← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

เลือกคีย์เวิร์ดบน Google Ads ให้ได้คน ‘พร้อมทัก LINE’ ไม่ใช่แค่คนพร้อมคลิก

ทีมบรรณาธิการ linli03 ก.ค. 14:07อัปเดต 03 ก.ค. 14:07อ่าน 2 นาที
เลือกคีย์เวิร์ดบน Google Ads ให้ได้คน ‘พร้อมทัก LINE’ ไม่ใช่แค่คนพร้อมคลิก
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

อย่าเลือกคีย์เวิร์ดจากยอดค้นหาเยอะหรือ CPC ถูกอย่างเดียว ให้เลือกจาก ‘ใจของคนที่พิมพ์คำนั้น’ คำที่บอกความตั้งใจซื้อ (ราคา รับทำ สั่ง จอง ใกล้ฉัน) มักได้คนที่พร้อมทัก LINE จริง ส่วนคำกว้าง ๆ ได้ยอดคลิกสวยแต่คนหายเงียบ วิธีดูคือแยกคำเป็นสามชั้นตามความตั้งใจ แล้วเทงบไปที่ชั้นที่ใกล้จ่ายเงินก่อน

ผมเคยรับดูแลแอดให้ร้านทำป้ายไวนิลเจ้าหนึ่ง เดือนแรกเขาส่งรายงานเก่ามาให้ดู คำว่า ‘ป้ายไวนิล’ ได้คลิกเดือนละเกือบพัน CPC ถูกมากด้วย เจ้าของภูมิใจกับตัวเลขนี้มาก แต่พอผมถามว่าเดือนนั้นมีคนทัก LINE เข้ามากี่คน คำตอบคือ ‘ไม่ถึงสามสิบ’ นั่นแหละคือปัญหา

ยอดคลิกกับยอดคนทักเป็นคนละเรื่องกันเลย และรากของมันเริ่มตั้งแต่ตอนเลือกคีย์เวิร์ดใน Keyword Planner นี่แหละ เพราะเครื่องมือนี้โชว์ปริมาณค้นหากับราคาประมูลให้เห็นชัด แต่มันไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าคนที่พิมพ์คำนั้น ‘พร้อมจ่ายเงินแค่ไหน’ ซึ่งคือสิ่งที่คุณต้องอ่านให้ออกเอง

บทความนี้ผมจะเล่าวิธีที่ผมใช้จริงในการอ่าน Keyword Planner แบบไม่หลงกับตัวเลขปริมาณ แล้วคัดคำที่พาคนพร้อมคุยเข้ามาในแชท ไม่ใช่แค่คนที่กดเข้ามาดูแล้วปิดหน้าไป

กับดักแรก: หลงยอดค้นหาเยอะ กับ CPC ถูก

สิ่งแรกที่คนเปิด Keyword Planner แล้วมองคือคอลัมน์ ‘ปริมาณการค้นหาต่อเดือน’ ยิ่งเยอะยิ่งน่าตื่นเต้น แล้วถ้าบวกกับ CPC ที่ถูกด้วย ก็เหมือนเจอขุมทอง แต่นี่คือกับดักที่ทำให้งบละลายไปกับคนที่ไม่มีวันทัก

เหตุผลง่ายมาก คำที่ค้นเยอะมักเป็นคำกว้าง และคำกว้างมักเป็นคำของคนที่ ‘เพิ่งเริ่มสนใจ’ ไม่ใช่คนที่จะจ่ายวันนี้ คนพิมพ์ ‘ป้ายไวนิล’ อาจกำลังทำรายงานส่งอาจารย์ อาจแค่อยากรู้ว่ามันคืออะไร ส่วนคนพิมพ์ ‘รับทำป้ายไวนิลด่วน ราคา’ คือคนที่มีงานอยู่ในมือแล้วและกำลังหาคนทำ

CPC ถูกก็หลอกได้เหมือนกัน คำที่คู่แข่งไม่ประมูลแพงมักเป็นคำที่คนอื่นเขาลองแล้วรู้ว่าไม่เวิร์ก ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้ม มันอาจแปลว่าคนอื่นเลิกเล่นคำนี้ไปแล้วเพราะมันไม่ได้ยอด สิ่งที่ควรดูจริง ๆ คือ ‘ต้นทุนต่อคนที่ทัก LINE’ ไม่ใช่ต้นทุนต่อคลิก

แยกคีย์เวิร์ดเป็นสามชั้นตามความตั้งใจ

วิธีที่ผมใช้คือไม่มองคำเป็นก้อนเดียว แต่จับมันแยกเป็นสามชั้นตามระยะห่างจากการจ่ายเงิน พอแบ่งแบบนี้ปุ๊บ คุณจะเห็นเลยว่าควรเทงบไปทางไหนก่อนเวลาที่งบมีจำกัด

ชั้นตัวอย่างคำคนกลุ่มนี้อยู่จุดไหนควรทำอะไร
ใกล้จ่ายราคา, รับทำ, สั่ง, จอง, ด่วน, ใกล้ฉันมีงาน/มีของในใจแล้ว หาคนปิดเทงบก่อน ตั้ง LINE เป็นปลายทาง
กำลังเลือกยี่ห้อไหนดี, เทียบ, รีวิว, ข้อดีข้อเสียยังชั่งใจอยู่ ต้องการความมั่นใจให้หลักฐาน ค่อย ๆ ดึงเข้าแชท
เพิ่งสนใจคืออะไร, วิธี, ทำเอง, ราคาถูกที่สุดหาความรู้ ยังไม่พร้อมจ่ายงบน้อยพอ ปูทางระยะยาว

อ่านสัญญาณในตัวคำ: คำไหนแฝง ‘ความพร้อมจ่าย’

หลังแบ่งชั้นแล้ว มาดูรายละเอียดในตัวคำ เพราะบางคำหน้าตาคล้ายกันแต่ใจคนละเรื่อง ตรงนี้คือจุดที่ประสบการณ์ช่วยได้มากกว่าตัวเลขในเครื่องมือ

คำที่มี ‘ราคา’ ต่อท้ายเกือบทุกครั้งคือคนใกล้ตัดสินใจ เขายอมพิมพ์คำว่าราคาแปลว่าเขาข้ามขั้น ‘แค่ดูเล่น’ มาแล้ว เรื่องนี้ผมเขียนละเอียดไว้ในบทที่ว่าด้วย Search Intent ระหว่างคำว่าราคากับซื้อที่ไหน ลองอ่านต่อได้ ส่วนคำที่มี ‘ด่วน’ ‘วันนี้’ ‘ใกล้ฉัน’ คือคนที่มีความเร่ง คนกลุ่มนี้ทักไวและปิดไว ถ้าแอดมินตอบทัน

ในทางกลับกัน คำที่มี ‘ฟรี’ ‘ทำเอง’ ‘ราคาถูกที่สุด’ ให้ระวัง คนพิมพ์ ‘ราคาถูกที่สุด’ ฟังดูเหมือนพร้อมซื้อ แต่จริง ๆ เขาไวต่อราค ามาก ทักมาก็ต่อราคายับ ปิดยาก และมักหายไปหาเจ้าที่ถูกกว่า ผมไม่ได้บอกให้ตัดทิ้ง แต่ให้รู้ว่ากำลังซื้อคนแบบไหนเข้ามา จะได้เตรียมสคริปต์ให้ถูก

อย่าลืม Negative Keyword — มันช่วยได้พอกับการเลือกคำดี ๆ

หลายคนโฟกัสแต่ว่าจะเลือกคำไหนเข้า แต่ลืมว่าจะกันคำไหนออก ทั้งที่การใส่ Negative Keyword ดี ๆ ช่วยลดคนทักขยะได้เยอะมาก และคนทักขยะนี่แหละที่กินเวลาแอดมินจนไม่มีเวลาดูแลคนที่พร้อมซื้อจริง

ตัวอย่างจริงจากร้านป้ายไวนิลเจ้านั้น พอเราใส่คำว่า ‘ทำเอง’ ‘วิธีทำ’ ‘โปรแกรม’ ‘ราคาถูก’ เป็น Negative ปรากฏว่ายอดคลิกลดลงจริง แต่จำนวนคนที่ทักเข้ามาแล้ว ‘มีงานจริง’ กลับเพิ่มขึ้น เพราะงบไม่รั่วไปกับคนที่แค่หาข้อมูล ประเด็นเรื่องคลิกเยอะแต่ทักน้อยนี้ ผมแยกไปเล่าเต็ม ๆ ใน บทว่าด้วยรอยรั่วระหว่างคลิกกับการทัก

วิธีหา Negative ที่ง่ายที่สุดคือดูรายงาน Search Terms ทุกสัปดาห์ว่าคนพิมพ์อะไรจริง ๆ ก่อนจะคลิกโฆษณาเรา คุณจะเจอคำแปลก ๆ ที่ไม่เกี่ยวเลยเต็มไปหมด เก็บกวาดมันออกเรื่อย ๆ แล้วต้นทุนต่อคนทักจะค่อย ๆ ลดลงเอง

ปิดวงจร: วัดกลับว่าคำไหนได้ยอดขายจริง

ทั้งหมดข้างบนคือการ ‘เดาให้แม่นขึ้น’ ตอนเลือกคำ แต่การเดาต่อให้แม่นแค่ไหนก็ยังเป็นการเดา วิธีเดียวที่จะรู้ว่าคำไหนดีจริงคือวัดกลับจนถึงยอดขายในแชท ไม่ใช่หยุดที่ยอดทัก เพราะบางคำได้คนทักเยอะแต่ปิดไม่ได้เลย

ถ้าคุณผูกได้ว่าคนที่ปิดการขายในแชทมาจากคีย์เวิร์ดไหน คุณจะเลิกเถียงกับทีมด้วยความรู้สึก แล้วเริ่มตัดคำที่ได้แต่คนถามเล่นทิ้ง เทงบไปที่คำที่ทำเงินจริง เรื่องการทำรายงานให้เห็นถึงยอดขายผมเล่าไว้ใน บทว่าด้วย Performance Report และถ้าอยากวางงบจากต้นทุนต่อการปิดจริง ลองดู การวางแผนงบจาก Cost per Purchase ต่อได้

สรุป

การเลือกคีย์เวิร์ดที่ดีไม่ได้เริ่มที่ตัวเลขปริมาณค้นหา แต่เริ่มที่การอ่านใจคนที่พิมพ์คำนั้นว่าเขาอยู่ห่างจากการจ่ายเงินแค่ไหน แบ่งคำเป็นสามชั้น เทงบไปที่คนใกล้จ่ายก่อน แล้วใช้ Negative Keyword กันคนที่แค่หาข้อมูลออกไป

แต่ที่สำคัญที่สุดคืออย่าหยุดวัดแค่ยอดคลิกหรือยอดทัก ให้ตามกลับไปถึงยอดขายในแชทว่าคำไหนทำเงินจริง เพราะนั่นคือข้อมูลเดียวที่ทำให้คุณเลิกเดาแล้วเทงบได้อย่างมั่นใจ

  • อย่าหลงยอดค้นหาเยอะกับ CPC ถูก — ดูความตั้งใจซื้อในตัวคำ
  • แบ่งคำสามชั้น: ใกล้จ่าย / กำลังเลือก / เพิ่งสนใจ แล้วเทงบตามลำดับ
  • Negative Keyword และการวัดกลับถึงยอดขายสำคัญพอกับการเลือกคำดี ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Keyword Planner บอกยอดค้นหาเป็นช่วงกว้าง ๆ เชื่อได้แค่ไหน

ใช้เป็นแนวทางเทียบระหว่างคำได้ แต่อย่ายึดเป็นตัวเลขเป๊ะ ยิ่งบัญชียังไม่มีประวัติใช้เงิน ตัวเลขจะยิ่งกว้าง สิ่งที่เชื่อได้กว่าคือข้อมูลจริงหลังยิงไปสักพัก ว่าคำไหนได้คนทักและปิดได้จริง

ควรเริ่มด้วยคำกว้างหรือคำเจาะจงดีกว่ากัน

ถ้างบจำกัดและอยากเห็นยอดเร็ว เริ่มด้วยคำเจาะจงที่บอกความตั้งใจซื้อก่อน เช่นคำที่มีราคาหรือรับทำ เพราะได้คนที่ใกล้จ่าย พอมีเงินหมุนกลับมาค่อยขยับไปเล่นคำกว้างเพื่อดักคนตั้งแต่ต้นทาง

CPC ถูกมากผิดปกติ ควรรีบคว้าไว้ไหม

อย่าเพิ่งดีใจ คำที่ถูกผิดปกติมักเป็นคำที่คนอื่นลองแล้วรู้ว่าไม่ได้ยอดเลยเลิกประมูล ลองยิงทดสอบด้วยงบน้อยก่อน แล้วดูว่าได้คนทักที่มีคุณภาพไหม ถ้าได้แต่คนถามเล่นก็ไม่คุ้มถึงจะถูก

จับคู่คีย์เวิร์ดแบบ Broad Match ยังใช้ได้อยู่ไหม

ใช้ได้ถ้าคุมด้วย Negative Keyword และดูรายงาน Search Terms สม่ำเสมอ Broad ช่วยให้เจอคำใหม่ที่คิดไม่ถึง แต่ถ้าปล่อยไม่ดู มันจะพาคนที่ไม่เกี่ยวเข้ามาเผางบ ควรเริ่มจากแมตช์ที่แคบกว่าถ้ายังใหม่

ควรรีวิว Search Terms บ่อยแค่ไหน

ช่วงเริ่มยิงใหม่ควรดูทุกสองสามวัน เพราะเป็นช่วงที่คำแปลก ๆ โผล่มาเยอะ พอระบบนิ่งแล้วปรับเป็นสัปดาห์ละครั้งก็พอ ทุกครั้งที่ดูให้เก็บคำที่ไม่เกี่ยวเป็น Negative ทันที ต้นทุนต่อคนทักจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Google Ads → LINE Checker

ตรวจหน้า Landing ของคุณว่า gclid, UTM และเส้นทางเข้า LINE พร้อมส่ง Conversion กลับ Google Ads หรือยัง

ตรวจความพร้อมฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง — linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

คลิกเยอะแต่ทัก LINE น้อย ไล่หารอยรั่วทีละจุดตั้งแต่โฆษณาถึงหน้าแชท

คลิกเยอะแต่ทัก LINE น้อย ไล่หารอยรั่วทีละจุดตั้งแต่โฆษณาถึงหน้าแชท

คนคลิกร้อย แต่ทักมาสิบ ส่วนที่หายไปเก้าสิบไม่ได้หายไปเฉย ๆ มันรั่วออกทีละจุด บทความนี้พาไล่หารอยรั่วตั้งแต่คำโฆษณา หน้าเพจ ปุ่ม ไปจนถึงข้อความต้อนรับใน LINE
‘ราคาเท่าไหร่’ กับ ‘ซื้อที่ไหน’: คำไหนคือคนที่ปิดการขายใน LINE ได้เร็วกว่า

‘ราคาเท่าไหร่’ กับ ‘ซื้อที่ไหน’: คำไหนคือคนที่ปิดการขายใน LINE ได้เร็วกว่า

คำค้นสองคำนี้ดูใกล้กันแต่อยู่คนละก้าวของการตัดสินใจ บทความนี้เจาะ Search Intent ว่าใครใกล้โอนกว่ากัน และแอดมินควรตอบต่างกันยังไงให้ปิดได้ไวขึ้นในแชท
จัดโครงสร้าง Google Tag Manager ให้รองรับโค้ดวัดผลเข้า LINE ของลูกค้าหลายรายในที่เดียว

จัดโครงสร้าง Google Tag Manager ให้รองรับโค้ดวัดผลเข้า LINE ของลูกค้าหลายรายในที่เดียว

GTM ที่ไม่มีระเบียบคือระเบิดเวลาที่ตั้งอยู่บนเว็บลูกค้าทุกราย — tag ผิดตัว ยิงผิดเว็บ ลบผิดอัน บทความนี้วางกติกา GTM ฉบับเอเจนซี่: แยกยังไง ตั้งชื่อยังไง และกันมือใครไม่ให้พังของใคร