ร้านคาร์แคร์พรีเมียมยิงแอดดึงลูกค้าพื้นที่ใกล้เคียง ให้ซื้อคูปองล้างรถใน LINE MyShop
สรุปสั้น ๆ
คาร์แคร์พรีเมียมได้กำไรจากลูกค้าที่กลับมาใช้คูปองซ้ำ ไม่ใช่จากการล้างครั้งแรก ให้วัดสองจังหวะ คือยอดซื้อคูปองใน LINE MyShop ที่เข้าทันที และจำนวนครั้งที่ลูกค้าแต่ละคนมาใช้ภายใน 90 วัน แล้วเทียบแอด Facebook ที่ตั้งรัศมีต่างกันด้วยมูลค่าลูกค้าต่อคน ไม่ใช่ต้นทุนต่อคูปอง
สมมติร้านคาร์แคร์ชานเมืองตั้งโปรคูปองล้างรถพรีเมียม 6 ครั้ง ราคา 1,800 บาท ยิง Facebook รัศมี 8 กิโลเมตรงบ 30,000 บาท ขายคูปองได้ 35 ใบ รวม 63,000 บาท ดูเหมือนกำไรงาม
แต่คูปองคือเงินที่รับก่อนทำงาน ร้านยังต้องล้างรถให้อีก 210 ครั้ง ถ้าลูกค้า 35 คนใช้ครบ ร้านรับเงินเฉลี่ยครั้งละ 300 บาท แต่ถ้ามี 10 คนมาแค่สองครั้งแล้วหาย ยอดขายเท่าเดิม ภาระงานน้อยลง และไม่มีใครกลับมาซื้อบริการเสริม ตัวเลขยอดขายคูปองอย่างเดียวจึงบอกไม่ได้ว่าแอดพาลูกค้าแบบไหนมา
คนขับรถละแวกร้านถามอะไรก่อนซื้อคูปอง
ลูกค้ารัศมีไม่เกินสิบกิโลเมตรมักถามเรื่องที่ใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ‘รถ SUV ล้างอัดฉีดพร้อมดูดฝุ่นกับแว็กซ์ครั้งละเท่าไหร่คะ ถ้าซื้อคูปอง 6 ครั้งต้องจองคิวทุกรอบไหม’ คนที่ถามถึงคูปองกับการจองคิวคือคนที่คิดจะใช้ซ้ำอยู่แล้ว
อีกประเภทคือคนที่ถามเคลือบแก้วหรือขัดสีครั้งเดียว ราคาครั้งละ 5,000 ถึง 8,000 บาท มูลค่าต่อรายสูง แต่ไม่ค่อยกลับมา สองกลุ่มนี้ต้องติดแท็กแยกกัน เพราะเงินที่ปรากฏเกิดคนละจังหวะ และแอดที่พากลุ่มหนึ่งมาไม่จำเป็นต้องพาอีกกลุ่มมาด้วย
เงินปรากฏสองจังหวะ คือวันซื้อคูปองและวันที่ลูกค้ากลับมาใช้
ออเดอร์คูปองใน LINE MyShop ให้ยอดขายที่เห็นชัดตั้งแต่วันแรก ส่วนการกลับมาต้องมีคนกดบันทึกที่หน้าร้าน วิธีบันทึกยอดขายใน MyShop ให้ตรงกับบัญชีอยู่ใน เรื่องบัญชีกับ LINE MyShop คูปองที่ขายแล้วไม่เคยมีใครมาใช้ก็คือรายได้ที่ร้านเก็บได้ แต่บอกว่าแอดพาคนซื้อตามอารมณ์ ไม่ใช่คนที่มีรถต้องล้างจริง
| จังหวะ | เกิดที่ไหน | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| ซื้อคูปองใน MyShop | ออเดอร์ที่ชำระแล้ว | ส่ง Purchase มูลค่าคูปองกลับ Facebook |
| ใช้ครั้งแรก | พนักงานตัดสิทธิ์หน้าร้าน | เก็บแท็ก วัดอัตราที่มาใช้ภายใน 14 วัน |
| ใช้ครั้งที่สามขึ้นไป | ลูกค้าจองคิวผ่านแชทอีกรอบ | เก็บแท็ก ใช้เทียบคุณภาพของแต่ละแอด |
| ซื้อบริการเสริม | ขัดสี ล้างห้องเครื่อง ในวันที่มาใช้คูปอง | นับเป็นรายได้เพิ่มของลูกค้าเดิม |
ทดสอบรัศมีโดยดูการกลับมา ไม่ใช่แค่ต้นทุนต่อคูปอง
สมมติแบ่งแอดสองกลุ่มกลุ่มละ 15,000 บาท กลุ่ม A ตั้งรัศมี 3 กิโลเมตรขายคูปองได้ 22 ใบ ต้นทุนต่อใบประมาณ 680 บาท ลูกค้าใช้เฉลี่ย 4.5 ครั้งใน 90 วัน กลุ่ม B ตั้งรัศมี 8 กิโลเมตรขายได้ 13 ใบ ต้นทุนต่อใบประมาณ 1,150 บาท ใช้เฉลี่ย 2.5 ครั้ง
A ชนะทั้งต้นทุนและการกลับมา เพราะคนอยู่ใกล้ร้านจึงมาง่าย แต่อย่าด่วนสรุปว่า B ควรปิด เพราะรัศมีไกลช่วยขยายฐานลูกค้า ให้ตั้งเกณฑ์ว่ายอมจ่ายแพงกว่ากี่เท่าสำหรับลูกค้าที่กลับมาน้อยกว่า การตั้งพื้นที่แอดในแผนที่ดูรายละเอียดได้ใน การกำหนดพื้นที่แอด
บันทึกการใช้คูปองโดยไม่เพิ่มงานให้ช่างหน้าร้าน
- ให้พนักงานสแกน QR ในแชทของลูกค้าหรือพิมพ์รหัสสั้น ๆ หลังล้างเสร็จ ทำได้ในไม่กี่วินาที ถ้าต้องกรอกฟอร์มยาว พนักงานจะเลิกทำภายในสัปดาห์เดียว
- ผูกรหัสกับชื่อ LINE ของลูกค้า เพื่อให้การใช้ทุกครั้งย้อนกลับไปหาคูปองใบเดียวกัน และย้อนต่อถึงแอดที่พาเขามา
- ตั้งข้อความเตือนเมื่อเหลือสิทธิ์ครั้งสุดท้ายและก่อนหมดอายุ 14 วัน ซึ่งเป็นวิธีต้นทุนต่ำที่สุดที่ทำให้ลูกค้ากลับมา ดูแนวทางใน การทำให้ลูกค้าใช้สิทธิ์ครั้งแรก
- ทุกสิ้นเดือน สรุปว่าคูปองแต่ละใบมาจากแอดตัวไหน แล้วนับครั้งที่ใช้ จัดเป็นรุ่นตามเดือนที่ซื้อ ตามวิธีใน รุ่นลูกค้าและระยะคืนทุน
ตัวเลขการกลับมาเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องแอดอย่างไร
- ถ้ารัศมีใกล้พาลูกค้ากลับมามากกว่า ให้เพิ่มความถี่ในพื้นที่ใกล้ แทนการขยายไปไกลเพื่อลดต้นทุนต่อคูปอง
- ถ้าคูปอง 10 ครั้งขายดีแต่ใช้ไม่ครบ ลองคูปอง 6 ครั้งที่ราคาต่อครั้งสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะมีโอกาสถูกใช้ครบมากกว่า
- ใช้ลูกค้าที่ใช้คูปองครบเป็นต้นแบบกลุ่มคล้าย ไม่ใช้ผู้ซื้อทุกคนเป็นต้นแบบ ตามที่เตือนไว้ใน ต้นแบบกลุ่มคล้ายที่เลือกผิด
- ถ้าคูปองขายดีแต่ลูกค้าหายหลังใช้ครั้งที่สอง ให้ไล่ดูว่าหายตอนไหนของคิวและช่วงเวลาที่จองได้ เพราะคิวที่เต็มช่วงเสาร์อาทิตย์ทำให้คนเลิกจองได้ง่ายกว่าที่คิด
สรุป
รายงานแคมเปญคาร์แคร์ควรมีสองบรรทัดเสมอ บรรทัดแรกคือยอดคูปองที่ขายได้ บรรทัดที่สองคือจำนวนครั้งที่ลูกค้าจากแคมเปญนั้นมาใช้ใน 90 วัน ถ้ามีแต่บรรทัดแรก คุณกำลังวัดยอดขายก่อนทำงาน ไม่ใช่ความสามารถในการหาลูกค้าที่อยู่นาน
- ส่ง Purchase เมื่อซื้อคูปอง แล้วเก็บการกลับมาใช้เป็นแท็กเพื่อประเมินแอด
- เทียบรัศมีด้วยจำนวนครั้งที่ใช้ต่อใบ ไม่ใช่ราคาคูปองอย่างเดียว
- แยกลูกค้าคูปองออกจากลูกค้าบริการครั้งเดียว
- ใช้การมาใช้ครั้งแรกใน 14 วันเป็นตัวชี้นำก่อนครบ 90 วัน
- สรุปคูปองเป็นรุ่นรายเดือนเพื่อเทียบแอดอย่างยุติธรรม
คำถามที่พบบ่อย
คูปองที่ขายแล้วลูกค้าไม่เคยมาใช้ ควรนับเป็นยอดขายจากแอดไหม
นับ เพราะเงินเข้าแล้ว แต่ให้ติดแท็กไว้แยกเพื่อดูสัดส่วนที่ไม่เคยมาใช้ต่อแอดแต่ละตัว ถ้าแอดไหนมีสัดส่วนนี้สูงมาก แปลว่าพาคนซื้อตามโปรมาแต่ไม่ใช่เจ้าของรถที่ต้องล้างจริง
ควรขายคูปองกับบริการครั้งเดียวด้วยแอดเดียวกันไหม
ควรแยก คนซื้อคูปองกับคนซื้อเคลือบแก้วถามต่างกันและตัดสินใจคนละจังหวะ ถ้ารวมกัน ตัวเลขต้นทุนต่อยอดขายจะผสมสองธุรกิจเข้าด้วยกันและอ่านยาก
ลูกค้าเดิมเห็นแอดแล้วซื้อคูปอง นับเป็นลูกค้าใหม่ของแอดไหม
ไม่ควร ให้อัปโหลดรายชื่อลูกค้าเดิมเพื่อตัดออกจากกลุ่มเป้าหมาย และติดแท็กลูกค้าเดิมที่ซื้อคูปองเพิ่ม ไม่งั้นต้นทุนต่อลูกค้าใหม่จะดูดีเกินจริง
รอดูการกลับมา 90 วันนานเกินไป ตัดสินใจเรื่องแอดช้าไหม
ใช้ตัวชี้นำที่เห็นเร็วกว่า เช่น สัดส่วนลูกค้าที่มาใช้ครั้งแรกภายใน 14 วัน ซึ่งมักบอกทิศทางของ 90 วันได้พอสมควร แล้วยืนยันด้วยตัวเลขจริงเมื่อครบกำหนด
ลูกค้าจ่ายคูปองผ่านโอนเข้าแชทโดยไม่ผ่าน MyShop ต้องทำยังไง
ให้แอดมินบันทึกสลิปเข้าระบบเดียวกันและแท็กเป็นคูปองเหมือนออเดอร์ใน MyShop เพื่อให้ทุกทางซื้อไปอยู่ในรายงานเดียวกัน ถ้ามีช่องทางไหนตกหล่น ต้นทุนต่อคูปองจะดูแพงเกินจริง
ลองตรวจด้วยตัวเอง
ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE
ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน
ตรวจ Tracking ฟรีใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click
รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วัน