← กลับไปหน้าบทความ
ส่ง Conversion กลับ

ลูกค้าคนหนึ่งเจอแอด 4 จุดก่อนทักไลน์ แล้วใครควรได้เครดิตยอดขายบ้าง

ทีมบรรณาธิการ linli11 ก.ค. 11:15อัปเดต 11 ก.ค. 11:15อ่าน 1 นาที
ลูกค้าคนหนึ่งเจอแอด 4 จุดก่อนทักไลน์ แล้วใครควรได้เครดิตยอดขายบ้าง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การนับเครดิตยอดขายแบบ last-click ให้ผลง่ายแต่บิดเบือน เพราะยกความดีความชอบทั้งหมดให้จุดสัมผัสสุดท้ายจุดเดียว โมเดล data-driven กระจายน้ำหนักตามบทบาทจริงของแต่ละจุดสัมผัส ทำให้เห็นภาพที่ตรงกับความจริงมากกว่าว่าช่องทางไหนควรได้งบเพิ่ม

ลองไล่เส้นทางของลูกค้าคนหนึ่งของร้าน ‘WoodNest เฟอร์นิเจอร์ไม้’ ดู วันจันทร์เขาเห็นโพสต์รีวิวเฟอร์นิเจอร์บน Facebook แล้วเลื่อนผ่านไป วันพุธเห็นสตอรี่ IG ของร้านอีกรอบแล้วกดดูสินค้า วันศุกร์เสิร์จหาชื่อร้านใน Google แล้วคลิกเข้าเว็บ และวันเสาร์เห็นแอด LINE ที่มีปุ่ม ‘ทักเลย’ แล้วกดทักจนปิดการขายได้

ถ้าใช้โมเดล last-click แบบดั้งเดิม เครดิตยอดขายทั้งหมดจะตกเป็นของแอด LINE วันเสาร์ 100% ทั้งที่ Facebook, IG และ Google ต่างก็มีส่วนปูทางให้ลูกค้าคนนี้เดินทางมาถึงจุดตัดสินใจ การให้เครดิตแบบนี้ทำให้ทีมสรุปผิดว่า ‘ต้องเทงบ LINE เพิ่ม’ ทั้งที่ถ้าตัดสามช่องทางแรกทิ้ง ลูกค้าคนนี้อาจไม่รู้จักร้านเลยด้วยซ้ำ

บทความนี้จะคำนวณตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นตัวเลขจริงว่า last-click กับ data-driven ให้ผลต่างกันแค่ไหน และทำไมความต่างนี้ถึงสำคัญกับการตัดสินใจจัดงบโฆษณา

Last-click คำนวณยังไง และพังตรงไหน

หลักการของ last-click ง่ายมาก: ดูว่าจุดสัมผัสสุดท้ายก่อนปิดการขายคือช่องทางไหน แล้วยกเครดิต 100% ให้ช่องทางนั้น จุดสัมผัสอื่นๆ ก่อนหน้าได้เครดิต 0% ทั้งหมด

จุดที่พังคือมันมองข้ามว่าจุดสัมผัสแรกๆ มักทำหน้าที่ ‘สร้างการรับรู้’ ซึ่งจำเป็นต่อการขายไม่แพ้จุดสุดท้าย ถ้าไม่มี Facebook โพสต์แรก ลูกค้าอาจไม่เคยรู้จักร้านนี้เลยด้วยซ้ำ การให้เครดิต 0% กับจุดที่ทำหน้าที่นี้จึงบิดเบือนภาพรวมอย่างมาก

Data-driven กระจายน้ำหนักตามบทบาทจริงยังไง

แทนที่จะให้เครดิตทั้งหมดกับจุดเดียว โมเดล data-driven จะดูจากข้อมูลจริงว่าเส้นทางแบบไหนที่มีจุดสัมผัสนี้อยู่ด้วย แล้วมีโอกาสปิดการขายมากกว่าเส้นทางที่ไม่มีจุดสัมผัสนี้แค่ไหน ยิ่งจุดสัมผัสไหนทำให้โอกาสปิดเพิ่มขึ้นมาก ยิ่งได้น้ำหนักเยอะ

พูดง่ายๆ คือมันถามว่า ‘ถ้าตัดจุดสัมผัสนี้ออกไป ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน’ แล้วให้เครดิตตามสัดส่วนของผลกระทบนั้น ไม่ใช่ตามลำดับก่อน-หลังเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างคำนวณเปรียบเทียบสองโมเดล

จุดสัมผัสเครดิตแบบ Last-clickเครดิตแบบ Data-driven (ตัวอย่าง)
Facebook โพสต์รีวิว0%30%
IG สตอรี่0%15%
Google Search0%20%
แอด LINE (จุดสุดท้าย)100%35%

ความต่างนี้ส่งผลกับการจัดงบยังไง

ถ้าเชื่อตัวเลข last-click ทีมอาจตัดสินใจเทงบ LINE เพิ่มแล้วลดงบ Facebook กับ Google ลง เพราะดูเหมือนสองช่องทางนั้น ‘ไม่สร้างยอดเลย’ แต่พอดูตัวเลข data-driven จะเห็นว่า Facebook มีบทบาทสร้างการรับรู้ตั้งต้นถึง 30% ซึ่งถ้าตัดทิ้งไป ยอดขายรวมอาจลดลงมากกว่าที่คิด

การกระจายน้ำหนักที่สมเหตุสมผลกว่าไม่ได้แปลว่าต้องเลิกดู last-click ไปเลย last-click ยังมีประโยชน์ในการดูว่าจุดไหนเป็น ‘จุดปิดการขาย’ ที่ต้องดูแลให้ลื่นไหล แต่ไม่ควรใช้ตัดสินว่าจุดไหน ‘มีค่ากับธุรกิจ’ ทั้งหมด

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจขนาดเล็กควรทำยังไง

  • ถ้าไม่มีระบบคำนวณ data-driven อัตโนมัติ อย่างน้อยให้ถามลูกค้าในแชทว่า ‘รู้จักร้านเรามาจากไหนก่อนหน้านี้’ เพื่อเก็บข้อมูลเส้นทางแบบหยาบๆ ไว้ประกอบการตัดสินใจ
  • อย่าตัดงบช่องทางที่ conversion ดูต่ำ ก่อนเช็กว่ามันอาจทำหน้าที่ปูทางให้ช่องทางอื่นปิดการขายได้ง่ายขึ้นหรือไม่
  • ถ้างบจำกัดจนต้องเลือก ให้เก็บช่องทางที่ปรากฏบ่อยในเส้นทางของลูกค้าที่ปิดการขายได้จริง มากกว่าช่องทางที่แค่เป็นจุดสุดท้ายบ่อยๆ

สรุป

การให้เครดิตยอดขายทั้งหมดกับจุดสัมผัสสุดท้ายเป็นวิธีที่ง่ายแต่ไม่ตรงกับความจริง เพราะลูกค้าแทบทุกคนผ่านหลายจุดสัมผัสกว่าจะตัดสินใจซื้อ การกระจายน้ำหนักตามบทบาทจริงของแต่ละจุดช่วยให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่า

ไม่ต้องรีบทิ้ง last-click ไปทั้งหมด แต่ควรเริ่มเก็บข้อมูลเส้นทางลูกค้าให้ครบ แล้วค่อยๆ ทดลองมองผ่านมุม data-driven ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ตัดงบผิดช่องทางเพราะมองแค่จุดสุดท้าย

  • last-click ยกเครดิต 100% ให้จุดสัมผัสสุดท้าย มองข้ามบทบาทของจุดก่อนหน้าทั้งหมด
  • data-driven กระจายน้ำหนักตามผลกระทบจริงของแต่ละจุดสัมผัส ให้ภาพที่ตรงความจริงกว่า
  • อย่าตัดงบช่องทางที่ conversion ดูต่ำ ก่อนเช็กว่ามันอาจทำหน้าที่ปูทางให้ช่องทางอื่นปิดได้ง่ายขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

แปลว่าห้ามใช้ last-click เลยใช่ไหม

ไม่ใช่ last-click ยังมีประโยชน์ในการดูว่าจุดปิดการขายอยู่ตรงไหน เพื่อดูแลให้ขั้นตอนตรงนั้นลื่นไหล เพียงแต่ไม่ควรใช้มันตัดสินว่าช่องทางไหน ‘มีค่า’ ต่อธุรกิจทั้งหมด

ธุรกิจเล็กที่ไม่มีระบบ data-driven จะประเมินยังไง

อาจใช้วิธีถามลูกค้าตรงๆ ในแชทว่ารู้จักร้านจากไหนก่อนหน้านี้ แล้วสะสมข้อมูลแบบหยาบไว้ดูแนวโน้ม ไม่แม่นเท่าระบบอัตโนมัติแต่ดีกว่าไม่มีข้อมูลเลย

ทำไมตัวเลขในตารางตัวอย่างถึงไม่รวมกันเป็น 100% พอดีในบางกรณี

เพราะโมเดล data-driven จริงมักคำนวณจากหลายเส้นทางพร้อมกัน ตัวเลขตัวอย่างในบทความนี้ปัดให้เข้าใจง่าย ในทางปฏิบัติซอฟต์แวร์ที่ใช้จริงจะคำนวณละเอียดกว่านี้

จุดสัมผัสแรกสุดสำคัญกว่าจุดกลางๆ เสมอไปไหม

ไม่เสมอไป ขึ้นกับสินค้าและพฤติกรรมลูกค้าแต่ละกลุ่ม บางธุรกิจจุดกลางทางที่สร้างความมั่นใจ เช่น รีวิวหรือการเปรียบเทียบราคา อาจมีน้ำหนักมากกว่าจุดแรกที่แค่สร้างการรับรู้

ต้องเปลี่ยนมาใช้ data-driven ทั้งหมดทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทันที ค่อยๆ เริ่มเก็บข้อมูลเส้นทางลูกค้าให้ครบก่อน แล้วค่อยทดลองเทียบสองโมเดลดูว่าการตัดสินใจจัดงบเปลี่ยนไปมากแค่ไหนเมื่อใช้มุมมองต่างกัน

ระบบที่ผูกแชท LINE กับที่มาของโฆษณาช่วยเรื่องนี้ได้แค่ไหน

ช่วยได้มากในการเก็บข้อมูลว่าแชทแต่ละบทมาจากแคมเปญไหน ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่จำเป็นก่อนจะคำนวณโมเดลแบบ data-driven ได้ ระบบอย่างlinliที่บันทึกที่มาของแชทไว้ตั้งแต่ต้นจะทำให้ข้อมูลชุดนี้ครบถ้วนกว่าการเดาเอาทีหลัง

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

สมัครแต้มพุ่งปรี๊ด แต่ไม่มีใครแลกแต้มสักคน วัด conversion ตั้งแต่สมัครถึงแลกแต้มแรกให้ถูกจุดยังไง

สมัครแต้มพุ่งปรี๊ด แต่ไม่มีใครแลกแต้มสักคน วัด conversion ตั้งแต่สมัครถึงแลกแต้มแรกให้ถูกจุดยังไง

ยอดสมัครสมาชิกสะสมแต้มดูดีในรายงาน แต่ถ้าไม่มีใครแลกแต้มครั้งแรก แปลว่าโปรแกรมกำลังรั่ว บทความนี้เล่าวิธีวัดแต่ละจุดของ funnel แยกกัน ไม่ใช่ดูยอดรวมเป็นก้อนเดียว
ของขวัญวันเกิดที่ส่งช้าไป 3 วัน คือของขวัญที่เสียเปล่า วางระบบให้ยิงตรงจังหวะทุกครั้งยังไง

ของขวัญวันเกิดที่ส่งช้าไป 3 วัน คือของขวัญที่เสียเปล่า วางระบบให้ยิงตรงจังหวะทุกครั้งยังไง

แคมเปญของขวัญวันเกิดฟังดูอบอุ่น แต่ถ้าระบบส่งช้าหรือส่งไม่ตรงคน ผลลัพธ์คือลูกค้ารู้สึกแย่กว่าไม่ได้อะไรเลย บทความนี้เล่าวิธีวางระบบอัตโนมัติให้ของขวัญวันเกิดมาถึงตรงจังหวะ พร้อมวัดผลว่าคนใช้จริงกี่เปอร์เซ็นต์
ทักเข้ามาเท่าเดิม แต่ปิดยากขึ้นเรื่อยๆ ทราฟฟิกที่จ่ายเงินไปจริงๆ อาจถูกคู่แข่งแทรกกลางทาง

ทักเข้ามาเท่าเดิม แต่ปิดยากขึ้นเรื่อยๆ ทราฟฟิกที่จ่ายเงินไปจริงๆ อาจถูกคู่แข่งแทรกกลางทาง

บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนทักลดลง แต่คนที่ทักเข้ามาเปลี่ยนไปแล้ว เพราะระหว่างคลิกกับทักจริง มีคู่แข่งแทรกเข้ามาในหัวลูกค้า บทความนี้ชวนดูข้อมูลเวลาที่ช่วยจับสัญญาณนี้