ลูกค้าบางกลุ่มไม่ใช้ LINE ควรเปิดช่องแชทที่สองไหม และวัดผลรวมยังไง
สรุปสั้น ๆ
เปิดช่องแชทที่สองเมื่อมีหลักฐานว่าคนหลุดเพราะไม่มี LINE จริง เช่น มีคนบอกตรง ๆ ว่าไม่ใช้ และทีมมีคนตอบเพิ่มได้ ไม่ใช่เปิดเพราะกลัวพลาด การวัดผลรวมต้องนิยามสเตจให้เหมือนกัน แท็กช่องทางทุกแชท และเทียบที่ต้นทุนต่อออเดอร์ที่ปิดจริง เพราะช่องที่ถูกต่อข้อความอาจแพงต่อออเดอร์
คอมเมนต์ใต้แอดของร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่งมีคนพิมพ์ว่า ‘ไม่มีไลน์เหรอคะ ทัก IG ได้ไหม’ สามวันติดกัน เจ้าของร้านเริ่มเครียด ทั้งที่ยอดทัก LINE ยังปกติ คำถามคือนี่เป็นเสียงเล็ก ๆ ที่ควรปล่อยผ่าน หรือเป็นยอดขายที่ตกหล่นอยู่จริง
ผมเห็นร้านที่เปิดช่องที่สองเร็วเกินไป แล้วลงเอยด้วยกล่องข้อความสองที่ที่ไม่มีใครตอบทัน และร้านที่ปฏิเสธช่องที่สองจนเสียกลุ่มลูกค้าไปจริง ๆ ทั้งสองแบบแก้ได้ถ้ามีตัวเลขก่อนตัดสินใจ
หาหลักฐานก่อนว่ามีคนหลุดเพราะไม่มี LINE
นับสี่สัปดาห์ แล้วจดว่ามีกี่ครั้งที่ลูกค้าพูดทำนองนี้ในคอมเมนต์ ข้อความ หรือสายโทรศัพท์
‘ไม่ได้ใช้ไลน์ค่ะ ทักเมสเซนเจอร์ได้ไหม’
เทียบกับจำนวนคนที่ทักเข้า LINE ในช่วงเดียวกัน ถ้าไม่ถึงราว 3 เปอร์เซ็นต์ของข้อความทั้งหมด (เลขนี้เป็นเกณฑ์เริ่มต้นของผมเอง ไม่ใช่มาตรฐานอุตสาหกรรม) ยังไม่ต้องรีบ ให้ตอบคนกลุ่มนั้นด้วยการเพิ่มคำแนะนำวิธีเพิ่มเพื่อน LINE หรือรับเบอร์โทรแทน
สัญญาณอีกชนิดคือกลุ่มลูกค้าเฉพาะ เช่น ลูกค้าต่างชาติ คนที่อยู่ในกลุ่มอายุที่ใช้ LINE น้อยกว่า หรือผู้ซื้อ B2B ที่ใช้อีเมลเป็นหลัก ถ้าสัดส่วนคนกลุ่มนี้สูงในฐานลูกค้าจริง ตัวเลขข้างบนควรลดลงมา
สถานการณ์ที่ควรเปิดกับควรรอ
| สถานการณ์ | ควรทำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| มีคนบอกซ้ำ ๆ ว่าไม่ใช้ LINE และทีมมีคนว่าง | เปิดช่องที่สองแบบทดลอง | มีหลักฐานและมีคนรองรับ |
| แอดใช้เป้าหมายพาคนเข้าแชทอยู่แล้ว ผ่านแพลตฟอร์มที่มีกล่องข้อความของตัวเอง | พิจารณาเปิดตามช่องที่แอดพาเข้า | คนคลิกแล้วอยู่ในแอปเดิม ไม่ต้องข้ามไป LINE |
| ทีมแอดมินตอบ LINE ไม่ทันอยู่แล้ว | ยังไม่เปิด | ช่องที่สองจะเพิ่มคิวค้าง |
| กลัวพลาดลูกค้า แต่ไม่มีหลักฐาน | ยังไม่เปิด | ต้นทุนแอดมินจริง แต่ยอดที่จะได้ยังเป็นเรื่องเดา |
ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของกล่องข้อความที่สอง
- เวลาตอบของสองช่องจะเริ่มต่างกัน ช่องที่ทีมไม่ค่อยเปิดจะกลายเป็นช่องที่ตอบช้า ซึ่งตรงกับสิ่งที่ การพา IG DM เข้า LINE พยายามแก้
- ลูกค้าคนเดียวอาจทักสองช่อง ทำให้นับซ้ำถ้าไม่มีคีย์กลาง
- ประวัติแชทแยกกัน คนใหม่ที่รับช่วงต่อจะไม่เห็นว่าเขาคุยอะไรไปแล้ว
- ตัวเลขจากแต่ละแพลตฟอร์มมีนิยามคำว่าแชทต่างกัน เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
วัดสองช่องให้เทียบกันได้
- ตกลงสเตจเดียวกันสำหรับทั้งสองช่อง เช่น ทัก ขอราคา โอนเงิน ปิด และให้แอดมินบันทึกด้วยคำเดียวกัน
- แท็กช่องทางทุกแชทตั้งแต่ข้อความแรก ไม่ปล่อยให้เดาทีหลัง
- รวมออเดอร์ไว้ในตารางเดียว และใส่คอลัมน์ช่องทางกับรหัสแอดที่พาเข้ามา
- เลือกคีย์ลูกค้ากลาง เช่น เบอร์โทรที่ลูกค้ายินยอมให้เก็บ (ดูแนวทางใน เก็บเบอร์ลูกค้าในแชทยังไงไม่ให้เสี่ยง) เพื่อไม่นับคนซ้ำ
- เทียบที่ต้นทุนต่อออเดอร์ที่ปิดจริง ไม่ใช่ต้นทุนต่อข้อความ
ตัวอย่างสมมติ ช่องที่ถูกต่อข้อความอาจแพงต่อออเดอร์
ลองดูเลขกลมที่ใช้ได้กับร้านขนาดกลาง ต้นทุนต่อข้อความของ LINE 40 บาท ของ Messenger 25 บาท
- Messenger ถูกกว่าต่อข้อความ แต่แพงกว่าต่อออเดอร์ เพราะกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาปิดยากกว่า
- ตัวเลขชุดนี้ยังไม่ได้บอกว่าควรปิดช่อง Messenger เพราะอาจเป็นลูกค้าที่ LINE เข้าไม่ถึงเลย ถ้ายอดรวมของร้านเพิ่มขึ้นจริง ก็คุ้มที่จะเก็บไว้
| ตัวชี้วัด | LINE | Messenger |
|---|---|---|
| ข้อความที่ได้ | 400 | 150 |
| ค่าแอดรวม (บาท) | 16,000 | 3,750 |
| ออเดอร์ที่ปิด | 60 | 12 |
| อัตราปิด | 15 เปอร์เซ็นต์ | 8 เปอร์เซ็นต์ |
| ต้นทุนต่อออเดอร์ (บาท) | ราว 267 | ราว 313 |
ทดลองสี่สัปดาห์ด้วยกฎหยุดที่เขียนไว้ก่อน
เขียนไว้บนกระดาษก่อนเริ่มว่า ถ้าสี่สัปดาห์แล้วช่องที่สองปิดได้น้อยกว่าที่ตั้งไว้ หรือเวลาตอบเฉลี่ยของช่องนั้นเกินสองเท่าของ LINE จะหยุด และถ้ามีผลดี จะเพิ่มคนก่อนเพิ่มงบ ร้านที่ผ่านการทดลองแบบนี้มักตัดสินใจง่าย เพราะไม่ต้องเถียงกันด้วยความรู้สึก
ส่วนคนที่คิดจะย้ายลูกค้าจากตลาดกลางมาสู่ LINE ดูตัวอย่างความเสี่ยงเรื่องทีมไม่พร้อมได้ใน เรื่องย้ายลูกค้าจาก Shopee และ Lazada มาปิดใน LINE
สรุป
ถ้าต้องสรุปเป็นการตัดสินใจเดียว ให้เปิดช่องที่สองก็ต่อเมื่อมีหลักฐานจากสี่สัปดาห์ของจริง และมีคนรองรับก่อนจะมีงบรองรับ ไม่เช่นนั้นให้ทำให้ LINE ใช้ง่ายขึ้นสำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้ก่อน
- นับก่อนว่าคนหลุดเพราะไม่มี LINE จริงกี่ครั้งใน 4 สัปดาห์
- วัดสองช่องด้วยนิยามเดียวกัน แท็กช่องทางทุกแชท
- เทียบที่ต้นทุนต่อออเดอร์ที่ปิดจริง ไม่ใช่ต้นทุนต่อข้อความ
- เขียนกฎหยุดไว้ก่อนเริ่มทดลอง และเพิ่มคนก่อนเพิ่มงบ
คำถามที่พบบ่อย
ควรเปิด Messenger หรือ Instagram DM ก่อน
ดูว่าลูกค้าของคุณมาจากแพลตฟอร์มไหนมากกว่า ถ้าคนทักจากแอดบน Instagram อยู่แล้วและพิมพ์ถามในคอมเมนต์ ก็เปิด Instagram DM ก่อน ใช้ข้อมูลจริงของร้านเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่ความนิยมโดยรวม
ลูกค้าคนเดียวทักสองช่อง จะรู้ได้ยังไง
ต้องมีคีย์กลาง เช่น เบอร์โทรหรือรหัสสมาชิกที่ลูกค้ายินยอมให้เก็บ และใส่ในตารางลูกค้า ถ้าไม่มีคีย์ ให้ยอมรับว่ามีนับซ้ำบางส่วนและบอกไว้ในรายงาน
ช่องที่สองใช้แอดมินคนเดียวกันได้ไหม
ได้ในช่วงทดลองถ้าปริมาณน้อย แต่ต้องวัดเวลาตอบของทั้งสองช่องแยกกัน ถ้าช่องที่สองทำให้ช่อง LINE ตอบช้าลง ให้เพิ่มคนก่อนค่อยขยาย
ถ้าไม่เปิดช่องที่สอง จะบอกลูกค้าที่ไม่ใช้ LINE ว่ายังไง
เสนอทางเลือกที่ทีมรองรับได้จริง เช่น โทรกลับตามเบอร์ที่ให้ไว้ หรือส่งใบเสนอราคาทางอีเมล แล้วบันทึกทุกครั้งว่ามีเคสแบบนี้เกิดขึ้นกี่ครั้ง เป็นหลักฐานสำหรับรอบประเมินถัดไป
แอดที่พาเข้าแชทของ Meta ต้องใช้ Messenger เท่านั้นไหม
Meta มีแอดที่พาคนเข้าแชทในแพลตฟอร์มของตัวเองได้โดยตรง แต่ร้านที่ปิดใน LINE ก็ยังพาคนไป LINE ผ่านลิงก์ปลายทางได้ ตรวจตัวเลือกวัตถุประสงค์ของแคมเปญล่าสุดก่อนตัดสินใจ
อ่านต่อแบบเจาะลึก
รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน
linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วัน