← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

LTV:CAC ตัวเลขเดียวที่บอกว่าควรเพิ่มงบแอดหรือกำลังจะเจ๊ง

02 ส.ค. 04:03 · อ่าน 2 นาที
LTV:CAC ตัวเลขเดียวที่บอกว่าควรเพิ่มงบแอดหรือกำลังจะเจ๊ง

สรุปสั้น ๆ

LTV:CAC คือการเทียบว่า ‘ลูกค้าหนึ่งคนทำเงินให้คุณตลอดที่เขาอยู่กับร้าน’ กับ ‘เงินที่คุณจ่ายเพื่อได้ลูกค้าคนนั้นมา’ ถ้าอัตราส่วนต่ำเกินไปแปลว่ายิ่งยิงแอดยิ่งขาดทุน ถ้าสูงเกินไปอาจแปลว่าคุณลงทุนน้อยไปจนโตช้า เลขนี้ควรดูก่อนตัดสินใจเพิ่มงบทุกครั้ง

มีจังหวะหนึ่งที่เจ้าของร้านชอบทำพลาดกันมาก คือเห็นแอดตัวหนึ่งมีคนทักเยอะ ยอดขายเข้าทุกวัน ก็เลยตัดสินใจ ‘อัดงบเพิ่มเลย’ ด้วยความรู้สึกว่ากำลังมาแรง สองเดือนถัดมาเงินในบัญชีกลับหด ทั้งที่ยอดขายขึ้น งงว่าทำไมขายดีแต่เงินหาย คำตอบมักซ่อนอยู่ในเลขตัวเดียวที่เขาไม่เคยดู

เลขตัวนั้นคือ LTV:CAC — อัตราส่วนระหว่างมูลค่าที่ลูกค้าคนหนึ่งทำให้คุณตลอดชีวิตการเป็นลูกค้า (LTV) กับต้นทุนที่คุณจ่ายเพื่อได้เขามา (CAC) มันเป็นเหมือนมาตรวัดสุขภาพว่าเครื่องยนต์การตลาดของคุณกำลังทำเงินหรือกำลังเผาเงิน และที่สำคัญคือมันบอกได้ว่าการเพิ่มงบแอดตอนนี้เป็นการเร่งเครื่องหรือเป็นการเหยียบคันเร่งขณะที่น้ำมันรั่ว

บทความนี้จะพาคำนวณทั้งสองตัวจากข้อมูลที่ร้านมีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้สูตรวิชาการซับซ้อน แล้วอธิบายว่าเลขที่ได้แต่ละช่วงหมายความว่าอะไร ทำไม 3:1 ถึงกลายเป็นตัวเลขที่คนพูดถึงบ่อย และเมื่อไหร่ที่ตัวเลขสวยแต่คุณยังไม่ควรรีบดีใจ

LTV กับ CAC คืออะไร แบบไม่ต้องเปิดตำรา

เริ่มจาก CAC ก่อนเพราะง่ายสุด ย่อมาจาก Customer Acquisition Cost คือ ‘จ่ายเท่าไหร่ต่อการได้ลูกค้าที่ซื้อจริงหนึ่งคน’ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เอาเงินค่าแอดทั้งหมดในเดือนนั้น หารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ที่ปิดการขายได้ในเดือนนั้น สมมติจ่ายค่าแอด 30,000 บาท ได้ลูกค้าใหม่ 60 คน CAC ก็คือ 500 บาทต่อคน ระวังตรงนี้คือต้องหารด้วยคนที่ ‘ซื้อ’ ไม่ใช่คนที่ ‘ทัก’ เพราะคนทักกับคนซื้อคนละจำนวนกันมาก

ส่วน LTV ย่อมาจาก Lifetime Value คือ ‘ลูกค้าหนึ่งคนทำเงินให้คุณรวมทั้งหมดเท่าไหร่ตลอดที่เขาซื้อกับคุณ’ ถ้าเป็นร้านที่ลูกค้าซื้อครั้งเดียวจบ LTV ก็เท่ากับกำไรจากบิลแรก แต่ถ้าเป็นร้านที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ LTV จะสูงกว่านั้นมาก เช่น ลูกค้าซื้อเฉลี่ยครั้งละ 800 บาท กลับมาซื้อปีละ 4 ครั้ง อยู่กับร้านเฉลี่ย 2 ปี LTV ก็ราว 6,400 บาท (ก่อนหักต้นทุนสินค้า)

จุดที่คนพลาดคือคิด LTV แค่จากบิลแรกทั้งที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ทำให้ประเมินคุณค่าลูกค้าต่ำเกินจริง แล้วสรุปผิดว่าแอดไม่คุ้ม ทั้งที่จริงมันคุ้มเมื่อมองยาว การเข้าใจมูลค่าเฉลี่ยต่อบิลและความถี่ในการซื้อซ้ำจึงเป็นวัตถุดิบสำคัญของการคิด LTV ให้ถูก

เอาสองตัวมาหารกัน แล้วเลขบอกอะไร

พอได้ทั้ง LTV และ CAC แล้ว เอามาเทียบเป็นอัตราส่วน LTV หารด้วย CAC จากตัวอย่างข้างบน LTV 6,400 หารด้วย CAC 500 ได้ 12.8:1 ซึ่งฟังดูสวยมาก แต่ก่อนจะดีใจ ตารางนี้ช่วยให้ตีความเลขได้ว่าแต่ละช่วงกำลังบอกอะไร:

LTV:CACแปลว่าควรทำอะไร
ต่ำกว่า 1:1ได้ลูกค้ามาแต่ขาดทุน ยิ่งยิงยิ่งเจ็บหยุดเพิ่มงบ แก้ต้นทุนหรือการปิดก่อน
ราว 1:1 ถึง 3:1พอไปได้แต่กำไรบาง เหลือน้อยหลังหักทุกปรับปรุงให้ดีขึ้นก่อนค่อยเร่ง
ราว 3:1จุดที่หลายคนถือว่าสมดุลดีเพิ่มงบได้อย่างมั่นใจขึ้น
สูงกว่า 5:1คุ้มมาก แต่อาจลงทุนน้อยไปจนโตช้าลองเพิ่มงบ อาจโตได้อีกเยอะ

ทำไมต้อง 3:1 ทำไมไม่เอาให้สูงสุด

คนใหม่ ๆ มักคิดว่ายิ่งอัตราส่วนสูงยิ่งดี ถ้าได้ 10:1 ก็ต้องเยี่ยมสิ จริง ๆ ไม่เสมอไป เพราะ 3:1 คือจุดที่นักการตลาดหลายคนมองว่าสมดุลระหว่าง ‘ทำกำไรได้’ กับ ‘โตได้เร็วพอ’ เลข 3 มาจากการเผื่อว่ารายได้จากลูกค้าต้องครอบคลุมค่าได้ลูกค้ามา บวกกับต้นทุนสินค้า ค่าดำเนินการ และยังเหลือกำไรให้ธุรกิจเติบโต

ถ้าอัตราส่วนสูงลิ่วอย่าง 10:1 นั่นอาจไม่ใช่เรื่องน่ายินดีล้วน ๆ มันอาจแปลว่าคุณระวังตัวเกินไป ลงทุนกับการหาลูกค้าน้อยเกินไป ทั้งที่ถ้ากล้าเพิ่มงบ คุณอาจได้ลูกค้าเพิ่มอีกมากโดยที่ยังคุ้มอยู่ คู่แข่งที่กล้าลงทุนกว่าอาจแย่งส่วนแบ่งตลาดไปในขณะที่คุณนั่งดีใจกับอัตราส่วนสวย ๆ แต่ยอดโตช้า การมองเรื่องนี้ควรดูควบกับวิธีจัดสรรงบเพื่อไม่ให้ระวังจนพลาดโอกาส

เพราะฉะนั้นอย่าไล่ล่าตัวเลขให้สูงสุด แต่หาจุดที่ทั้งทำกำไรและโตได้ สำหรับหลายร้าน 3:1 ถึงราว 5:1 คือช่วงที่สบายใจ ต่ำกว่านั้นต้องแก้ก่อนเร่ง สูงกว่านั้นลองกล้าลงทุนเพิ่มดู

ก่อนกดเพิ่มงบ เช็กสามอย่างนี้ก่อน

สมมติเลขคุณสวย 4:1 อยากเพิ่มงบแล้ว เดี๋ยวก่อน มีสามเรื่องที่ต้องเช็กเพราะเลขที่สวยตอนงบน้อยอาจไม่สวยเท่าเดิมตอนงบเยอะ:

  • CAC มักขึ้นเมื่อเพิ่มงบ — ตอนงบน้อยคุณจับกลุ่มที่ตรงที่สุดก่อน พอเพิ่มงบต้องขยายไปกลุ่มที่ห่างออกไป ต้นทุนต่อลูกค้ามักสูงขึ้น อัตราส่วนจึงหดลงตามธรรมชาติ
  • ระบบปิดการขายรับไหวไหม — เพิ่มงบ = คนทักเพิ่ม ถ้าแอดมินตอบไม่ทันจนคนที่ทักหายไปเพราะรอนาน CAC จริงจะพุ่งเพราะจ่ายค่าแอดแต่ปิดไม่ได้
  • ข้อมูลที่ใช้คำนวณเชื่อถือได้แค่ไหน — ถ้านับยอดที่ปิดในแชทกลับไปที่แคมเปญไม่แม่น เลข CAC ก็เพี้ยน การตัดสินใจเพิ่มงบบนเลขที่เพี้ยนอันตรายกว่าไม่มีเลข

สรุป

LTV:CAC ไม่ใช่ศัพท์การเงินไว้ให้ดูเท่ แต่เป็นมาตรวัดง่าย ๆ ว่าเครื่องยนต์การตลาดของคุณทำเงินหรือเผาเงิน ก่อนจะเพิ่มงบแอดครั้งหน้าเพราะเห็นคนทักเยอะ ลองหยุดคำนวณเลขนี้ก่อน มันจะบอกว่าคุณกำลังเร่งเครื่องหรือกำลังเหยียบคันเร่งตอนน้ำมันรั่ว

จำไว้ว่าเป้าไม่ใช่อัตราส่วนสูงสุด แต่คือจุดที่ทั้งกำไรและโตได้ ต่ำเกินไปให้แก้ก่อนเร่ง สูงเกินไปให้กล้าลงทุนเพิ่ม และไม่ว่าเลขจะสวยแค่ไหน อย่าลืมเช็กว่าระบบปิดการขายและข้อมูลที่ใช้คำนวณเชื่อถือได้ ไม่งั้นคุณกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่บนตัวเลขลวงตา

  • CAC หารด้วยคนซื้อจริงเท่านั้น ไม่ใช่คนทัก
  • อย่าคิด LTV แค่บิลแรกถ้าลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
  • 3:1 คือจุดสมดุล ต่ำไปให้แก้ก่อนเร่ง สูงไปอาจลงทุนน้อยเกิน

คำถามที่พบบ่อย

ควรคิด LTV ย้อนหลังไปนานแค่ไหน ทั้งชีวิตลูกค้าเลยเหรอ

ไม่จำเป็นต้องนับทั้งชีวิตซึ่งเดายาก หลายร้านใช้กรอบ 1-2 ปีเพื่อให้จับต้องได้และไม่มองโลกสวยเกินไป สำคัญคืออย่าคิดแค่บิลแรกถ้าลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพราะจะประเมินคุณค่าลูกค้าต่ำกว่าจริงมาก

ร้านที่ลูกค้าซื้อครั้งเดียวจบ ใช้ LTV:CAC ได้ไหม

ได้ แต่ LTV จะเท่ากับกำไรจากบิลเดียว ทำให้อัตราส่วนคุมยากกว่าและต้องระวัง CAC เป็นพิเศษ ร้านแบบนี้มักต้องหาทางเพิ่มมูลค่าต่อบิลหรือกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพื่อยืด LTV ให้แอดคุ้มขึ้น

CAC ควรหารด้วยคนทักหรือคนซื้อ

ต้องหารด้วยคนที่ซื้อจริงเท่านั้น ถ้าหารด้วยคนทักจะได้เลขที่ดูดีเกินจริงและหลอกตัวเอง เพราะคนทักส่วนใหญ่ยังไม่ได้จ่ายเงิน การนับคนซื้อจริงทำให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงต่อลูกค้าหนึ่งคน

อัตราส่วนต่ำกว่า 3:1 แปลว่าต้องหยุดยิงแอดเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องหยุดทันที แต่ควรหยุดเพิ่มงบและไปแก้ต้นเหตุก่อน เช่น ลดต้นทุนได้ลูกค้า เพิ่มอัตราการปิดการขาย หรือเพิ่มมูลค่าต่อบิล พอตัวเลขดีขึ้นค่อยกลับมาเร่ง การอัดงบทั้งที่อัตราส่วนต่ำมักทำให้ขาดทุนเร็วขึ้น

ทำไมยอดขายขึ้นแต่เงินในบัญชีกลับลด

มักเป็นเพราะต้นทุนได้ลูกค้าสูงกว่ากำไรที่ลูกค้าทำให้ในระยะสั้น ยอดขายที่โตด้วยการอัดงบโดยไม่ดูอัตราส่วนจึงเผาเงินได้ นี่คือเหตุผลที่ควรดู LTV:CAC ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขยอดขายรวม

ต้องใช้ระบบอะไรช่วยคำนวณไหม หรือทำมือได้

เริ่มด้วยการทำมือในตารางง่าย ๆ ก็เห็นภาพได้แล้ว แต่จุดที่ยากคือการผูกยอดที่ปิดในแชทกลับไปยังแคมเปญที่พาลูกค้ามา ถ้าตรงนี้แม่น เลข CAC จะเชื่อถือได้ ระบบที่เชื่อมที่มาของแอดกับการปิดการขายอย่าง linli ช่วยให้ข้อมูลตรงนี้ครบขึ้น แต่หลักการคิดเหมือนกันไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง