ดีลในมือ 20 ราย มูลค่ารวมเท่าไหร่กันแน่: ทำไมธุรกิจค้าส่งต้องถ่วงน้ำหนักดีลก่อนนับ

สรุปสั้น ๆ
ธุรกิจค้าส่งและ B2B มักนับดีลในไปป์ไลน์เป็นจำนวนเฉย ๆ โดยไม่สนใจว่าแต่ละดีลมีมูลค่าและความพร้อมต่างกันมากแค่ไหน บทความนี้เสนอกรอบคำนวณ weighted pipeline value ที่ถ่วงน้ำหนักดีลด้วยขนาดออร์เดอร์คูณความน่าจะเป็นที่จะปิด เพื่อประเมินยอดขายที่จะเข้ามาได้แม่นกว่าการนับหัวดีล ตัวเลขในบทนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลจากธุรกิจใด
เจ้าของโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์รายหนึ่งบอกผมว่าเดือนนี้มีดีลในมือยี่สิบราย ฟังดูเยอะและน่าจะขายดี แต่พอเจาะดูจริง กลับพบว่าสิบห้ารายเป็นออร์เดอร์ตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ยังไม่แน่ว่าจะสั่งซ้ำ ส่วนอีกห้ารายเป็นออร์เดอร์ใหญ่ที่ยังต้องรออนุมัติจากฝ่ายจัดซื้อของลูกค้า ตัวเลขยี่สิบดีลจึงไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับรายได้ที่จะเข้ามาจริงเลย
นี่คือปัญหาคลาสสิกของธุรกิจ B2B และค้าส่งที่นับดีลในไปป์ไลน์เป็นจำนวนหัวเฉย ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วดีลแต่ละรายมีมูลค่าต่างกันเป็นสิบเป็นร้อยเท่า และมีความพร้อมจะปิดต่างกันด้วย การนับแบบนี้ทำให้เจ้าของธุรกิจประเมินกระแสเงินสดที่จะเข้ามาผิดพลาด และวางแผนสต๊อกหรือกำลังผลิตผิดตาม
บทความนี้จะพาสร้างตัวเลข weighted pipeline value ที่ถ่วงน้ำหนักดีลด้วยขนาดออร์เดอร์และความน่าจะเป็นที่จะปิด เพื่อให้เห็นภาพรายได้ที่จะเข้ามาแม่นยำขึ้น ตัวเลขทุกชุดในบทนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลจริงจากธุรกิจใด
นับหัวดีล กับ นับมูลค่าดีล ให้ภาพคนละแบบ
ถ้าคุณรายงานผู้บริหารว่ามีดีลในไปป์ไลน์ยี่สิบราย ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีหรือแย่ เพราะยี่สิบดีลอาจรวมมูลค่าแค่สามแสนบาท หรืออาจรวมมูลค่าสามล้านบาทก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นดีลขนาดไหน การรายงานแค่จำนวนดีลจึงเป็นข้อมูลที่ดูมั่นใจแต่ไม่มีเนื้อหาจริง
ธุรกิจที่ขายสินค้าราคาเดียวกันทุกออร์เดอร์อาจนับหัวดีลได้โดยไม่ผิดเพี้ยนมาก แต่ธุรกิจค้าส่งหรือ B2B ที่ขนาดออร์เดอร์แตกต่างกันมาก การนับหัวดีลเฉย ๆ เป็นการมองข้ามข้อมูลสำคัญที่สุดไปเลย ปัญหานี้ใกล้เคียงกับที่เจอในการแบ่งกลุ่มลูกค้าค้าส่งเกษตรที่ขนาดออร์เดอร์แต่ละรายต่างกันสุดขั้ว
สูตรถ่วงน้ำหนัก: มูลค่าดีล คูณ ความน่าจะเป็นที่จะปิด
หลักการง่าย ๆ คือแบ่งดีลตามสถานะความคืบหน้าในการคุย แล้วให้ค่าความน่าจะเป็นโดยประมาณกับแต่ละสถานะ จากนั้นคูณด้วยมูลค่าดีลที่คาดไว้ ผลรวมที่ได้คือ weighted pipeline value ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงรายได้จริงที่น่าจะเข้ามามากกว่าการรวมมูลค่าดีลทั้งหมดตรง ๆ
| สถานะดีล (สมมติ) | ความน่าจะเป็นปิด | มูลค่ารวม | weighted value |
|---|---|---|---|
| ขอตัวอย่าง/ใบเสนอราคา | 10% | 800,000 | 80,000 |
| ต่อรองราคา | 35% | 600,000 | 210,000 |
| รออนุมัติจัดซื้อ | 60% | 1,200,000 | 720,000 |
| ตกลงเงื่อนไขแล้ว | 85% | 400,000 | 340,000 |
ตัวเลขที่ได้เปลี่ยนการวางแผนยังไง
จากตารางสมมติ มูลค่าดีลรวมดิบอยู่ที่สามล้านบาท แต่ weighted pipeline value จริง ๆ อยู่ที่ประมาณ 1.35 ล้านบาท ต่างกันมากกว่าครึ่ง ถ้าฝ่ายผลิตวางแผนกำลังการผลิตจากตัวเลขสามล้านบาท อาจเตรียมวัตถุดิบเกินความจำเป็น หรือถ้าฝ่ายการเงินวางแผนกระแสเงินสดจากตัวเลขนั้น ก็อาจคาดหวังเงินเข้าสูงเกินจริง
ตัวเลข weighted value ที่แม่นกว่าช่วยให้ทุกฝ่ายวางแผนสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น และยังช่วยให้ทีมขายเห็นชัดว่าควรทุ่มเวลาไปที่ดีลไหนก่อน ดีลที่มูลค่าสูงแต่ความน่าจะเป็นต่ำอาจไม่คุ้มทุ่มเวลาเท่าดีลขนาดกลางที่ใกล้ปิดแล้ว หลักคิดนี้ทำงานร่วมกับการดูจุดสัมผัสในรอบขาย B2Bได้ดี เพราะช่วยจัดลำดับความสำคัญของแรงที่ทีมขายควรทุ่มไป
รักษาความแม่นยำของค่าความน่าจะเป็น
- ย้อนดูประวัติดีลเก่าว่าดีลที่เคยอยู่ในแต่ละสถานะ สุดท้ายปิดได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วใช้ตัวเลขนั้นมาปรับค่าความน่าจะเป็นให้ใกล้เคียงพฤติกรรมจริงของธุรกิจตัวเอง แทนการเดาตัวเลขลอย ๆ
- ทบทวนสถานะของแต่ละดีลอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ดีลค้างอยู่ในสถานะเดิมนานเกินไปโดยไม่มีการอัปเดต เพราะจะทำให้ weighted value เพี้ยนจากความเป็นจริง
- แยกคำนวณ weighted pipeline value ตามกลุ่มลูกค้าหรือประเภทสินค้า เพราะความน่าจะเป็นปิดของลูกค้าเก่ากับลูกค้าใหม่มักต่างกันมาก การรวมกันจะทำให้ตัวเลขไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง
- ใช้ตัวเลขนี้คู่กับการดูกระแสเงินสดจริงทุกเดือน เพื่อตรวจสอบว่าค่าความน่าจะเป็นที่ตั้งไว้แม่นแค่ไหน แล้วปรับปรุงสูตรต่อเนื่อง ถ้าดีลส่วนใหญ่ต้องผ่านคณะกรรมการจัดซื้อหลายคนกว่าจะอนุมัติ ควรอ่านเพิ่มเรื่องการขายให้ผู้ซื้อแบบคณะกรรมการประกอบการตั้งค่าความน่าจะเป็นด้วย
สรุป
การนับดีลในไปป์ไลน์เป็นจำนวนหัวเฉย ๆ ให้ภาพที่หลอกได้ง่ายในธุรกิจค้าส่งและ B2B ที่ขนาดออร์เดอร์แตกต่างกันมาก การถ่วงน้ำหนักดีลด้วยมูลค่าและความน่าจะเป็นที่จะปิด ช่วยให้เห็นรายได้ที่จะเข้ามาใกล้เคียงความจริงมากกว่า
ตัวเลข weighted pipeline value ที่แม่นยำช่วยให้ทั้งฝ่ายผลิต ฝ่ายการเงิน และทีมขายวางแผนสอดคล้องกัน และช่วยจัดลำดับความสำคัญว่าควรทุ่มเวลาไปที่ดีลไหนก่อน แทนการดูแลทุกดีลเท่ากันหมดโดยไม่สนใจขนาดหรือความพร้อม
- นับหัวดีลเฉย ๆ ไม่บอกอะไรถ้าขนาดออร์เดอร์แตกต่างกันมาก
- ถ่วงน้ำหนักดีลด้วยมูลค่าคูณความน่าจะเป็นที่จะปิด แทนการรวมมูลค่าดิบ
- ปรับค่าความน่าจะเป็นตามประวัติจริง และทบทวนสถานะดีลอย่างสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ธุรกิจขนาดเล็กที่มีดีลไม่กี่รายต่อเดือน จำเป็นต้องใช้กรอบนี้ไหม
ยังมีประโยชน์แม้ดีลน้อย เพราะช่วยให้เห็นภาพรายได้ที่จะเข้ามาชัดกว่าการนับหัวดีลเฉย ๆ แต่ถ้ามีดีลน้อยมากอาจไม่ต้องทำสูตรซับซ้อน ใช้การประเมินคร่าว ๆ ต่อดีลก็เพียงพอ
ควรตั้งค่าความน่าจะเป็นเริ่มต้นเท่าไหร่ถ้ายังไม่มีข้อมูลย้อนหลัง
เริ่มจากการประเมินคร่าว ๆ ตามความรู้สึกของทีมขายที่คุ้นเคยกับลูกค้ากลุ่มนั้น แล้วเก็บข้อมูลจริงไปเรื่อย ๆ สักสามถึงสี่เดือน จากนั้นค่อยปรับตัวเลขให้แม่นขึ้นตามผลจริงที่เกิด
ตัวเลขในตารางตัวอย่างของบทนี้เอาไปใช้อ้างอิงได้ไหม
ไม่ได้ เป็นค่าสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อสาธิตสูตรคำนวณเท่านั้น ค่าความน่าจะเป็นและมูลค่าดีลจริงต่างกันมากตามประเภทสินค้าและอุตสาหกรรม ต้องใช้ข้อมูลจริงของธุรกิจตัวเองเสมอ
ดีลที่ค้างในสถานะเดิมนานผิดปกติ ควรจัดการยังไง
ควรตั้งกรอบเวลาแจ้งเตือน เช่น ถ้าดีลค้างในสถานะเดิมเกินสามสัปดาห์โดยไม่มีความเคลื่อนไหว ให้ทีมขายกลับไปตรวจสอบว่ายังมีโอกาสจริงหรือควรปรับลดความน่าจะเป็นลง เพื่อไม่ให้ weighted value สูงเกินจริงจากดีลที่แท้จริงอาจตายไปแล้ว
กรอบนี้ใช้แทนการพยากรณ์ยอดขายแบบเป็นทางการได้เลยไหม
ใช้เป็นเครื่องมือเสริมที่ดีได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการพยากรณ์อย่างเป็นทางการทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยภายนอกอื่นที่กระทบได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายลูกค้าหรือสภาพเศรษฐกิจ ควรใช้ควบคู่กับดุลยพินิจของทีมขายเสมอ
บทความที่เกี่ยวข้อง


