ธุรกิจขนาดไหนต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล และถ้ายังไม่มีควรทำอะไรก่อน
สรุปสั้น ๆ
มาตรา 41 กำหนดให้ต้องตั้ง DPO เมื่อเข้าข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อ คือเป็นหน่วยงานรัฐ ต้องตรวจสอบข้อมูลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอเพราะมีข้อมูลจำนวนมาก หรือกิจกรรมหลักคือการจัดการข้อมูลอ่อนไหว จำนวนพนักงานไม่ใช่ตัวตัดสินโดยตรง คลินิกเล็กที่เก็บประวัติสุขภาพเป็นงานหลักจึงอาจเข้าเกณฑ์ ขณะที่ร้านออนไลน์ใหญ่ที่ไม่มีข้อมูลอ่อนไหวอาจไม่เข้า
คลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งมีพนักงาน 14 คน (สมมติ) เก็บแชท LINE ของลูกค้าราว 9,000 ราย ในนั้นมีรูปผิวหน้า ประวัติแพ้ยา และบางรายแจ้งว่ากำลังตั้งครรภ์ เจ้าของถามที่ปรึกษาสองคนว่าต้องมี DPO ไหม คนแรกตอบว่าไม่ต้อง เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก คนที่สองตอบว่าต้อง เพราะเป็นข้อมูลสุขภาพ
สองคำตอบนี้ต่างกันตรงที่คนแรกใช้ขนาดบริษัทเป็นตัวตัดสิน ส่วนคนที่สองใช้ลักษณะข้อมูล และตัวบทกฎหมายใกล้เคียงกับคนที่สองมากกว่า คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ ‘บริษัทเราใหญ่พอไหม’ แต่คือ ‘เรามีข้อมูลแบบไหน และการเก็บมันเป็นงานหลักของเราหรือเปล่า’ ซึ่งตอบได้ภายในหนึ่งบ่ายถ้าเริ่มจากจุดที่ถูก
เกณฑ์ตามมาตรา 41 มีสามข้อ และไม่มีข้อไหนพูดถึงจำนวนพนักงาน
ผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลต้องตั้ง DPO เมื่อเข้าอย่างน้อยหนึ่งข้อ ข้อสามคือข้อที่ธุรกิจบนแชท LINE ขนาดเล็กชนบ่อยที่สุด
- เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามที่คณะกรรมการประกาศ ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ SME โดยทั่วไป
- ต้องตรวจสอบข้อมูลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ เพราะมีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากตามที่คณะกรรมการกำหนด ประกาศของคณะกรรมการเป็นตัวกำหนดว่า ‘จำนวนมาก’ คือเท่าไร และมีการอ้างถึงระดับหลักแสนรายกันบ่อย ตรวจตัวเลขจากฉบับจริงของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อนใช้ตัดสินใจ
- กิจกรรมหลักคือการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 เช่น ข้อมูลสุขภาพ ศาสนา พันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ ประวัติอาชญากรรม
ธุรกิจบนแชท LINE แบบไหนเข้าข่ายข้อไหน
ตารางนี้เป็นการอ่านของผมต่อโจทย์สมมติ ไม่ใช่คำตัดสิน ข้อเท็จจริงจริงของแต่ละกิจการต้องให้ที่ปรึกษากฎหมายยืนยัน
ความสับสนที่ผมเจอบ่อยมาจากประกาศที่ยกเว้นกิจการขนาดเล็กจากหน้าที่บันทึกรายการประมวลผลตามมาตรา 39 คนจำต่อกันว่า SME ได้รับยกเว้นทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ ประกาศนั้นยกเว้นหน้าที่เดียว ไม่ได้พูดถึง DPO และเงื่อนไขยกเว้นมักตัดกิจการที่ประมวลผลข้อมูลอ่อนไหวออก ให้ตรวจตัวประกาศฉบับจริงอีกรอบ
| ธุรกิจ | ข้อมูลที่เก็บในแชท | ข้อที่เสี่ยงเข้าเกณฑ์ | ท่าทีที่ผมแนะนำ |
|---|---|---|---|
| คลินิกความงามหรือทันตกรรม | รูปผิว ประวัติแพ้ยา การตั้งครรภ์ | ข้อ 3 ข้อมูลสุขภาพเป็นงานหลัก | ประเมินจริงจัง มีแนวโน้มต้องตั้ง |
| ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ 5,000 แชท | ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร สลิปโอน | ไม่เข้าข้อ 3 ส่วนข้อ 2 ขึ้นกับว่าจำนวนมากเท่าไร | ยังไม่ต้องตั้ง แต่บันทึกเหตุผลที่ประเมินไว้ |
| สถาบันกวดวิชา | ชื่อนักเรียน ผู้ปกครอง เกรด | โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อมูลอ่อนไหว | ไม่ต้องตั้ง ถ้าไม่มีข้อมูลที่เข้ามาตรา 26 |
| เอเจนซี่ถือข้อมูลลูกค้าหลายแบรนด์รวมกัน | ข้อมูลลูกค้าปลายทางหลายแสนราย | ข้อ 2 ในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูล | ต้องตรวจเกณฑ์ เพราะมาตรา 41 ใช้กับผู้ประมวลผลด้วย |
DPO ทำอะไร และใครไม่ควรรับตำแหน่งนี้
หน้าที่ตามมาตรา 42 คือให้คำแนะนำ ตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ประสานงานกับสำนักงาน และรักษาความลับ ธุรกิจต้องให้เครื่องมือและข้อมูลที่จำเป็น ห้ามให้ DPO พ้นตำแหน่งเพราะทำหน้าที่ตามกฎหมาย และ DPO รายงานตรงต่อผู้บริหารสูงสุด ตำแหน่งนี้จ้างภายนอกก็ได้
ปัญหาที่เจอบ่อยในธุรกิจเล็กคือเอาคนที่ตัดสินใจเรื่องข้อมูลอยู่แล้วมารับตำแหน่ง เช่นหัวหน้าฝ่ายการตลาดที่เป็นคนเลือกว่าจะส่งอะไรเข้า pixel หรือเจ้าของเองที่สั่งให้เก็บข้อมูลทุกอย่าง ตำแหน่งนี้ต้องตรวจสอบสิ่งที่คนทำ ถ้าคนทำกับคนตรวจเป็นคนเดียวกันก็เท่ากับไม่มีใครตรวจ ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้คนนอกสายงานการตลาด หรือจ้างบริการภายนอกรายเดือน
ถ้ายังไม่มี DPO ลำดับงานแรกที่ควรทำ
- ทำบัญชีข้อมูล ไล่ว่าแชท LINE สลิป ฟอร์ม และไฟล์ลูกค้ามีข้อมูลอะไรบ้าง เก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันสำหรับร้านเล็ก
- เขียนผลประเมินว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ตอบสามข้อด้านบนพร้อมเหตุผลหนึ่งย่อหน้า วันที่ และชื่อผู้ประเมิน เอกสารนี้คือหลักฐานว่าคุณคิดแล้ว ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน เช่นเริ่มรับข้อมูลสุขภาพ ให้ประเมินซ้ำ
- กำหนดผู้ประสานงานเรื่องข้อมูลภายใน ไม่ว่าจะต้องมี DPO หรือไม่ ควรมีคนที่รับคำขอใช้สิทธิจากลูกค้าและตามเรื่อง ใช้ชื่อตำแหน่งว่าผู้ประสานงานก่อน จนกว่าจะตั้ง DPO ตามเงื่อนไขกฎหมาย เพราะชื่อ DPO มีหน้าที่ติดมาด้วย
- เปิดช่องทางรับคำขอใช้สิทธิ ลูกค้ามีสิทธิขอเข้าถึง ขอสำเนา ขอลบ ขอคัดค้านข้อมูลของตน ผู้ควบคุมข้อมูลต้องดำเนินการตามคำขอเข้าถึงภายใน 30 วัน (มาตรา 30) ทำแบบฟอร์มหน้าเดียวและกำหนดว่าใครตอบ
- ซ้อมแผนเมื่อข้อมูลรั่ว หากมีเหตุละเมิดที่เสี่ยงต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล ต้องแจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่รู้เหตุ (มาตรา 37) เตรียมรายชื่อคนที่ต้องโทรหาและเอกสารที่ต้องใช้ ดู แผนรับมือข้อมูลรั่ว
ต้นทุนของการรอ ที่ไม่ต้องใช้คำขู่
ทุกเดือนที่ผ่านไป ประวัติแชทที่มีข้อมูลสุขภาพก็เพิ่มขึ้น การตั้งนโยบายเก็บและลบทีหลังยากกว่าการตั้งตอนมีข้อมูลหลักร้อยราย ลองเริ่มจากการกำหนดอายุเก็บแชทใน เก็บข้อมูลแชทนานแค่ไหนสำหรับร้านบน LINE เพราะข้อมูลที่ลบไปแล้วคือข้อมูลที่ไม่ต้องดูแลต่อ
ส่วนเรื่องการบังคับใช้ คุณไม่ต้องเดาว่าเมื่อไรจะถูกตรวจ ให้ถามว่าถ้าลูกค้าส่งคำขอลบข้อมูลมาพรุ่งนี้ ใครตอบ ตอบได้ภายในกี่วัน ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็ได้เวลาอ่าน การเตรียมตัวรับการบังคับใช้ PDPA ก่อนจะคุยเรื่องใครเป็น DPO
สรุป
ลำดับที่ผมแนะนำคือทำบัญชีข้อมูลก่อน แล้วค่อยประเมินเกณฑ์ ไม่ใช่กลับกัน เพราะคำตอบของ ‘ต้องมี DPO ไหม’ ซ่อนอยู่ในบัญชีข้อมูล ธุรกิจที่เก็บข้อมูลสุขภาพบนแชทควรเริ่มคุยกับที่ปรึกษากฎหมายเร็วกว่าธุรกิจอื่น
ถ้าผลประเมินบอกว่าต้องตั้ง การจ้างภายนอกตามสัญญารายเดือนเป็นทางเริ่มเร็วที่สุด ถ้าผลบอกว่ายังไม่ต้อง เอกสารผลประเมินหนึ่งหน้าคือสิ่งขั้นต่ำที่ควรมี และต้องกลับมาประเมินใหม่เมื่อชนิดข้อมูลหรือจำนวนเปลี่ยน
- เกณฑ์ DPO ดูที่ลักษณะข้อมูลและกิจกรรมหลัก ไม่ได้ดูจำนวนพนักงาน
- ธุรกิจที่แชทมีข้อมูลสุขภาพ ควรประเมินว่าเข้าข้อ 3 ก่อนอย่างอื่น
- ผู้ตัดสินใจเรื่องข้อมูลไม่ควรเป็นคนเดียวกับ DPO
- ยังไม่ตั้งก็ต้องมีบัญชีข้อมูล ผลประเมินเป็นลายลักษณ์อักษร ช่องทางรับคำขอใช้สิทธิ และแผนรับเหตุรั่ว
คำถามที่พบบ่อย
DPO ต้องมีวุฒิหรือใบรับรองเฉพาะไหม
กฎหมายไม่ได้กำหนดวุฒิตายตัว แต่ต้องมีความรู้พอจะให้คำแนะนำเรื่องกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านข้อมูลส่วนบุคคลได้จริง และมีเวลาทำหน้าที่ ถ้าเลือกคนในองค์กร ให้เช็กเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย
จ้างบริษัทภายนอกเป็น DPO ได้ไหม
ได้ กฎหมายเปิดให้ DPO เป็นพนักงานหรือผู้รับจ้างตามสัญญา ข้อควรระวังคือเขาต้องเข้าถึงข้อมูลและผู้บริหารได้จริง ไม่ใช่ลงชื่ออย่างเดียว
ถ้าไม่เข้าเกณฑ์แต่อยากตั้งไว้เอง ทำได้ไหม
ทำได้ แต่เมื่อตั้งแล้วควรปฏิบัติต่อตำแหน่งนี้ตามเงื่อนไขเดียวกัน เช่นรายงานตรงต่อผู้บริหารและไม่ให้ออกเพราะทำหน้าที่ มิฉะนั้นให้ใช้ชื่อผู้ประสานงานด้านข้อมูลส่วนบุคคลแทน
เอเจนซี่โฆษณาที่ยิงแอดแทนลูกค้าหลายราย ต้องมี DPO ไหม
มาตรา 41 ใช้กับผู้ประมวลผลข้อมูลด้วย ถ้ากิจกรรมของเอเจนซี่เข้าข้อ 2 หรือข้อ 3 ก็ต้องตั้ง การถือข้อมูลลูกค้าปลายทางจำนวนมากของหลายแบรนด์ไว้ที่เดียวทำให้ควรประเมินอย่างจริงจัง
ต้องแจ้งใครบ้างเมื่อตั้ง DPO
ต้องแจ้งข้อมูลและช่องทางติดต่อของ DPO ให้เจ้าของข้อมูลและสำนักงานทราบ ลูกค้าควรเห็นช่องทางนี้ในประกาศความเป็นส่วนตัว ตรวจรายละเอียดวิธีแจ้งกับประกาศล่าสุดของสำนักงาน
ไม่ตั้ง DPO ทั้งที่เข้าเกณฑ์ มีโทษอะไร
มีโทษปรับทางปกครอง ระดับที่อ้างถึงกันคือไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ตรวจมาตราในหมวดบทกำหนดโทษกับฉบับจริงก่อนอ้างอิง
อ่านต่อแบบเจาะลึก
วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว
องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน
ติดต่อทีม Sales