม ของแถม) — POAS เกิน 1 คือกำไรจริง ต่ำกว่า 1 คือขาดทุนจริง ไม่ต้องตีความ ธุรกิจแชทได้เปรียบในการทำ POAS เพราะรู้ต้นทุนต่อออเดอร์ตอนปิดการขายอยู่แล้ว แค่ต้องบันทึกมาร์จิ้นคู่กับยอดทุกบิล — และเมื่อแยก POAS รายแคมเปญ ลำดับแอดเก่งในบัญชีมักสลับขั้วจนต้องจัดงบใหม่
ขอเปิดด้วยปริศนาที่เจอบ่อยจนน่าตกใจ: ร้านหนึ่งมีสองแคมเปญ — แคมเปญแรกโชว์ ROAS 5 เท่า ทีมรักมาก อีกแคมเปญ ROAS 2.5 เท่า โดนขู่จะปิดทุกเดือน — พอไล่บัญชีจริงกลับพบว่าแคมเปญแรก ‘ขาดทุน’ ส่วนตัวที่โดนขู่ปิดคือเครื่องผลิตกำไรตัวจริงของบริษัท เป็นไปได้ยังไง?
คำตอบซ่อนอยู่ในสิ่งที่ ROAS ไม่เคยถาม: ยอดขายนั้น ‘เหลือเป็นกำไรเท่าไหร่’ — แคมเปญแรกขายสินค้าเรือธงที่ตั้งราคาสู้ตลาด มาร์จิ้นบางเฉียบ แถมแจกของแถมและส่งฟรีทุกบิล ยอดขายสวยแต่เงินเหลือนิดเดียว ส่วนแคมเปญที่สองขายสินค้ามาร์จิ้นหนา ไม่ต้องลดไม่ต้องแถม ยอดขายดูเรียบ ๆ แต่ทุกบาทที่เข้าเหลือเป็นกำไรเกินครึ่ง
POAS (Profit on Ad Spend) คือการซ่อมจุดบอดนี้ที่ต้นเหตุ: เปลี่ยนคำถามจาก ‘ค่าแอดหนึ่งบาทสร้างยอดขายกี่บาท’ เป็น ‘ค่าแอดหนึ่งบาทสร้างกำไรกี่บาท’ — คำถามเดียวที่บัญชีธนาคารแคร์ บทความนี้จะพาตั้งสมการ เก็บต้นทุนให้ครบ และใช้มันจัดงบใหม่แบบที่ ROAS ไม่มีวันพาไปถึง
จุดบอดของ ROAS: ยอดขายทุกบาทไม่ได้หนักเท่ากัน
ROAS เป็นตัวเลขที่ดีในโลกที่สินค้าทุกตัวมาร์จิ้นเท่ากัน — ซึ่งไม่ใช่โลกของใครเลย ร้านจริงมีสินค้าเรือธงมาร์จิ้นบาง สินค้าทำกำไรมาร์จิ้นหนา เซ็ตโปรที่แถมจนมาร์จิ้นหด และค่าส่งที่บางบิลร้านออกเอง ยอดขายร้อยบาทจากแต่ละแบบจึงเหลือเงินต่างกันคนละโลก แต่ในสายตา ROAS มันคือ ‘100 บาท’ เท่ากันหมด
จุดบอดนี้อันตรายที่สุดตอนใช้ ROAS ตัดสินใจข้ามแคมเปญ เพราะแคมเปญที่ขายของมาร์จิ้นบางจะดู ‘เก่ง’ เกินจริงเสมอ (ยอดโตง่ายเพราะของถูกใจตลาด) และดูดงบจากแคมเปญมาร์จิ้นหนาที่กำไรจริงสูงกว่า — ยิ่ง Optimize ตาม ROAS นานเท่าไหร่ พอร์ตยิ่งเอียงไปทางยอดสวยกำไรบาง จนวันหนึ่งบริษัทโตแต่รายได้สุทธิหด ซึ่งเป็นญาติสนิทของกับดักค่าทักถูกแต่ขาดทุน — คนละตัวชี้วัด กับดักเดียวกัน: วัดกลางทางแล้วหลงว่าคือปลายทาง
ตั้งสมการ POAS: อะไรต้องหักบ้างก่อนหาร
POAS = กำไรขั้นต้นจากออเดอร์ที่แอดสร้าง ÷ ค่าแอด — พลังทั้งหมดอยู่ที่คำว่า ‘กำไรขั้นต้น’ ซึ่งต้องหักให้ครบจริง: ต้นทุนสินค้า (รวมแพ็กเกจจิ้ง), ค่าส่งส่วนที่ร้านออก, ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน, มูลค่าของแถมและส่วนลดที่ให้ไป — สี่ตัวนี้คือขั้นต่ำ ส่วนค่าแรงแอดมินแนะนำให้แยกไปคิดในภาพ CAC เต็ม (ตามแนวการคำนวณ CAC รวมค่าแอดมิน) เพื่อไม่ให้สมการ POAS รายวันซับซ้อนจนไม่มีใครทำ
เกณฑ์อ่านค่าตรงไปตรงมาแบบไม่ต้องตีความ: POAS = 1 คือเสมอตัวเป๊ะ (กำไรขั้นต้นเท่าค่าแอดพอดี) สูงกว่า 1 คือแอดกำลังผลิตกำไร ต่ำกว่า 1 คือทุกบาทที่ยิงเพิ่มคือการจ่ายเงินซื้อการขาดทุน — เทียบกับ ROAS ที่ต้องมานั่งถามต่อว่า ‘แล้ว 3 เท่านี่คุ้มยัง?’ (คำตอบ: ไม่รู้ จนกว่าจะรู้มาร์จิ้น) POAS ตอบจบในตัวเลขเดียว
ลองดูตัวเลขสมมติชุดเดิมจากปริศนาต้นเรื่อง: แคมเปญ A ยอดขาย 50,000 จากค่าแอด 10,000 (ROAS 5) แต่สินค้ามาร์จิ้นหลังหักครบเหลือ 18% → กำไรขั้นต้น 9,000 → POAS 0.9 = ขาดทุนจริง ส่วนแคมเปญ B ยอดขาย 25,000 จากค่าแอด 10,000 (ROAS 2.5) มาร์จิ้น 55% → กำไรขั้นต้น 13,750 → POAS 1.38 = กำไรแท้ — ตัวเลขคู่นี้อธิบายได้ในบรรทัดเดียวว่าทำไมบริษัทที่ ROAS เขียวทั้งกระดานถึงจนลงได้
ทำจริงในธุรกิจแชท: ความได้เปรียบที่ไม่ค่อยมีใครใช้
- ทำตารางมาร์จิ้นต่อสินค้าไว้ล่วงหน้าหนึ่งครั้ง: SKU / ราคาขายปกติ / ต้นทุนรวมแพ็กเกจ / มาร์จิ้นมาตรฐาน — อัปเดตเมื่อต้นทุนเปลี่ยน งานครั้งเดียวที่ทำให้ทุกขั้นถัดไปเร็วขึ้นสิบเท่า
- บันทึกกำไรคู่กับยอดตอนปิดการขาย: ธุรกิจแชทได้เปรียบตรงนี้ที่สุด — วินาทีที่แอดมินสรุปบิล เขารู้อยู่แล้วว่าขายอะไร ลดเท่าไหร่ แถมอะไร ส่งฟรีไหม แค่เพิ่มคอลัมน์ ‘กำไรขั้นต้นบิลนี้’ ในระบบบันทึกเดิม (ชีตหรือระบบติดตามแชทที่ใช้อยู่) โดยดึงจากตารางมาร์จิ้นแล้วหักส่วนลด-ของแถมจริงของบิลนั้น
- ประกอบ POAS รายแคมเปญรายเดือน: กำไรขั้นต้นรวมของออเดอร์จากแคมเปญนั้น (ตามที่มาที่ผูกไว้กับแชท) ÷ ค่าแอดแคมเปญนั้น — ใครมีแดชบอร์ดรวมข้อมูลสองฝั่งอยู่แล้วตามแนวการทำ Dashboard ด้วย Looker Studio เพิ่มอีกหนึ่งคอลัมน์ก็จบ
- จัดงบใหม่ตามตาราง POAS ไม่ใช่ตาราง ROAS: เพิ่มงบตัวที่ POAS สูงและยังมีพื้นที่โต หาทางแก้ตัวที่ต่ำกว่า 1 ก่อนปิด (ปรับราคา ลดของแถม เปลี่ยนสินค้าที่โฆษณาชู) เพราะบางทีแคมเปญไม่ได้ผิด — ข้อเสนอต่างหากที่กินกำไรตัวเอง
แล้ว ROAS ยังมีที่ยืนไหม (มี — แต่คนละเก้าอี้)
บอกให้แฟร์: ROAS ไม่ใช่ผู้ร้าย มันแค่นั่งผิดเก้าอี้มานาน — งานที่มันยังทำได้ดีคือการเทียบผลภายในสินค้าเดียวกันมาร์จิ้นเดียวกัน (แอดสองตัวขายของตัวเดียวกัน ROAS เทียบกันได้ตรง ๆ เพราะมาร์จิ้นตัดกันหมด) และการคุยกับระบบแพลตฟอร์มที่รับค่า Conversion Value เป็นยอดขายเป็นหลัก
อีกเทคนิคที่ธุรกิจจริงจังใช้กัน: ส่งค่า ‘กำไรขั้นต้น’ แทนยอดขายเป็น Conversion Value กลับเข้าแพลตฟอร์มไปเลย — อัลกอริทึมที่เคย Optimize หายอดจะกลายเป็น Optimize หากำไรโดยอัตโนมัติ เพราะมันแค่ไล่ตามตัวเลขที่เราป้อน วิธีนี้เท่ากับฝัง POAS ลงไปในสมองของระบบประมูล ไม่ใช่แค่ในรายงานของเรา — เป็นการอัปเกรดที่เงียบแต่เปลี่ยนพฤติกรรมการหาลูกค้าของแอดทั้งบัญชี
และอย่าลืมพรมแดนของ POAS เอง: มันวัดกำไรขั้นต้น ‘ต่อรอบการซื้อ’ ยังไม่เห็นมูลค่าระยะยาวของลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ สินค้าที่ POAS ปริ่มน้ำแต่ลูกค้าซื้อซ้ำทุกเดือนอาจคุ้มกว่าที่ตัวเลขบอก — ชั้นถัดไปของการวิเคราะห์เรื่องนี้อยู่ที่อัตราส่วน LTV ต่อ CAC ซึ่งประกอบร่างกับ POAS เป็นภาพการเงินการตลาดที่ครบทั้งสั้นและยาว
สรุป
ROAS ตอบว่าแอดขายเก่งแค่ไหน POAS ตอบว่าแอดทำเงินให้จริงเท่าไหร่ — สองคำถามนี้ห่างกันเท่ากับระยะระหว่างใบเสร็จกับเงินในบัญชี และธุรกิจที่ยิงแอดหนักขึ้นทุกเดือนโดยไม่เคยถามคำถามที่สอง กำลังขับรถเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยมาตรวัดที่ไม่ได้บอกว่าน้ำมันเหลือเท่าไหร่
ข่าวดีที่สุดของเรื่องนี้คือธุรกิจแชทมีทุกอย่างพร้อมแล้ว: คนที่รู้ต้นทุนและส่วนลดของทุกบิลนั่งอยู่หน้าแชทอยู่แล้วทุกวัน — เพิ่มคอลัมน์กำไรหนึ่งช่องในระบบบันทึกเดิม ทำตารางมาร์จิ้นหนึ่งครั้ง แล้วเดือนหน้าคุณจะได้เห็นตาราง POAS รายแคมเปญฉบับแรกของร้าน ซึ่งแทบทุกร้านที่ทำพบเรื่องเซอร์ไพรส์เดียวกัน: แอดที่เคยคิดว่าเก่งกับแอดที่เก่งจริง ไม่ใช่ตัวเดียวกัน
- ROAS วัดยอดขายซึ่งหลอกได้เมื่อมาร์จิ้นต่างกัน — POAS = กำไรขั้นต้น ÷ ค่าแอด: เกิน 1 กำไรจริง ต่ำกว่า 1 ขาดทุนจริง จบ
- หักให้ครบก่อนหาร: ต้นทุนสินค้า+แพ็กเกจ ค่าส่งที่ร้านออก ค่าธรรมเนียม ของแถม-ส่วนลด — ธุรกิจแชทบันทึกได้ตอนปิดบิลอยู่แล้ว
- ขั้นสูง: ส่งกำไรขั้นต้นเป็น Conversion Value ให้แพลตฟอร์ม = เปลี่ยนอัลกอริทึมจากล่ายอดเป็นล่ากำไร และต่อภาพยาวด้วย LTV/CAC
คำถามที่พบบ่อย
POAS ต่างจากการดูกำไรสุทธิท้ายเดือนยังไง ในเมื่อบัญชีก็ทำอยู่แล้ว
บัญชีท้ายเดือนบอกว่าทั้งบริษัทกำไรหรือขาดทุน แต่บอกไม่ได้ว่าแคมเปญไหนเป็นตัวสร้างหรือตัวถ่วง POAS คือการย่อยกำไรลงถึงระดับแคมเปญและสินค้า ทำให้ตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาได้รายสัปดาห์แทนที่จะรู้ตัวตอนสิ้นเดือนว่าเดือนนี้แย่ ทั้งสองอย่างเสริมกัน ไม่ใช่แทนกัน
ต้นทุนคงที่อย่างค่าเช่า เงินเดือนทีม ควรใส่ใน POAS ไหม
ไม่ควรใส่ เพราะ POAS ออกแบบมาวัดประสิทธิภาพส่วนเพิ่มของค่าแอด ต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนตามจำนวนออเดอร์จึงบิดสมการให้ใช้เทียบระหว่างแคมเปญไม่ได้ เก็บต้นทุนคงที่ไว้ในงบกำไรขาดทุนรวมและการคิด CAC เต็มรูปแบบ ส่วน POAS ให้หักเฉพาะต้นทุนที่ผันตามออเดอร์จริง
ขายหลายสินค้าในบิลเดียว คิดมาร์จิ้นยังไงไม่ให้ปวดหัว
ใช้ตารางมาร์จิ้นต่อ SKU ที่ทำไว้แล้วรวมเป็นกำไรขั้นต้นของบิลตอนสรุปยอด ถ้าระบบบันทึกรองรับรายการสินค้าจะคำนวณอัตโนมัติได้เลย ถ้ายังใช้ชีตแบบง่าย ให้แอดมินเลือกหมวดมาร์จิ้นใกล้เคียง เช่น สูง กลาง ต่ำ ก็ยังแม่นพอสำหรับการตัดสินใจระดับแคมเปญ อย่าให้ความเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ขวางการเริ่มต้น
POAS เท่าไหร่ถึงควรพอใจ ในเมื่อเกิน 1 ก็กำไรแล้ว
เกิน 1 แปลว่าค่าแอดคืนตัวในเชิงกำไรขั้นต้น แต่ธุรกิจยังมีต้นทุนคงที่และค่าแรงรออยู่ เป้าที่เหมาะจึงสูงกว่า 1 พอสมควรและขึ้นกับโครงสร้างต้นทุนแต่ละร้าน วิธีหาเป้าของตัวเอง คือเอาต้นทุนคงที่ต่อเดือนหารด้วยงบแอด แล้วบวกหนึ่ง นั่นคือเส้นที่ธุรกิจทั้งก้อนเริ่มกำไรจริง
แคมเปญ POAS ต่ำกว่า 1 ควรปิดทันทีเลยไหม
ให้วินิจฉัยก่อนประหาร เพราะ POAS ต่ำมาจากสองทาง คือแอดหาคนผิด หรือข้อเสนอกินกำไรตัวเอง ถ้าอัตราปิดดีแต่มาร์จิ้นบางเพราะลดแหลกแถมหนัก ทางแก้คือปรับข้อเสนอไม่ใช่ปิดแอด แต่ถ้าทั้งปิดยากทั้งมาร์จิ้นบาง อันนั้นตัดได้ไม่ต้องเสียดาย
ควรคำนวณ POAS ถี่แค่ไหน
รายสัปดาห์สำหรับการเฝ้าระวังและรายเดือนสำหรับการจัดงบใหญ่ ถี่กว่านั้นตัวเลขจะแกว่งตามความบังเอิญของออเดอร์รายวันจนตีความผิด โดยเฉพาะร้านที่ออเดอร์ต่อวันยังหลักหน่วย ให้รอข้อมูลสะสมพอก่อนขยับงบทุกครั้ง
บทความที่เกี่ยวข้อง


