← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ไม่ขอเงินคืน ขอเป็นเครดิตไว้ซื้อรอบหน้า นับเป็นยอดขายเดิมต่อ หรือต้องคิดใหม่

ทีมบรรณาธิการ linli13 ก.ค. 13:53อัปเดต 13 ก.ค. 13:53อ่าน 1 นาที
ไม่ขอเงินคืน ขอเป็นเครดิตไว้ซื้อรอบหน้า นับเป็นยอดขายเดิมต่อ หรือต้องคิดใหม่
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การให้เครดิตร้านค้าแทนเงินคืนเป็นวิธีที่ร้านหลายแห่งชอบใช้ เพราะรักษาเงินไว้ในระบบและอาจได้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ แต่ในแง่การวัดผล เครดิตนี้ไม่ใช่ยอดขายที่จบสมบูรณ์ และก็ไม่ใช่การคืนเงินเต็มรูปแบบ มันคือภาระที่ร้านติดค้างอยู่ ถ้าไม่นับสถานะนี้แยกจากยอดขายปกติ ตัวเลขรายได้ของคุณจะดูสูงกว่าเงินที่ร้านมีจริงอยู่ในมือ

ร้านขายเครื่องประดับร้านหนึ่งมีนโยบายว่าถ้าลูกค้าไม่พอใจสินค้า จะให้เลือกระหว่างคืนเงินเต็มจำนวนหรือรับเป็นเครดิตร้านค้าบวกเพิ่มอีก 10% เพื่อจูงใจให้เลือกเครดิต ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกเครดิตเพราะได้มูลค่าเพิ่ม

ปัญหาคือฝ่ายบัญชียังคงนับยอดขายเดิมเต็มจำนวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเงินไม่ได้ออกจากร้านไปไหน แต่ความจริงคือร้านกำลังติดหนี้สินค้าหรือส่วนลดในอนาคตให้กับลูกค้าคนนั้นอยู่ ถ้านับเป็นยอดขายเดิมเฉย ๆ ตัวเลขรายได้ของเดือนนั้นจะดูดีเกินจริง

เรื่องนี้ดูเผิน ๆ เหมือนไม่กระทบอะไร แต่พอร้านมีเครดิตค้างสะสมจากหลายเดือนรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ภาพรวมของรายได้และ ROAS ที่เคยดูดีอาจไม่ตรงกับกำไรที่ร้านมีจริงเลย

เครดิตร้านค้าคือสถานะกึ่งกลางที่ต้องมีป้ายของตัวเอง

การคืนเงินเต็มจำนวนชัดเจนว่าต้องหักออกจากยอดขาย ส่วนยอดขายปกติก็ชัดเจนว่านับเต็ม แต่เครดิตร้านค้าอยู่ตรงกลางระหว่างสองอย่างนี้ เงินยังไม่ออกจากร้าน แต่ก็ไม่ใช่ยอดขายที่จบสมบูรณ์ เพราะร้านมีภาระผูกพันที่ต้องส่งมอบมูลค่านั้นในอนาคต

ถ้าไม่แยกสถานะนี้ออกมา คุณจะเจอปัญหาแบบเดียวกับที่เคยเล่าไว้ในการนับมูลค่า COD กับโอนก่อนส่ง คือการปฏิบัติกับเงินสองคุณภาพที่ต่างกันเหมือนเป็นเงินก้อนเดียวกัน ทำให้ตัวเลขที่เห็นไม่สะท้อนความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

วิธีนับที่แยกความจริงออกจากภาระผูกพัน

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ ตอนลูกค้าเลือกรับเครดิตแทนเงินคืน ให้ปรับมูลค่า conversion ของออเดอร์เดิมลงตามส่วนที่ไม่ได้ขายจริงแล้ว (เช่นสินค้าที่คืนมา) แล้วบันทึกมูลค่าเครดิตที่ให้ไว้เป็นรายการแยกต่างหาก ไม่ปนกับยอดขาย

สถานการณ์ผลต่อ conversion เดิมรายการที่ต้องติดตามเพิ่ม
คืนเงินเต็มจำนวนหักออกทั้งหมดไม่มี
รับเครดิตแทนเงินคืนหักส่วนที่คืนออกบันทึกเครดิตค้างเป็นภาระผูกพัน
แลกเปลี่ยนสินค้าเท่ากันไม่ต้องปรับ (มูลค่าเท่าเดิม)ปรับแค่รายละเอียดสินค้าในออเดอร์

เมื่อเครดิตถูกใช้ในภายหลัง อย่านับซ้ำ

จุดที่พลาดบ่อยคือ พอลูกค้ากลับมาใช้เครดิตซื้อของรอบใหม่ แล้วนับยอดขายรอบใหม่เต็มจำนวนโดยไม่หักส่วนที่จ่ายด้วยเครดิตออก ทำให้เงินก้อนเดียวกันถูกนับเป็นยอดขายสองครั้ง คือครั้งแรกตอนซื้อของเดิม และครั้งที่สองตอนใช้เครดิตซื้อของใหม่

วิธีที่ถูกต้องคือเมื่อลูกค้าใช้เครดิตชำระ ให้นับเฉพาะส่วนที่จ่ายเป็นเงินสดจริงเพิ่มเติมเป็นยอดขายใหม่ ส่วนที่จ่ายด้วยเครดิตให้ตัดออกจากภาระผูกพันที่เคยบันทึกไว้ ไม่ใช่สร้างยอดขายใหม่ทับซ้อน หลักการนี้คล้ายกับที่เคยพูดถึงในการส่งมูลค่าจริงต่อบิล ที่ต้องสะท้อนเงินที่เข้าจริง ไม่ใช่ตัวเลขสำเร็จรูปที่ดูดีบนหน้าจอ

สรุป

เครดิตร้านค้าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่ในแง่ข้อมูล มันไม่ใช่ยอดขายที่จบสมบูรณ์และไม่ใช่การคืนเงินเต็มรูปแบบ การปฏิบัติกับมันเหมือนยอดขายปกติจะทำให้ตัวเลขรายได้ดูดีกว่าความเป็นจริง

แค่แยกบันทึกเครดิตค้างเป็นรายการต่างหาก แล้วปรับมูลค่าออเดอร์เดิมให้ตรงตามจริง คุณจะเห็นภาพรายได้ที่ใกล้เคียงเงินในมือมากขึ้น และไม่ตกใจภายหลังเมื่อเครดิตสะสมกลายเป็นก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว

  • เครดิตร้านค้าคือสถานะกึ่งกลาง ไม่ใช่ยอดขายเต็มและไม่ใช่การคืนเงินเต็ม
  • หักมูลค่าจากออเดอร์เดิม แล้วบันทึกเครดิตค้างเป็นภาระผูกพันแยกต่างหาก
  • ตอนใช้เครดิตซื้อรอบใหม่ นับเฉพาะส่วนที่จ่ายเงินสดเพิ่มเป็นยอดขายใหม่ อย่านับซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้องยุ่งยากแยกสถานะเครดิต ในเมื่อเงินไม่ได้ออกจากร้านไปไหน

เพราะแม้เงินจะยังอยู่ในร้าน แต่ร้านมีภาระต้องส่งมอบมูลค่านั้นในอนาคต ถ้าไม่บันทึกไว้ คุณจะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วร้านมีภาระผูกพันสะสมอยู่เท่าไหร่ ซึ่งสำคัญพอ ๆ กับการรู้ว่ามีเงินสดอยู่เท่าไหร่ในการวางแผนธุรกิจ

เครดิตที่ให้เพิ่มเป็นโบนัส เช่น 10% พิเศษ ต้องคิดเป็นต้นทุนไหม

ควรคิด เพราะส่วนที่เพิ่มให้นั้นคือส่วนลดที่ร้านจะต้องแบกรับตอนลูกค้ากลับมาใช้ในอนาคต การนับส่วนนี้เป็นต้นทุนช่วยให้ประเมินความคุ้มค่าของนโยบายให้เครดิตพิเศษได้แม่นยำกว่าการมองว่าไม่มีต้นทุนเลย

ถ้าเครดิตหมดอายุโดยลูกค้าไม่มาใช้ ต้องปรับยอดยังไง

เมื่อเครดิตหมดอายุ ภาระผูกพันที่เคยบันทึกไว้ก็หมดไปด้วย ร้านสามารถตัดรายการนั้นออกจากรายการภาระผูกพันได้ แต่ไม่ควรนำกลับมานับเป็นยอดขายใหม่ เพราะไม่มีสินค้าจริงเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

ควรส่ง conversion ปรับลดกลับแพลตฟอร์มตอนไหน ตอนคืนเป็นเครดิต หรือตอนลูกค้าใช้เครดิตจริง

ควรปรับตอนที่รู้ว่าออเดอร์เดิมไม่ใช่ยอดขายเต็มแล้ว คือตอนที่ลูกค้าเลือกรับเครดิตแทนเงินคืน ไม่ต้องรอถึงตอนใช้เครดิต เพราะจุดนั้นคือตอนที่มูลค่าของออเดอร์เดิมเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

ร้านเล็กที่ให้เครดิตไม่บ่อย จำเป็นต้องทำระบบนี้ไหม

ถ้าเกิดไม่บ่อยและมูลค่าไม่สูง อาจยังไม่ต้องทำระบบซับซ้อน แต่ควรมีสมุดหรือสเปรดชีตบันทึกเครดิตค้างไว้อย่างน้อย เพื่อไม่ให้ลืมว่าร้านมีภาระผูกพันกับลูกค้ารายไหนอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อจำนวนเริ่มมากขึ้นตามยอดขาย

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

โอนเงินแล้ว แต่ปฏิเสธรับพัสดุตอนของถึง เคสที่แปลกกว่า COD แต่เกิดขึ้นจริง

โอนเงินแล้ว แต่ปฏิเสธรับพัสดุตอนของถึง เคสที่แปลกกว่า COD แต่เกิดขึ้นจริง

คนมักคิดว่าพัสดุตีกลับเป็นปัญหาของ COD เท่านั้น แต่ออเดอร์ที่โอนเงินมาก่อนก็ถูกปฏิเสธรับได้เหมือนกัน บทความนี้เจาะว่าเงินที่เข้าแล้วแต่ของถูกตีกลับ ควรจัดการยังไงให้ตัวเลขไม่ค้างเป็นปัญหาซ่อน
พยากรณ์เงินสด 6 สัปดาห์ข้างหน้า จากดีลที่ยัง ‘ไม่ปิด’ ในแชท ไม่ใช่แค่จากยอดที่ปิดแล้ว

พยากรณ์เงินสด 6 สัปดาห์ข้างหน้า จากดีลที่ยัง ‘ไม่ปิด’ ในแชท ไม่ใช่แค่จากยอดที่ปิดแล้ว

ถ้าพยากรณ์เงินสดโดยดูแต่ยอดขายที่ปิดแล้ว คุณกำลังมองย้อนหลัง บทความนี้สอนวิธีดึงข้อมูลจากดีลที่ยังคุยค้างในแชท มาสร้างโมเดลพยากรณ์เงินสดล่วงหน้า 6 สัปดาห์แบบถ่วงน้ำหนักตามสเตจ
CAC เดือนนี้พุ่งขึ้น 40% ทั้งที่งบเท่าเดิม หาสาเหตุจริงก่อนสรุปว่าแอดพัง

CAC เดือนนี้พุ่งขึ้น 40% ทั้งที่งบเท่าเดิม หาสาเหตุจริงก่อนสรุปว่าแอดพัง

ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าที่ขยับขึ้นไม่ได้แปลว่าแอดพังเสมอไป บทความนี้สอนวิธีแยกส่วนต้นทุนที่พุ่ง เพื่อหาสาเหตุจริงก่อนตัดสินใจตัดงบหรือเปลี่ยนแคมเปญ