← กลับไปหน้าบทความ
เทรนด์ & ข้อควรระวัง

สองร้านงบแอดเท่ากัน พอสัญญาณติดตามหายไป ร้านหนึ่งรอด อีกร้านทรุด ต่างกันตรงไหน

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 11:47อัปเดต 10 ก.ค. 11:47อ่าน 1 นาที
สองร้านงบแอดเท่ากัน พอสัญญาณติดตามหายไป ร้านหนึ่งรอด อีกร้านทรุด ต่างกันตรงไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ร้านที่พึ่งพาแค่การเดา audience จากแพลตฟอร์มโฆษณาอย่างเดียว จะสั่นคลอนทุกครั้งที่สัญญาณติดตามเปลี่ยนไป ส่วนร้านที่มีข้อมูลลูกค้าของตัวเองสะสมไว้ในแชทและระบบออเดอร์ จะยังมีฐานให้ยืนต่อได้ ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนจะเปลี่ยนกฎยังไง

ลองสมมติสองร้านขายเครื่องสำอางที่งบแอดพอ ๆ กัน ยอดขายใกล้เคียงกันมาตลอด เรียกว่าร้าน A และร้าน B พอช่วงหนึ่งที่แพลตฟอร์มโฆษณาหลักเปลี่ยนนโยบายความเป็นส่วนตัว ทำให้การติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ทำได้น้อยลงกว่าเดิมมาก ทั้งสองร้านเจอผลกระทบพร้อมกัน แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาต่างกันคนละเรื่อง

ร้าน A ยอดขายทรุดต่อเนื่องหลายเดือน เพราะตลอดมาแทบไม่เคยเก็บข้อมูลลูกค้าไว้เอง ทุกอย่างพึ่งพาให้แพลตฟอร์มโฆษณาช่วยหา audience ให้ทั้งหมด พอระบบเดาได้แย่ลง ร้าน A ก็แทบไม่มีอะไรให้ยึดต่อ

ส่วนร้าน B แม้จะเจอผลกระทบเหมือนกัน แต่ยังยิงข้อความหาลูกค้าเก่าผ่าน LINE ได้ตรงกลุ่ม ยังรู้ว่าใครคือลูกค้าประจำที่ควรดูแลก่อน เพราะสะสมข้อมูลจากแชทและออเดอร์ไว้เป็นระบบมาตลอด บทความนี้จะเจาะว่าความต่างนี้เกิดจากอะไร และร้านแบบไหนควรเริ่มสะสมข้อมูลของตัวเองตั้งแต่วันนี้

ทำไมการเดา audience จากแพลตฟอร์มถึงไม่มั่นคงเหมือนเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากเติบโตได้เพราะแพลตฟอร์มโฆษณาเก่งในการหาคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าให้ โดยที่ร้านแทบไม่ต้องรู้จักลูกค้าตัวเองลึกเลยก็ยังขายได้ แต่กติกาความเป็นส่วนตัวที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความสามารถนี้ค่อย ๆ ลดลง ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นแนวโน้มที่ทยอยเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นั่นแปลว่าธุรกิจที่วางอนาคตทั้งหมดไว้บนความสามารถของแพลตฟอร์มโฆษณาอย่างเดียว กำลังเดิมพันกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้เลย ในขณะที่ธุรกิจที่สะสมข้อมูลลูกค้าของตัวเองคู่ขนานไปด้วย จะมีทางเลือกมากกว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน

สิ่งที่ร้าน B มีอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัวว่ามันคือเกราะป้องกัน

ร้าน B ไม่ได้ทำอะไรพิเศษซับซ้อน สิ่งที่ทำมาตลอดคือเก็บประวัติแชทลูกค้าอย่างเป็นระบบ รู้ว่าใครซื้อซ้ำ ใครซื้อของหมวดไหนบ่อย และมีข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสะสมไว้พอที่จะแบ่งกลุ่มลูกค้าได้เอง

พอช่วงที่โฆษณาเดาลูกค้าใหม่ได้แย่ลง ร้าน B เปลี่ยนโฟกัสมาที่การดูแลลูกค้าเก่าผ่าน LINE โดยตรงแทน ยิงข้อความหาคนที่เคยซื้อ แจ้งสินค้าใหม่ในหมวดที่เขาสนใจ ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาความแม่นของแพลตฟอร์มโฆษณาเลยสักนิด เพราะเป็นการสื่อสารตรงกับคนที่มีข้อมูลอยู่แล้วในมือ

นี่คือความต่างที่สำคัญ — ร้าน B ไม่ได้รอดเพราะโชคดี แต่รอดเพราะมีสินทรัพย์ข้อมูลของตัวเองสะสมไว้ก่อนที่จะเจอวิกฤต

ถ้ายังไม่ได้เริ่มสะสมข้อมูลแบบนี้ ควรเริ่มตรงไหนก่อน

ไม่ต้องรอให้เจอวิกฤตแบบร้าน A ก่อนถึงจะเริ่ม สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือเริ่มบันทึกข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าทุกคนที่ทักเข้ามา อย่างน้อยที่สุดคือชื่อ ช่องทางที่มา และประวัติการซื้อ เก็บไว้ในที่เดียวไม่กระจัดกระจาย

  • เริ่มจากสเปรดชีตหรือระบบง่าย ๆ ที่บันทึกทุกออเดอร์คู่กับห้องแชทที่เกี่ยวข้อง
  • แยกกลุ่มลูกค้าตามความถี่ในการซื้อ อย่างน้อยเดือนละครั้ง
  • วางแผนสื่อสารกับลูกค้าเก่าผ่านบรอดแคสต์ LINE แบบตรงกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ตอนมีโปรลดราคา
  • ทดลองสื่อสารตรงกับลูกค้าเก่าคู่ขนานไปกับการยิงแอดหาคนใหม่ เพื่อไม่ให้ยอดขายทั้งหมดขึ้นอยู่กับช่องทางเดียว และลองเทียบตัวเลขมูลค่าลูกค้ากับงบแอดของสองกลุ่มดูว่าต่างกันแค่ไหน

สรุป

ความผันผวนของสัญญาณติดตามจากแพลตฟอร์มโฆษณาไม่ใช่เรื่องที่ธุรกิจควบคุมได้ แต่การมีข้อมูลลูกค้าของตัวเองสะสมไว้เป็นเรื่องที่ควบคุมได้เต็มที่ ร้านที่เริ่มสะสมไว้ก่อนจะเป็นร้านที่ยืนได้มั่นคงกว่าเมื่อวันที่สัญญาณจากภายนอกอ่อนลง

ไม่ต้องรอให้ยอดขายทรุดก่อนถึงจะเริ่ม เริ่มจากบันทึกข้อมูลง่าย ๆ วันนี้ แล้วสะสมไปเรื่อย ๆ วันที่จำเป็นต้องใช้จริงจะมีฐานให้ยืนแทนที่จะเริ่มจากศูนย์

  • ธุรกิจที่พึ่งพาแพลตฟอร์มโฆษณาอย่างเดียวเสี่ยงสูงเมื่อสัญญาณติดตามเปลี่ยน
  • ข้อมูลลูกค้าที่เก็บเองจากแชทและออเดอร์เป็นเกราะป้องกันที่ธุรกิจควบคุมได้
  • เริ่มเก็บข้อมูลพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตก่อน

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจขนาดเล็กมีทรัพยากรจำกัด ยังจำเป็นต้องทำแบบร้าน B ไหม

ยิ่งจำเป็น เพราะธุรกิจเล็กมักรับผลกระทบจากความผันผวนของแพลตฟอร์มโฆษณาหนักกว่าธุรกิจใหญ่ที่มีงบสำรอง การมีข้อมูลลูกค้าของตัวเองช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก แม้จะเริ่มจากสเปรดชีตง่าย ๆ ก็ตาม

ต้องทิ้งการยิงแอดแล้วหันมาพึ่งข้อมูลตัวเองอย่างเดียวไหม

ไม่ควรทิ้งไปเลย การยิงแอดยังจำเป็นสำหรับหาลูกค้าใหม่ แต่ควรมีข้อมูลลูกค้าของตัวเองเป็นฐานคู่ขนาน เพื่อให้ธุรกิจไม่พึ่งพาช่องทางเดียวจนเสี่ยงเกินไป

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลจากการสะสมข้อมูลลูกค้าเอง

ขึ้นอยู่กับปริมาณลูกค้าและความสม่ำเสมอในการเก็บข้อมูล บางร้านเริ่มเห็นภาพชัดใน 2-3 เดือนถ้าบันทึกทุกออเดอร์ต่อเนื่อง ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งมีฐานข้อมูลหนาเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้

ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ยังไม่มีลูกค้าเก่า จะเริ่มยังไง

เริ่มจากบันทึกข้อมูลลูกค้าใหม่ทุกคนตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน แม้จะยังไม่มีฐานสะสม แต่การเริ่มเก็บตั้งแต่ต้นทำให้ในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า ร้านจะมีฐานข้อมูลของตัวเองที่ธุรกิจที่เริ่มช้ากว่าไม่มี

ข้อมูลลูกค้าที่เก็บเองต่างจากข้อมูลที่แพลตฟอร์มโฆษณาเก็บยังไง

ข้อมูลที่แพลตฟอร์มเก็บเป็นของแพลตฟอร์มและเปลี่ยนกฎการเข้าถึงได้ตลอดเวลาโดยที่ธุรกิจไม่มีสิทธิ์ต่อรอง ส่วนข้อมูลที่เก็บเองจากแชทและออเดอร์เป็นสินทรัพย์ของธุรกิจโดยตรง ไม่ถูกจำกัดด้วยนโยบายของใคร

มีเครื่องมืออะไรช่วยให้เริ่มสะสมข้อมูลแบบนี้ได้ง่ายขึ้นไหม

มี เช่น linli ที่ช่วยผูกที่มาของแอดเข้ากับผลการปิดการขายในแชทตั้งแต่ต้น ทำให้ธุรกิจมีข้อมูลของตัวเองสะสมไปพร้อมกับการยิงแอด ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ตอนที่สัญญาณจากแพลตฟอร์มเริ่มอ่อนลง

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

พิกเซลโฆษณาไม่ใช่ของคุณ แต่ประวัติแชทกับออเดอร์คือของคุณตลอดไป

พิกเซลโฆษณาไม่ใช่ของคุณ แต่ประวัติแชทกับออเดอร์คือของคุณตลอดไป

หลายธุรกิจลงทุนปรับแต่งพิกเซลโฆษณาให้แม่นขึ้น แต่ลืมไปว่าข้อมูลนั้นไม่ได้เป็นของตัวเองจริง ๆ บทความนี้เจาะว่าทำไมข้อมูลจากแชทที่เก็บเองถึงเป็นสินทรัพย์ระยะยาวที่ต่างจากข้อมูลพิกเซล
เปิดร้านขายอุปกรณ์ดำน้ำถ้ำเฉพาะทาง แล้วพบว่าคู่แข่งแทบไม่มีใครใช้ LINE เลย นี่คือโอกาสหรือสัญญาณเตือน

เปิดร้านขายอุปกรณ์ดำน้ำถ้ำเฉพาะทาง แล้วพบว่าคู่แข่งแทบไม่มีใครใช้ LINE เลย นี่คือโอกาสหรือสัญญาณเตือน

เมื่อสำรวจตลาดแล้วพบว่าคู่แข่งในนิชเดียวกันแทบไม่มีใครใช้ LINE เลย คำถามคือควรมองเป็นช่องว่างที่รอให้เข้าไปเติม หรือสัญญาณว่าช่องทางนี้ไม่เหมาะกับตลาดนี้
อันดับหนึ่งใน Google แต่ยอดแชทนิ่ง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ SEO

อันดับหนึ่งใน Google แต่ยอดแชทนิ่ง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ SEO

หลายร้านทุ่มงบทำ SEO จนติดอันดับต้น ๆ แล้วผิดหวังที่ยอดขายไม่ขยับ ทั้งที่ปัญหาจริงมักไม่ใช่อันดับ แต่เป็นปุ่มแชทที่วางผิดจุด บทความนี้ชี้จุดรั่วที่มองข้ามบ่อยที่สุด