← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ดีล B2B ปิดจริงหลังผ่าน 4 ขั้นตอนในสองเดือน แต่ Event เดียวตอนปิดดีลไม่พอให้ Bidding เรียนรู้ทัน ออกแบบ Progressive Value Update ระหว่างทาง

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 2 นาที
ดีล B2B ปิดจริงหลังผ่าน 4 ขั้นตอนในสองเดือน แต่ Event เดียวตอนปิดดีลไม่พอให้ Bidding เรียนรู้ทัน ออกแบบ Progressive Value Update ระหว่างทาง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ธุรกิจ B2B ที่วงจรขายยาวหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ถ้าส่ง conversion event แค่ครั้งเดียวตอนปิดดีลสำเร็จ ระบบ bidding ของแพลตฟอร์มโฆษณาจะได้รับสัญญาณช้าเกินไปจนไม่ทันเรียนรู้ว่าโฆษณาชิ้นไหนพาคนคุณภาพดีเข้ามา การทยอยส่ง event อัปเดตมูลค่าตามความคืบหน้าของดีลแต่ละขั้น (progressive value update) ช่วยให้ระบบมีสัญญาณต่อเนื่องระหว่างทาง แทนที่จะรอสัญญาณเดียวตอนจบ

ทีมขาย B2B รายหนึ่งที่ผมคุยด้วยเล่าให้ฟังว่าดีลของพวกเขาใช้เวลาเฉลี่ยประมาณสองเดือนตั้งแต่ลูกค้าติดต่อเข้ามาครั้งแรกจนถึงปิดการขายสำเร็จ ผ่านขั้นตอนคร่าว ๆ คือ ติดต่อสอบถามเบื้องต้น นัดคุยรายละเอียด เสนอราคา และปิดดีล ตลอดสองเดือนนั้นระบบโฆษณาไม่เคยได้รับสัญญาณอะไรเลยจนกว่าดีลจะปิดสำเร็จในขั้นสุดท้าย

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ระบบ bidding ของแพลตฟอร์มโฆษณาเรียนรู้จากสัญญาณ conversion ที่ได้รับ ถ้าสัญญาณมาช้ามากและมาแค่ครั้งเดียวตอนจบ ระบบจะไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะปรับการเสนอราคาให้แม่นยำขึ้นระหว่างทาง โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนที่ดีลกำลังดำเนินอยู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ว่าโฆษณาชิ้นไหนพาลีดคุณภาพดีเข้ามาจริง ๆ

แนวทางแก้ปัญหานี้คือการออกแบบ event ที่ทยอยส่งอัปเดตมูลค่าตามความคืบหน้าของดีลแต่ละขั้น แทนที่จะรอส่งครั้งเดียวตอนปิดดีล บทความนี้จะเจาะรายละเอียดการออกแบบ progressive value update สำหรับธุรกิจ B2B ที่วงจรขายยาว

ทำไม event เดียวตอนปิดดีลถึงไม่พอสำหรับวงจรขายที่ยาว

แนวทางที่ธุรกิจ B2B จำนวนมากใช้อยู่คือส่ง conversion event เพียงครั้งเดียวเมื่อดีลปิดสำเร็จ พร้อมมูลค่าดีลทั้งหมดในครั้งเดียว วิธีนี้ดูตรงไปตรงมาและง่ายต่อการทำความเข้าใจ แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือช่องว่างเวลาระหว่างวันที่คลิกโฆษณากับวันที่ส่ง event อาจยาวถึงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งเกินกว่าattribution window ปกติของหลายแพลตฟอร์มจะรับรู้ความเชื่อมโยงได้แล้ว

แม้ในกรณีที่ attribution window ยาวพอจะจับความเชื่อมโยงได้ ปัญหาอีกชั้นหนึ่งคือระบบ bidding ไม่มีสัญญาณกลางทางให้เรียนรู้เลยตลอดสองเดือนที่ดีลกำลังดำเนินอยู่ ทำให้การเรียนรู้ของระบบล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นมาก เมื่อเทียบกับธุรกิจที่มีวงจรขายสั้นและได้สัญญาณ conversion แทบจะทันทีหลังคลิก

แนวคิด Progressive Value Update ทำงานอย่างไร

หลักการของ progressive value update คือการส่ง event หลายครั้งตลอดวงจรขาย แต่ละครั้งสะท้อนความคืบหน้าของดีลในขั้นนั้น พร้อมมูลค่าโดยประมาณที่ปรับเปลี่ยนไปตามความน่าจะเป็นที่ดีลจะปิดสำเร็จ แทนที่จะรอส่งมูลค่าเต็มจำนวนแค่ครั้งเดียวตอนจบ ระบบ bidding จะได้รับสัญญาณต่อเนื่องที่ช่วยให้ปรับการเรียนรู้ได้เร็วขึ้นตลอดทาง

ตัวอย่างเช่น เมื่อลีดผ่านขั้นตอนนัดคุยรายละเอียดสำเร็จ อาจส่ง event พร้อมมูลค่าประมาณสมมติ 10% ของมูลค่าดีลเฉลี่ย เมื่อผ่านขั้นตอนเสนอราคาแล้ว อาจปรับเป็น 40% และเมื่อปิดดีลสำเร็จจริงจึงส่ง event สุดท้ายพร้อมมูลค่าเต็มจำนวนตามที่ตกลงจริง ตัวเลขเปอร์เซ็นต์เหล่านี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายแนวคิด ธุรกิจแต่ละรายควรคำนวณจากอัตราการปิดดีลจริงของแต่ละขั้นตอนในระบบของตัวเอง

แปลงขั้นตอนของ CRM เป็นมูลค่าโดยประมาณสำหรับแต่ละ event

ขั้นตอนในกระบวนการขายความหมายแนวทางกำหนดมูลค่าโดยประมาณ
ลีดผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเบื้องต้น (qualified)ลีดมีศักยภาพตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง ไม่ใช่แค่กรอกฟอร์มทั่วไปอ้างอิงจากอัตราการปิดดีลเฉลี่ยของลีดที่ผ่านขั้นนี้ในอดีต คูณด้วยมูลค่าดีลเฉลี่ย
นัดคุยรายละเอียดหรือ demo สำเร็จแสดงความสนใจจริงจังมากขึ้น มีการลงทุนเวลาจากทั้งสองฝ่ายปรับเพิ่มจากขั้นก่อนหน้า ตามอัตราการปิดดีลของลีดที่ผ่านขั้นนี้
เสนอราคาหรือส่งข้อเสนออย่างเป็นทางการใกล้จุดตัดสินใจ มีการพูดคุยเรื่องเงื่อนไขและงบประมาณแล้วมูลค่าควรใกล้เคียงมูลค่าดีลจริงมากขึ้น ตามอัตราการปิดดีลของขั้นนี้
ปิดดีลสำเร็จลูกค้ายืนยันซื้อและเซ็นสัญญาแล้วส่งมูลค่าดีลจริงตามที่ตกลง ไม่ใช่ตัวเลขประมาณอีกต่อไป

แต่ละขั้นควรเป็น event แยกกัน หรือ event เดียวที่อัปเดตมูลค่า

จุดที่ต้องตัดสินใจในการออกแบบคือ จะส่งแต่ละขั้นตอนเป็น event ใหม่แยกกันโดยใช้ event_id ต่างกัน หรือจะใช้ event_id เดิมแล้วส่งค่าที่อัปเดตไปทับ ทั้งสองแนวทางมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การส่งเป็น event แยกกันทำให้ระบบวิเคราะห์เห็นความคืบหน้าของแต่ละขั้นตอนแยกจากกันได้ชัดเจน แต่ต้องระวังไม่ให้แพลตฟอร์มโฆษณานับซ้ำเป็นหลาย conversion แยกกันจากดีลเดียว

การออกแบบที่ปลอดภัยกว่าคือกำหนดประเภท event ให้ต่างกันอย่างชัดเจนตามขั้นตอน เช่น ใช้ event name ที่สื่อความหมายต่างกัน (Lead, Qualified, ProposalSent, Purchase) พร้อมevent_id ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้แพลตฟอร์มโฆษณาตีความว่าเป็นสัญญาณความคืบหน้าที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ conversion เดียวกันที่ถูกส่งซ้ำ

ดีลที่หลุดกลางทาง ต้องจัดการยังไงไม่ให้ทำลายความแม่นยำของข้อมูล

ความท้าทายสำคัญของ progressive value update คือดีลจำนวนมากไม่ได้ปิดสำเร็จ บางส่วนหลุดไปกลางทางหลังจากที่เคยส่ง event พร้อมมูลค่าประมาณไปแล้วในขั้นตอนก่อนหน้า ถ้าไม่มีกลไกจัดการเรื่องนี้ ข้อมูลที่ระบบ bidding ได้รับจะเบี่ยงเบนไปในทางที่ดูดีเกินจริง เพราะนับรวมมูลค่าประมาณของดีลที่สุดท้ายไม่เคยปิดสำเร็จเข้าไปด้วย

แนวทางแก้ไขคล้ายกับหลักการของการส่ง adjustment event เมื่อเกิดการคืนเงิน คือเมื่อดีลหลุดหรือถูกยกเลิกกลางทาง ควรส่ง event ปรับมูลค่ากลับเป็นศูนย์หรือทำเครื่องหมายว่าดีลนั้นไม่สำเร็จ เพื่อให้ระบบ bidding ปรับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อมูลที่ดูดีเกินจริงค้างอยู่ในระบบตลอดไป

ทำไมทีมขายต้องเข้าใจและร่วมมือ ไม่ใช่แค่ทีมเทคนิคทำเองฝ่ายเดียว

ความสำเร็จของ progressive value update ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวินัยของทีมขายในการอัปเดตสถานะดีลใน CRM ให้ตรงกับความเป็นจริงอย่างสม่ำเสมอด้วย ถ้าทีมขายลืมอัปเดตสถานะเมื่อดีลเลื่อนขั้นตอน หรืออัปเดตช้ากว่าที่ควร event ที่ backend สร้างขึ้นจาก CRM ก็จะล่าช้าตามไปด้วย ทำให้สัญญาณที่ส่งถึงระบบ bidding ไม่ทันเวลาเหมือนที่ตั้งใจออกแบบไว้ตั้งแต่แรก

การทำให้ทีมขายเห็นความสำคัญของเรื่องนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ควรอธิบายให้ทีมขายเข้าใจว่าการอัปเดตสถานะดีลให้ทันเวลาไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการภายในทีมขายเอง แต่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของงบโฆษณาที่จะพาลีดคุณภาพดีเข้ามาในอนาคตด้วย เมื่อทีมขายเข้าใจความเชื่อมโยงนี้ มักจะให้ความร่วมมือในการรักษาวินัยการอัปเดตข้อมูลได้ดีขึ้นกว่าการขอความร่วมมือแบบไม่มีบริบทอธิบายเหตุผล

แนวทางที่ช่วยให้ทีมขายรักษาวินัยนี้ได้ง่ายขึ้นคือ ลดความยุ่งยากของขั้นตอนอัปเดตสถานะให้เหลือน้อยที่สุด เช่น ทำให้การเลื่อนขั้นตอนดีลใน CRM เป็นการคลิกเดียวหรือลากวางที่ทีมขายทำเป็นประจำอยู่แล้วในงานประจำวัน ไม่ใช่เพิ่มขั้นตอนใหม่ที่ซับซ้อนแยกออกไปจากระบบที่ใช้อยู่ ถ้าการอัปเดตสถานะเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ปกติที่ทีมขายทำอยู่แล้วโดยธรรมชาติ โอกาสที่ backend จะได้รับสัญญาณครบถ้วนและทันเวลาก็จะสูงกว่าการพึ่งพาให้ทีมขายจดจำที่จะทำขั้นตอนเพิ่มเติมแยกต่างหาก

สรุป

วงจรขายที่ยาวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนไม่ควรเป็นเหตุผลให้ระบบโฆษณาต้องรอสัญญาณเดียวตอนจบ การทยอยส่งสัญญาณความคืบหน้าตลอดทางช่วยให้ระบบ bidding เรียนรู้ได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น แม้แต่ละสัญญาณจะเป็นเพียงมูลค่าโดยประมาณก็ตาม

จุดที่มักถูกมองข้ามในการออกแบบแบบนี้คือการจัดการดีลที่หลุดกลางทาง ซึ่งถ้าไม่มีกลไกปรับมูลค่ากลับ ข้อมูลที่ระบบได้รับจะเบี่ยงเบนไปในทางที่ดูดีเกินจริงอย่างต่อเนื่อง การออกแบบที่สมบูรณ์ต้องคิดถึงทั้งสองฝั่งคือความคืบหน้าที่เดินหน้าและความคืบหน้าที่หยุดชะงักไปกลางทาง

  • ธุรกิจ B2B วงจรขายยาว ส่ง event เดียวตอนปิดดีลไม่พอให้ระบบ bidding เรียนรู้ทันเวลา
  • ออกแบบ event ทยอยอัปเดตมูลค่าตามขั้นตอนของดีล พร้อมกำหนดมูลค่าประมาณจากอัตราการปิดดีลจริงของแต่ละขั้น
  • ดีลที่หลุดกลางทางต้องส่ง event ปรับมูลค่ากลับ ไม่งั้นข้อมูลจะเบี่ยงเบนดูดีเกินจริงตลอดไป

คำถามที่พบบ่อย

progressive value update เหมาะกับธุรกิจแบบไหนมากที่สุด

เหมาะกับธุรกิจที่วงจรขายยาว มีขั้นตอนชัดเจนในระบบ CRM และมีข้อมูลอัตราการปิดดีลของแต่ละขั้นตอนพอที่จะประมาณมูลค่าได้อย่างสมเหตุสมผล เช่น ธุรกิจ B2B software หรือบริการที่ต้องผ่านการเสนอราคาและเจรจาหลายรอบ ธุรกิจที่วงจรขายสั้นอาจไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางนี้

ถ้าประมาณมูลค่าผิดพลาดในแต่ละขั้นตอน จะกระทบระบบ bidding มากแค่ไหน

ความผิดพลาดในการประมาณมูลค่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด แต่ผลกระทบมักน้อยกว่าการไม่มีสัญญาณกลางทางเลย เพราะระบบ bidding ยังได้เรียนรู้จากรูปแบบของลีดที่ผ่านแต่ละขั้นตอน แม้มูลค่าจะไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรทบทวนและปรับตัวเลขประมาณเป็นระยะตามข้อมูลจริงที่สะสมมากขึ้น

ต้องส่ง event ทุกขั้นตอนของ CRM หรือเลือกส่งเฉพาะขั้นสำคัญได้ไหม

ไม่จำเป็นต้องส่งทุกขั้นตอนย่อยของ CRM ควรเลือกขั้นตอนที่มีนัยสำคัญต่อความน่าจะเป็นในการปิดดีลจริง ๆ เพื่อไม่ให้ส่ง event บ่อยเกินจำเป็นจนสร้าง noise ให้ระบบ bidding โดยทั่วไปสามส่งสี่ขั้นตอนหลักมักเพียงพอสำหรับให้เห็นความคืบหน้าที่มีความหมาย

ดีลที่หลุดกลางทางแล้วไม่ส่ง event ปรับมูลค่ากลับ จะเกิดปัญหาอะไร

ถ้าไม่ส่ง event ปรับมูลค่ากลับเมื่อดีลหลุด ระบบ bidding จะยังคงเห็นมูลค่าประมาณของดีลนั้นค้างอยู่ในข้อมูลตลอดไป ทำให้ภาพรวมของประสิทธิภาพโฆษณาดูดีเกินจริง และอาจนำไปสู่การเสนอราคาที่สูงเกินความเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จริง ๆ แล้วมีอัตราการปิดดีลต่ำกว่าที่ระบบเข้าใจ

การออกแบบนี้ต้องเชื่อมกับ CRM โดยตรงไหม หรือทำผ่านการอัปเดตข้อมูลด้วยมือได้

ในทางปฏิบัติควรเชื่อมกับ CRM โดยตรงผ่าน webhook หรือ API เพื่อให้ event ถูกส่งอัตโนมัติเมื่อดีลเปลี่ยนสถานะ การอัปเดตด้วยมือมีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดหรือล่าช้า ซึ่งขัดกับเป้าหมายหลักของแนวทางนี้ที่ต้องการให้สัญญาณส่งถึงระบบ bidding อย่างต่อเนื่องและทันเวลา

ถ้าไม่มีข้อมูลอัตราการปิดดีลของแต่ละขั้นตอนมาก่อนเลย จะเริ่มต้นยังไง

อาจเริ่มจากตัวเลขประมาณการคร่าว ๆ ตามความเข้าใจของทีมขายก่อน แล้วปรับปรุงให้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสะสมข้อมูลจริงมากพอ สิ่งสำคัญคือเริ่มเก็บข้อมูลอัตราการปิดดีลของแต่ละขั้นตอนตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้แนวทางนี้ เพื่อให้มีฐานข้อมูลสำหรับปรับปรุงความแม่นยำในอนาคต

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้าคลินิกความงามกลับมาซื้อซ้ำหลังหกเดือน จะให้เครดิตแอดครั้งแรกหรือครั้งที่พาเขากลับมาซื้อซ้ำ

ลูกค้าคลินิกความงามกลับมาซื้อซ้ำหลังหกเดือน จะให้เครดิตแอดครั้งแรกหรือครั้งที่พาเขากลับมาซื้อซ้ำ

แอดตัวแรกทำให้ลูกค้ารู้จักคลินิก แต่แอดรีทาร์เก็ตอีกหกเดือนต่อมาต่างหากที่พาเขากลับมาซื้อคอร์สรอบสอง คำถามคือใครควรได้เครดิตยอดขายก้อนที่สอง เคสที่ทำให้ต้องคิดเรื่อง attribution ข้ามรอบการซื้อ
ธุรกิจแฟรนไชส์ 5 สาขา ลูกค้าเห็นแอดสาขา A แต่ทักไลน์สาขา B จะแบ่งเครดิตข้ามสาขายังไง

ธุรกิจแฟรนไชส์ 5 สาขา ลูกค้าเห็นแอดสาขา A แต่ทักไลน์สาขา B จะแบ่งเครดิตข้ามสาขายังไง

แฟรนไชส์แต่ละสาขายิงแอดของตัวเอง แต่ลูกค้าไม่สนใจเขตแดนสาขา เห็นแอดสาขาหนึ่งแล้วไปทักไลน์อีกสาขาเพราะใกล้บ้านกว่า ปัญหาที่ทำให้เจ้าของแฟรนไชส์ต้องคิดเรื่องแบ่งเครดิตข้ามสาขาให้เป็นระบบ
เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ ยอดปิดยังน้อยจนโมเดล attribution แบบถ่วงน้ำหนักซับซ้อนใช้ไม่ได้ ควรเริ่มจากอะไรก่อน

เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ ยอดปิดยังน้อยจนโมเดล attribution แบบถ่วงน้ำหนักซับซ้อนใช้ไม่ได้ ควรเริ่มจากอะไรก่อน

สินค้าที่เพิ่งเปิดตัวมักมียอดปิดออเดอร์น้อยเกินกว่าจะใช้โมเดล attribution แบบถ่วงน้ำหนักที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก บทความนี้แนะนำว่าช่วง cold-start ควรเริ่มจากโมเดลแบบไหนก่อนแล้วค่อยขยับไปแบบซับซ้อนทีหลัง