โมเดลแบ่งเครดิตแบบ Markov กับ Shapley ต่างกันยังไงในภาษาคนทำแอด
สรุปสั้น ๆ
Shapley แบ่งเครดิตโดยเฉลี่ยส่วนที่แต่ละช่องทางเพิ่มให้ผลรวมในทุกลำดับที่เข้าร่วม ส่วน Markov ตัดช่องทางหนึ่งออกจากแผนผังเส้นทางแล้วดูว่าโอกาสซื้อโดยรวมลดลงเท่าไร ในตัวอย่างสมมติ 45 ราย ทั้งสองวิธีให้ Meta ประมาณ 20 และ Google ประมาณ 25 ขณะที่ last-touch ให้ 10 กับ 35 และ first-touch ให้ 30 กับ 15
ลูกค้าส่งภาพรายงานมาถามผมว่า last-click ให้ Google 35 ราย Meta 10 ราย แต่หน้าจอของแพลตฟอร์มที่เขาเปิดเห็นเขียนว่าใช้โมเดลแบบอัลกอริทึมและแบ่งเป็น 20 กับ 25 ‘มันคิดจากอะไร’ เป็นคำถามที่ควรได้คำตอบ ไม่ควรได้คำว่า ‘ระบบคำนวณให้’
สองวิธีที่คนพูดถึงบ่อยคือ Shapley กับ Markov ทั้งคู่เป็นคณิตศาสตร์ที่อธิบายได้ด้วยตารางเล็ก ๆ ผมจึงใช้ข้อมูลสมมติ 120 เส้นทางลูกค้าชุดเดียว แล้วคิดเลขให้ดูทีละขั้น
ข้อมูลตัวอย่าง 120 เส้นทางที่ใช้ตลอดบทความนี้
ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อสอนวิธีคิด ไม่ได้มาจากธุรกิจจริง ลูกค้า 120 รายเห็นโฆษณา แบ่งเป็นสามแบบตามช่องทางที่เจอ ซื้อรวม 45 ราย
ถ้าใช้กฎง่าย ๆ ผลต่างกันมาก first-touch ให้เครดิตช่องทางแรกของทุกเส้นทาง Meta ได้ 10 บวก 20 เท่ากับ 30 ราย Google ได้ 15 ราย ส่วน last-touch ให้เครดิตช่องทางสุดท้าย Meta ได้ 10 ราย Google ได้ 15 บวก 20 เท่ากับ 35 ราย ดูความต่างของสองกฎนี้ใน first-click กับ last-click
| เส้นทางที่เจอ | จำนวนคน | ซื้อ |
|---|---|---|
| Meta อย่างเดียว | 40 | 10 |
| Google อย่างเดียว | 40 | 15 |
| Meta แล้วตามด้วย Google | 40 | 20 |
| รวม | 120 | 45 |
Shapley ถามว่าช่องทางหนึ่งเพิ่มผลเท่าไรเมื่อเข้ามาร่วมทีม
แนวคิดมาจากทฤษฎีเกม แบ่งผลงานของทีมให้สมาชิกอย่างยุติธรรมโดยดูว่าแต่ละคนเพิ่มผลเท่าไรเมื่อเข้าร่วม แล้วเฉลี่ยทุกลำดับการเข้าร่วม ในงานโฆษณา ผมใช้เวอร์ชันง่ายที่นับเฉพาะเส้นทางที่ช่องทางทั้งหมดอยู่ในกลุ่มนั้น
- มูลค่าของแต่ละกลุ่ม Meta อย่างเดียวได้ 10 ซื้อ Google อย่างเดียวได้ 15 ซื้อ สองช่องทางรวมกันได้ 45 ซื้อ
- Meta เข้าก่อน เพิ่ม 10 ซื้อ Meta เข้าหลัง Google เพิ่ม 45 ลบ 15 เท่ากับ 30 ซื้อ เฉลี่ยสองลำดับได้ 20
- Google เข้าก่อน เพิ่ม 15 ซื้อ Google เข้าหลัง Meta เพิ่ม 45 ลบ 10 เท่ากับ 35 ซื้อ เฉลี่ยได้ 25
- ผลรวม 20 บวก 25 เท่ากับ 45 พอดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ Shapley ว่าเครดิตทั้งหมดถูกแจกครบไม่มีส่วนเกิน
Markov ถามว่าถ้าตัดช่องทางนี้ออก โอกาสซื้อหายไปเท่าไร
วิธีนี้มองเส้นทางเป็นการเดินระหว่างสถานะ จากจุดเริ่มไปยัง Meta หรือ Google แล้วจบที่ซื้อหรือไม่ซื้อ โดยแต่ละก้าวมีความน่าจะเป็น จากข้อมูลตัวอย่าง โอกาสซื้อโดยรวมคือ 45 ใน 120 เท่ากับ 0.375
ขั้น removal effect คือเอาช่องทางหนึ่งออก ทุกเส้นทางที่ผ่านช่องทางนั้นถือว่าไม่ซื้อ แล้วคิดโอกาสซื้อโดยรวมใหม่ ถ้าตัด Meta เหลือ 0.146 ลดลง 61 เปอร์เซ็นต์ ถ้าตัด Google เหลือ 0.083 ลดลง 78 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นปรับให้ผลรวมเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ Meta ได้ 44 Google ได้ 56 คูณกับ 45 ซื้อได้ 19.8 กับ 25.2
สี่วิธีบนข้อมูลชุดเดียวกัน
ในตัวอย่างเล็กนี้ Shapley กับ Markov ให้คำตอบเกือบเท่ากัน เพราะมีแค่สองช่องทางและลำดับยังไม่ค่อยมีผล ที่น่าสนใจคือสองกฎง่ายต่างจากสองโมเดลมาก first-touch ให้ Meta เกือบสองเท่าของ Google ส่วน last-touch ให้ Google เกือบสามเท่าของ Meta
| วิธี | Meta | |
|---|---|---|
| first-touch | 30 | 15 |
| last-touch | 10 | 35 |
| Shapley (แบบง่าย) | 20 | 25 |
| Markov (removal effect) | 19.8 | 25.2 |
สองวิธีนี้ต่างกันตรงไหนเมื่อข้อมูลจริงใหญ่ขึ้น
- ลำดับ Shapley แบบง่ายดูแค่ว่าช่องทางไหนอยู่ในเส้นทาง ไม่สนว่าใครมาก่อน Markov แบบอันดับหนึ่งดูแค่ขั้นก่อนหน้าขั้นเดียว ในตัวอย่าง โอกาสซื้อของ Google ถูกเฉลี่ยเป็น 0.4375 ไม่ว่า Meta จะมาก่อนหรือไม่ จึงมองลำดับยาว ๆ ไม่ได้
- จำนวนช่องทาง Shapley ต้องคิดทุกกลุ่มย่อย จำนวนกลุ่มเพิ่มเป็นสองยกกำลังจำนวนช่องทาง หลายสิบช่องต้องประมาณ ส่วน Markov คิดจากตารางการเปลี่ยนสถานะ ขยายง่ายกว่า
- ข้อมูลน้อย ทั้งสองแกว่งเมื่อเส้นทางบางแบบมีไม่กี่ราย ลองรันซ้ำบนข้อมูลสุ่มครึ่งหนึ่ง ถ้าเครดิตเปลี่ยนมากแสดงว่าข้อมูลยังไม่พอ
- ความโปร่งใส ทั้งสองอธิบายได้ด้วยตารางด้านบน ต่างจากโมเดล data-driven ของแพลตฟอร์มที่เห็นแค่ผลลัพธ์ ดูพื้นฐานใน data-driven attribution และตัวเลขเทียบกับ last-click ใน คณิตของ last-click กับ data-driven
ข้อมูลจาก LINE ใช้กับโมเดลพวกนี้ได้แค่ไหน และควรเริ่มเมื่อไร
ธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชทมักมีเส้นทางสั้น คือแอดหนึ่งตัวแล้วเข้าแชทแล้วซื้อ โมเดลเหล่านี้จึงยุบเป็นกฎง่าย ๆ ประโยชน์จะเกิดเมื่อมีจุดสัมผัสหลายจุดต่อคน เช่น แอดสองแพลตฟอร์ม บวกข้อความออกอากาศ บวกการตามต่อในแชท ซึ่งต้องมีข้อมูลระดับรายบุคคลและยอดซื้อจริง
เครดิตที่โมเดลคำนวณคือการแบ่งผลที่เกิดแล้ว ไม่ได้บอกว่าถ้าเพิ่มงบช่องทางนั้นยอดจะเพิ่มเท่านั้น คำถามนั้นต้องใช้ holdout test ดูเหตุผลที่สองเรื่องนี้แยกกันใน attribution กับ incrementality กฎมือของผมคือถ้ายังมียอดซื้อที่มีหลายจุดสัมผัสไม่ถึงหลักร้อยต่อเดือน ใช้ last-touch คู่ first-touch เทียบกันไปก่อน
สรุป
ถ้าต้องเลือกวิธีอธิบายให้เจ้าของธุรกิจฟัง ผมเริ่มจาก Shapley เพราะแสดงเป็นตารางสิบบรรทัดได้ และผลรวมเครดิตตรงกับยอดซื้อพอดี Markov น่าใช้เมื่อมีหลายช่องทางและมีเครื่องมือคำนวณอยู่แล้ว
ไม่ว่าเลือกวิธีไหน ให้ตั้งกติกาไว้ก่อนดูผล และอย่าเทงบตามเปอร์เซ็นต์เครดิตโดยไม่ทดสอบ
- ข้อมูลชุดเดียวกัน ให้ผลต่างกันมากระหว่างกฎง่ายกับโมเดล แต่ Shapley กับ Markov ใกล้กัน
- Shapley ถามว่าเพิ่มผลเท่าไรเมื่อเข้าทีม Markov ถามว่าตัดออกแล้วโอกาสซื้อหายเท่าไร
- Markov อันดับหนึ่งมองเห็นแค่ขั้นก่อนหน้าขั้นเดียว Shapley แบบง่ายไม่มองลำดับเลย
- ธุรกิจแชทที่เส้นทางสั้นได้ประโยชน์น้อย รอให้มีหลายจุดสัมผัสต่อคนก่อน
- เครดิตไม่ใช่ผลตอบแทนของงบ ต้องทดสอบด้วย holdout ก่อนย้ายงบ
คำถามที่พบบ่อย
data-driven attribution ของ Google ใช้ Shapley หรือ Markov
สูตรไม่ได้เปิดเผยครบ คำอธิบายสาธารณะบอกเพียงว่าใช้ข้อมูลเปรียบเทียบเส้นทางที่ซื้อกับไม่ซื้อ ผมจึงไม่ยืนยันว่าตรงกับสองแบบนี้ ใช้ตัวอย่างในบทความเพื่อเข้าใจวิธีคิด ไม่ใช่เพื่อเดาสูตรของแพลตฟอร์ม
ต้องมีข้อมูลเท่าไรถึงใช้ได้
ไม่มีเลขตายตัว ลองรันซ้ำบนข้อมูลสุ่มสองชุด ถ้าเครดิตของแต่ละช่องทางเปลี่ยนมากแสดงว่าข้อมูลยังน้อย เส้นทางที่มีหลายจุดสัมผัสควรมีจำนวนพอจะไม่เปลี่ยนตามการสุ่ม
คำนวณเองใน Google Sheets ได้ไหม
Shapley สำหรับสองถึงสามช่องทางทำด้วยมือหรือชีตได้ เหมือนตัวอย่างข้างบน ส่วน Markov มักใช้ Python หรือ R มีแพ็กเกจ R ชื่อ ChannelAttribution ที่ทำเรื่องนี้ ตรวจเอกสารล่าสุดก่อนใช้
ผลบอกว่า Meta ได้ 44 เปอร์เซ็นต์ ควรแบ่งงบ 44 เปอร์เซ็นต์ให้ Meta ไหม
ไม่ควรเอาไปแบ่งงบตรง ๆ เครดิตคือการแบ่งผลที่เกิดแล้ว ไม่ใช่ผลตอบแทนของงบที่เพิ่มเข้าไป ใช้เป็นสมมติฐานแล้วทดสอบด้วย holdout หรือขยับงบทีละน้อย
ต่างจาก position-based อย่างไร
Position-based ตั้งน้ำหนักล่วงหน้าเอง เช่น 40 20 40 ตามตำแหน่ง ส่วน Shapley และ Markov ได้น้ำหนักจากข้อมูลเส้นทางที่ซื้อและไม่ซื้อ จึงเปลี่ยนตามพฤติกรรมลูกค้าจริง
อ่านต่อแบบเจาะลึก
วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว
องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน
ติดต่อทีม Sales