← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

สินค้าต้องใช้เวลาผลิต 6-8 สัปดาห์ถึงจะส่งได้: คำว่า 'conversion' ควรหมายถึงอะไร เมื่อไม่มีปุ่มกดสั่งซื้อทันที

02 ส.ค. 04:15 · อ่าน 1 นาที
สินค้าต้องใช้เวลาผลิต 6-8 สัปดาห์ถึงจะส่งได้: คำว่า 'conversion' ควรหมายถึงอะไร เมื่อไม่มีปุ่มกดสั่งซื้อทันที

สรุปสั้น ๆ

ร้านค้าปลีกกดสั่งซื้อแล้วจบธุรกรรมภายในไม่กี่นาที แต่งานผลิตตามสั่งอาจใช้เวลา 6-8 สัปดาห์กว่าจะส่งของได้ ถ้าเอามาตรฐาน conversion แบบค้าปลีกไปวัดโรงงาน จะพบว่าตัวเลขดูแย่ตลอดเวลาทั้งที่ธุรกิจไปได้ดี ทางออกคือกำหนด conversion เป็นหลายชั้นตามความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับในแต่ละขั้น ไม่ใช่รอวัดแค่วันโอนเงินก้อนสุดท้าย

สมมติโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้สมมติชื่อ "ไม้งามคราฟท์" ยิงแอดขายชุดโต๊ะทำงานสั่งทำพิเศษ มีคนทักเข้ามาสิบคนต่อสัปดาห์ ยืนยันมัดจำจริงแค่หนึ่งหรือสองคน ถ้าดูตัวเลขนี้แบบร้านค้าปลีกจะบอกว่าอัตราปิดต่ำมาก แอดไม่คุ้ม แต่พอลองคิดว่าดีลหนึ่งใช้เวลาผลิตจริงหกถึงแปดสัปดาห์ และลูกค้าต้องวางมัดจำก่อนเห็นของจริงด้วยซ้ำ อัตราปิดสองในสิบต่อสัปดาห์แบบนี้ถือว่าสูงมากสำหรับสินค้าประเภทนี้

ปัญหาของการเอากรอบคิด conversion จากอีคอมเมิร์ซมาใช้กับงานสั่งผลิตคือมันวัดคนละหน่วยเวลาและคนละระดับความเสี่ยงของลูกค้า ร้านค้าปลีกลูกค้าเสี่ยงแค่เงินก้อนเล็กและรอของไม่กี่วัน ยกเลิกได้ง่ายถ้าไม่พอใจ แต่ลูกค้าสั่งผลิตต้องวางเงินมัดจำก่อนเห็นสินค้าจริง แล้วรอเป็นเดือนโดยที่ยกเลิกยาก เพราะวัตถุดิบอาจถูกตัดไปแล้ว

บทความนี้จะชวนแยกให้เห็นว่า conversion ของธุรกิจแบบนี้ควรมีกี่ชั้น และแต่ละชั้นควรใช้เกณฑ์อะไรวัด แทนที่จะยึดติดกับนิยามเดียวที่ยืมมาจากธุรกิจอื่น

ทำไมนิยาม conversion แบบค้าปลีกถึงทำให้โรงงานประเมินตัวเองผิด

ค้าปลีกมี conversion ที่ชัดเจนคือกดสั่งซื้อสำเร็จ เพราะสินค้ามีอยู่แล้วในสต็อก ความเสี่ยงของลูกค้าต่ำ ตัดสินใจในไม่กี่นาทีได้ แต่งานสั่งผลิตไม่มีสินค้าให้ดูของจริงตอนตัดสินใจ ลูกค้าต้องเชื่อใจจากรูปตัวอย่าง แบบร่าง หรือคำอธิบาย แล้ววางเงินมัดจำก้อนหนึ่งเพื่อให้เริ่มผลิต

ถ้าเอาสัดส่วน "จำนวนคนทัก ÷ จำนวนที่จ่ายเต็มจำนวน" มาเทียบตรง ๆ กับค้าปลีก ตัวเลขจะดูต่ำจนน่าตกใจเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การได้ลูกค้าวางมัดจำแม้เพียงรายเดียวต่อสัปดาห์ก็อาจสร้างรายได้เท่ากับยอดขายค้าปลีกหลายสิบออเดอร์รวมกัน ลองเทียบกับหลักคิดเรื่องระยะเวลาคืนทุนของแต่ละธุรกิจที่ก็ต่างกันไปตามมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์เช่นกัน

แบ่ง conversion เป็นชั้น ๆ ตามความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับ

แทนที่จะมีคำว่า conversion แค่คำเดียว ลองแบ่งเป็นระดับที่สะท้อนว่าลูกค้าเดินเข้าใกล้การตัดสินใจซื้อมากแค่ไหน:

  • ระดับ 1 — สอบถามและรับสเปก ลูกค้าทักมาขอรายละเอียด ยังไม่เสี่ยงอะไรเลย เทียบได้กับคนเดินดูของในร้านค้าปลีก
  • ระดับ 2 — ขอแบบร่างหรือใบเสนอราคาที่ปรับตามความต้องการ ลูกค้าเริ่มลงทุนเวลาให้ข้อมูลเฉพาะของตัวเอง เช่น ขนาด สี วัสดุ ถือเป็นสัญญาณจริงจังระดับกลาง
  • ระดับ 3 — วางมัดจำเพื่อเริ่มผลิต นี่คือจุดที่ลูกค้ายอมรับความเสี่ยงจริง เพราะเงินมัดจำมักคืนยากถ้ายกเลิกกลางทาง ควรถือเป็น conversion หลักของธุรกิจแบบนี้ ไม่ใช่รอถึงวันรับสินค้าครบ
  • ระดับ 4 — รับสินค้าและจ่ายเต็มจำนวน เป็นจุดปิดจบสมบูรณ์ แต่ในทางธุรกิจ ความเสี่ยงส่วนใหญ่ถูกตัดสินใจไปแล้วตั้งแต่ระดับ 3

เงินมัดจำคือ conversion ที่แท้จริง ไม่ใช่ยอดรับสินค้า

เหตุผลที่ควรยึดจุดวางมัดจำเป็น conversion หลักคือมันเป็นจุดที่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนจาก "สนใจ" เป็น "ผูกพันธะ" อย่างแท้จริง หลังจากวันนั้นแทบไม่มีการยกเลิกอีกแล้ว เพราะทั้งสองฝ่ายเดินหน้าต่อ ต่างจากขั้นสอบถามหรือขอใบเสนอราคาที่ยกเลิกได้ตลอดเวลาโดยไม่มีต้นทุน

ถ้าธุรกิจของคุณวัดผลแอดโดยรอจนถึงวันส่งสินค้าจริง คุณจะรู้ผลช้าไปหกถึงแปดสัปดาห์ ซึ่งช้าเกินกว่าจะปรับงบโฆษณาได้ทัน แต่ถ้าวัดที่จุดวางมัดจำ คุณจะรู้ผลของแอดแต่ละชุดได้เร็วกว่ามาก และยังใช้ส่งค่านี้กลับไปเป็นสัญญาณให้แพลตฟอร์มโฆษณาเรียนรู้ได้ก่อนที่งานจะผลิตเสร็จเสียอีก

อธิบายตัวเลขนี้ให้เจ้าของโรงงานเข้าใจ ไม่ใช่แค่ทีมการตลาด

เจ้าของโรงงานหลายคนเติบโตมาจากสายผลิต ไม่ได้คุ้นกับศัพท์การตลาด เวลารายงานผล ควรพูดในภาษาที่เขาคุ้นเคย เช่น แทนที่จะพูดว่า "conversion rate 12%" ให้พูดว่า "จากคนทักมาสิบคน มีสองคนวางมัดจำจริง ซึ่งเทียบเท่ากับงานผลิตสองล็อตที่จะเข้าคิวเดือนหน้า" การแปลตัวเลขให้เป็นภาษาการผลิตช่วยให้ผู้บริหารเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเงินค่าแอดกับราคาที่เสนอไปตั้งแต่ขั้นแรกและคิวเครื่องจักรจริง

สรุป

การยืมนิยาม conversion จากธุรกิจที่ปิดยอดในไม่กี่นาทีมาใช้กับธุรกิจที่ต้องผลิตของเป็นเดือน คือการเอาไม้บรรทัดผิดขนาดมาวัดของ ตัวเลขที่ได้จะดูแย่เสมอไม่ว่าธุรกิจจะไปได้ดีแค่ไหนจริง ๆ

ทางออกไม่ใช่การเลิกวัดผล แต่คือการนิยามใหม่ว่าอะไรคือจุดที่ลูกค้า "ผูกพันธะจริง" สำหรับธุรกิจของตัวเอง แล้ววัดที่จุดนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แทนที่จะรอจนสินค้าถูกส่งถึงมือลูกค้า

  • อย่าเอานิยาม conversion แบบค้าปลีกมาวัดธุรกิจที่ต้องผลิตของเป็นสัปดาห์หรือเดือน
  • แบ่ง conversion เป็นชั้น สอบถาม/ขอใบเสนอราคา/วางมัดจำ/รับสินค้า
  • ยึดจุดวางมัดจำเป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะเป็นจุดที่ลูกค้าผูกพันธะจริงและรู้ผลได้เร็วกว่า

คำถามที่พบบ่อย

ควรนับ conversion ที่จุดวางมัดจำหรือรอจนส่งสินค้าเสร็จ

แนะนำให้นับหลักที่จุดวางมัดจำ เพราะเป็นจุดที่ลูกค้าตัดสินใจผูกพันธะจริงและยกเลิกยาก การรอถึงวันส่งสินค้าทำให้รู้ผลแอดช้าเกินไปจนปรับกลยุทธ์ไม่ทัน

ทำไมอัตราปิดของธุรกิจสั่งผลิตถึงดูต่ำกว่าค้าปลีกมาก ทั้งที่ธุรกิจไปได้ดี

เพราะหน่วยที่วัดต่างกัน ลูกค้าค้าปลีกตัดสินใจเร็วและเสี่ยงน้อย ส่วนลูกค้าสั่งผลิตต้องใช้เวลาคิดนานกว่าและเสี่ยงเงินก้อนใหญ่กว่า อัตราปิดต่ำกว่าจึงเป็นเรื่องปกติของธุรกิจประเภทนี้ ไม่ใช่สัญญาณว่าแอดล้มเหลว

ควรส่งค่า conversion กลับไปที่แพลตฟอร์มโฆษณาตอนไหน

ควรส่งทันทีที่ลูกค้าวางมัดจำ ไม่ต้องรอถึงวันส่งสินค้า เพราะยิ่งส่งสัญญาณกลับเร็ว แพลตฟอร์มยิ่งเรียนรู้ได้เร็วว่ากลุ่มเป้าหมายแบบไหนมีแนวโน้มปิดดีลจริง

ลูกค้าที่ขอใบเสนอราคาแล้วเงียบไป ควรตัดออกจากตัวเลขไหม

ไม่ควรตัดทิ้งทันที ควรเก็บไว้เป็นกลุ่มแยกต่างหากเพื่อติดตามภายหลัง เพราะบางรายกลับมาสั่งจริงในรอบงบถัดไป การตัดทิ้งเร็วเกินไปอาจทำให้ประเมินศักยภาพของแอดผิดพลาด

มีวิธีย่นระยะเวลารู้ผลแอดให้เร็วกว่าจุดวางมัดจำอีกไหม

ทำได้บางส่วนโดยดูสัดส่วนคนที่ขอใบเสนอราคาแบบเจาะจงสเปกเทียบกับคนที่ถามกว้าง ๆ เพราะกลุ่มแรกมักมีโอกาสวางมัดจำสูงกว่า ใช้เป็นสัญญาณเบื้องต้นระหว่างรอผลจริงได้

ธุรกิจสั่งผลิตควรตั้งเป้า conversion เท่าไหร่ถึงจะถือว่าดี

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานตายตัวเพราะแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ ทางที่ดีกว่าคือเทียบกับสถิติของธุรกิจตัวเองย้อนหลัง แล้วดูแนวโน้มว่าดีขึ้นหรือแย่ลง มากกว่าไปเทียบกับตัวเลขของธุรกิจค้าปลีก

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง