ธุรกิจชุดยูนิฟอร์มองค์กรวัดแคมเปญแจกแคตตาล็อกฟรี จนถึงการสั่งผลิตล็อตใหญ่ผ่านเซลส์ใน LINE
สรุปสั้น ๆ
ยูนิฟอร์มองค์กรขายเป็นล็อตผ่านคนหลายตำแหน่ง ตั้งแต่เจ้าหน้าที่จัดซื้อ HR ไปจนถึงบัญชี คนขอแคตตาล็อกจึงมีมากแต่ใบสั่งผลิตจริงมีน้อย ให้ติดตามเป็นขั้น คือขอแคตตาล็อก ขอใบเสนอราคา ขอตัวอย่างผ้า และจ่ายมัดจำสั่งผลิต แล้วส่งมูลค่าตามใบสั่งจริงกลับไปให้ Facebook และ Google
สมมติโรงงานเสื้อโปโลปักโลโก้ยิงแอดแจกแคตตาล็อกฟรีทั้ง Facebook และ Google รวมเดือนละ 100,000 บาท เดือนนั้นมีคนขอแคตตาล็อก 250 ราย ฟังดูเยอะ แต่ใบสั่งผลิตที่ได้คือ 4 งาน
ตัวเลข 250 กับ 4 ไม่ได้แปลว่าแอดล้มเหลว ยูนิฟอร์มเป็นสินค้าที่คนขอข้อมูลไม่ได้จ่ายเอง เจ้าหน้าที่ที่ขอแคตตาล็อกต้องไปเสนอเจ้านาย ต่อรองงบกับบัญชี และรอรอบอนุมัติ จึงต้องมีวิธีแยกว่าใน 250 รายนั้นใครมีงบและมีอำนาจจริง
คนที่ขอแคตตาล็อกมาจากหลายตำแหน่ง และข้อความบอกว่าใครมีงบ
ข้อความขอแคตตาล็อกที่ดีมักมีจำนวนและเส้นตายมาด้วย เช่น ‘ขอแคตตาล็อกหน่อยครับ พนักงานโรงแรม 120 คน โปโลกับกางเกงสแล็ค ปักโลโก้ ต้องการภายในเดือนหน้า’ มีทั้งจำนวนคน ชนิดสินค้า และกำหนดส่ง ถือเป็นลูกค้าที่มีงบในมือ
ส่วนข้อความ ‘ขอแคตตาล็อกค่ะ’ ห้วน ๆ มักมาจากคนที่ยังหาข้อมูลให้เจ้านาย ยังไม่รู้จำนวน ยังไม่รู้งบ ไม่ใช่คนที่ไม่ดี แต่ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลายเป็นใบสั่ง และเหมาะกับการตามด้วยคำถามคัดกรองมากกว่าการตามขายทันที
ห้าขั้นของการขายยูนิฟอร์ม และสิ่งที่ส่งกลับในแต่ละขั้น
ตารางนี้ใช้ได้กับโรงงานหรือร้านรับตัดชุดที่ขายผ่านเซลส์ใน LINE ขั้นขอแคตตาล็อกควรเก็บเป็นแท็กเท่านั้น เพราะถ้าส่งกลับเป็นเป้าหมายหลัก แพลตฟอร์มจะหาคนที่ชอบขอของฟรีเพิ่ม
| ขั้น | สิ่งที่เกิดในแชท | ส่งกลับแพลตฟอร์ม |
|---|---|---|
| ขอแคตตาล็อก | ส่งไฟล์ให้ ยังไม่รู้จำนวน | เก็บแท็ก ไม่ใช้ปรับแอด |
| ให้ข้อมูลงาน | บอกจำนวนคน ชนิดเสื้อ กำหนดส่ง | Lead คุณภาพ มูลค่าเล็ก |
| ขอใบเสนอราคา | ระบุชื่อบริษัทและจำนวน | มูลค่าตามสถิติที่ปิดได้ |
| ขอตัวอย่างผ้า | ส่งที่อยู่รับตัวอย่าง | อีเวนต์ใกล้ปิด |
| จ่ายมัดจำสั่งผลิต | สลิปมัดจำและใบสั่งซื้อ | อีเวนต์หลัก มูลค่าใบสั่งจริง |
ให้มูลค่ากับขั้นกลางด้วยสถิติปิดของตัวเอง ไม่ใช่ราคางานเต็ม
สมมติงานยูนิฟอร์มเฉลี่ยงานละ 90,000 บาท ใน 40 ใบเสนอราคาที่ออกไปเดือนที่แล้ว ปิดได้ 4 งาน คิดเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ ใบเสนอราคาหนึ่งใบจึงมีมูลค่าคาดหวัง 9,000 บาท ใช้ตัวเลขนี้เป็นมูลค่าอีเวนต์ขอใบเสนอราคา แล้วอัปเดตเป็น 90,000 เมื่อมัดจำเข้าจริง วิธีส่งมูลค่าแบบทยอยอัปเดตอธิบายไว้ใน การอัปเดตมูลค่าอีเวนต์ของงาน B2B
ถ้าใช้ราคางานเต็ม 90,000 ตั้งแต่ใบเสนอราคา แพลตฟอร์มจะคิดว่าทุกใบเสนอราคาคือเงินก้อนใหญ่ และเร่งหาคนที่ขอใบเสนอราคาเพิ่ม ทั้งที่เก้าในสิบใบไม่ปิด
เทียบ Facebook กับ Google ที่ต้นทุนต่อใบสั่ง
จาก 100,000 บาทเดิม สมมติแบ่ง 50,000 บาทเท่ากัน Facebook ได้ขอแคตตาล็อก 190 ราย ใบเสนอราคา 15 ใบ ใบสั่ง 1 งาน ส่วน Google ได้ขอแคตตาล็อก 60 ราย ใบเสนอราคา 25 ใบ ใบสั่ง 3 งาน ต้นทุนต่อคนขอแคตตาล็อก Facebook ถูกกว่าราวสามเท่า แต่ต้นทุนต่อใบสั่งของ Google ถูกกว่าประมาณสามเท่าเช่นกัน
ผู้ที่พิมพ์ค้นหาว่า ‘รับตัดชุดพนักงานปักโลโก้’ มีเจตนาซื้อชัดกว่าคนที่เลื่อนเจอแอดแจกแคตตาล็อกบน Facebook ถ้าจะให้ Google เรียนรู้จากใบสั่งจริง ต้องส่งยอดกลับด้วยการนำเข้าคอนเวอร์ชันนอกระบบ ดูขั้นตอนใน Google Ads offline conversion และเก็บ gclid ไว้ตั้งแต่ก่อนคนเข้า LINE
คำถามคัดกรองที่ใส่ไว้ในข้อความตอบหลังส่งแคตตาล็อก
- ต้องการกี่ชุด และมีกี่แบบ เช่น โปโล เชิ้ต ผ้ากันเปื้อน เพื่อเทียบกับจำนวนขั้นต่ำของโรงงาน ดูเพิ่มที่ เรื่องจำนวนขั้นต่ำกับใบเสนอราคา
- ต้องการรับของภายในวันไหน เพราะงานปักโลโก้ต้องใช้เวลาผลิต ดูที่ ระยะเวลาผลิตกับอัตราปิดการขาย
- มีโลโก้เป็นไฟล์เวกเตอร์หรือยัง ลูกค้าที่มีไฟล์พร้อมมักใกล้สั่งกว่า
- ใครเป็นคนอนุมัติงบ และต้องการใบเสนอราคาออกชื่อบริษัทไหม คำตอบข้อหลังบอกว่าต้องผ่านบัญชีหรือไม่
รอบอนุมัติสี่ถึงแปดสัปดาห์ ทำให้ปิดแอดเร็วไม่ได้
ใบเสนอราคาที่ออกวันนี้อาจกลายเป็นใบสั่งในอีกหนึ่งถึงสองเดือน แอดที่ดูไม่มีใบสั่งในสองสัปดาห์แรกยังไม่ควรถูกปิด ให้ตัดสินแคมเปญด้วยกลุ่มลูกค้ารายเดือน รอดูอย่างน้อยหกสัปดาห์หลังรับ Lead แล้วจึงเทียบ ดูจังหวะการสัมผัสลูกค้าองค์กรได้ใน จุดสัมผัสในวงจรขาย B2B
สรุป
เลิกวัดแคมเปญแจกแคตตาล็อกด้วยจำนวนคนขอ ให้วัดด้วยต้นทุนต่อใบสั่งผลิตที่รอผ่านรอบอนุมัติแล้ว และใช้ต้นทุนต่อใบเสนอราคาเป็นตัวชี้นำระหว่างรอ
ถ้าต้องเลือกช่องทางเพียงหนึ่งเมื่อรอบหน้า ให้ดูว่าช่องทางไหนพาคนที่ให้จำนวนและเส้นตายมาในข้อความแรก ไม่ใช่ช่องทางไหนมีคนขอแคตตาล็อกมากสุด
- ส่งมูลค่าตามสถิติที่ปิดได้ในขั้นกลาง และอัปเดตเป็นมูลค่าจริงเมื่อมัดจำเข้า
- ตัดสินแคมเปญด้วยกลุ่มรายเดือนหลังผ่านไปอย่างน้อยหกสัปดาห์
- เทียบ Facebook กับ Google ที่ต้นทุนต่อใบสั่ง ไม่ใช่ต้นทุนต่อคนขอแคตตาล็อก
- ใช้คำถามคัดกรองสี่ข้อเพื่อแยกคนมีงบออกจากคนหาข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
คนที่ทักมาเป็นผู้ช่วย แล้วเจ้านายเป็นคนอนุมัติ ติดตามยังไง
ผูกใบเสนอราคากับชื่อบริษัทและแชทที่เริ่มจากแอดไว้ในระบบ ไม่ว่าจะมีใครมาคุยต่อ ใบสั่งที่เข้าภายหลังจะย้อนไปหาแชทแรกได้ ขอแค่ผู้ช่วยยังเป็นคนเดิมที่ผูกกับแอด
ลูกค้าองค์กรจ่ายเครดิต 30 วัน ไม่มีสลิปมัดจำ ใช้อะไรเป็นจุดนับ
ใช้ใบสั่งซื้อที่ลูกค้าเซ็นยืนยันเป็นจุดนับ ไม่ต้องรอเงินเข้า เพราะการตัดสินใจซื้อเกิดตอนออกใบสั่ง แต่ถ้ามีลูกค้าเบี้ยวจ่าย ให้ส่งอีเวนต์ปรับยอดตามไป
งานตัวอย่างเล็ก ๆ 10 ตัว ควรนับรวมไหม
แยกเป็นประเภทงานเล็กต่างหาก เพราะมูลค่าและรอบปิดต่างกันมาก ถ้ารวมกับงานล็อตใหญ่ ค่าเฉลี่ยมูลค่าต่อใบสั่งจะบิดและทำให้ตัดสินใจเรื่องงบผิด
ถ้าลูกค้าเห็นทั้งแอด Facebook และเสิร์ช Google ก่อนสั่ง ให้เครดิตใคร
ถ้าเก็บทั้ง fbclid และ gclid ได้ ให้ดูว่าช่องทางไหนพาแชทเริ่มต้นเข้ามา แล้วแยกเป็นทางเข้ากับทางปิด ตัดสินงบด้วยเครดิตตามแชทแรกก่อน แล้วค่อยดูว่าอีกช่องทางช่วยเร่งปิดหรือไม่
ต้องมีเซลส์หลายคนไหม ถึงจะวัดแบบนี้ได้
ไม่ต้อง เซลส์คนเดียวก็ทำได้ ขอแค่แท็กขั้นในแชทสม่ำเสมอ ปัญหาจริงคือถ้าเซลส์แต่ละคนใช้ความหมายของคำว่า ‘ใบเสนอราคา’ ไม่เหมือนกัน ตัวเลขจะเอามาเทียบกันไม่ได้
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click
รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วัน