← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

จัดกลุ่มลูกค้าด้วย RFM: ใครคือ VIP ที่ต้องดูแลก่อนใครใน LINE ของคุณ

02 ส.ค. 04:03 · อ่าน 2 นาที
จัดกลุ่มลูกค้าด้วย RFM: ใครคือ VIP ที่ต้องดูแลก่อนใครใน LINE ของคุณ

สรุปสั้น ๆ

RFM คือการให้คะแนนลูกค้าแต่ละคนจากสามเรื่อง: ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่ (Recency), ซื้อบ่อยแค่ไหน (Frequency), และจ่ายรวมเท่าไหร่ (Monetary) พอเอาสามค่านี้มาไขว้กัน คุณจะเห็นทันทีว่าใครคือ VIP ที่ต้องดูแลก่อน ใครกำลังจะหลุดมือ และใครที่ยิงโปรไปก็เสียเงินเปล่า

เปิดลิสต์เพื่อนใน LINE OA ของคุณขึ้นมาสักครู่ สมมติมีอยู่ 3,000 คน คำถามคือ คุณตอบได้ไหมว่าในสามพันคนนี้ ใครคือคนที่ซื้อซ้ำทุกเดือนจนควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และใครที่ซื้อครั้งเดียวเมื่อปีที่แล้วแล้วไม่กลับมาอีกเลย ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าคุณกำลังปฏิบัติกับลูกค้าทุกคนเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่

ปัญหาคือเวลาแอดมินมีจำกัด งบโปรโมชั่นก็มีจำกัด แต่เรากลับหว่านมันเท่า ๆ กันให้ทุกคน ทั้งที่ลูกค้า 20 คนแรกอาจสร้างยอดมากกว่าอีก 500 คนรวมกัน RFM คือเครื่องมือง่าย ๆ ที่นักการตลาดสายข้อมูลใช้กันมานาน เพื่อบอกว่าควรเทเวลาและงบไปที่ใครก่อน

บทความนี้ผมจะอธิบายว่า RFM คืออะไรแบบไม่ต้องมีพื้นสถิติ วิธีให้คะแนนลูกค้าใน LINE ของคุณเองแบบทำมือได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ พอแบ่งกลุ่มได้แล้ว จะคุยกับแต่ละกลุ่มยังไงให้ได้ผล ไม่ใช่แค่ทำตารางสวย ๆ แล้วเก็บเข้าลิ้นชัก

RFM ย่อมาจากอะไร และทำไมสามตัวนี้ถึงพอ

RFM มาจากคำสามคำ แต่ละคำตอบคำถามที่ต่างกันเกี่ยวกับลูกค้าหนึ่งคน และพอเอามารวมกันมันเล่าเรื่องได้ครบอย่างน่าประหลาด

Recency (ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่) คือตัวชี้วัดที่ทรงพลังที่สุดในสามตัว เพราะคนที่เพิ่งซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังจำแบรนด์คุณได้ ยังพอใจอยู่ โอกาสที่เขาจะซื้ออีกสูงกว่าคนที่หายไปแปดเดือนมาก ในโลกของการตลาด คำว่า ‘เพิ่งซื้อ’ แทบจะเท่ากับ ‘พร้อมซื้ออีก’

Frequency (ซื้อบ่อยแค่ไหน) บอกความผูกพัน คนที่ซื้อสิบครั้งในปีเดียวไม่ได้ซื้อเพราะบังเอิญ เขาซื้อเพราะเชื่อในสินค้าคุณจริง ๆ กลุ่มนี้คือคนที่พร้อมจะบอกต่อ พร้อมจะเข้าร่วมโปรแกรมชวนเพื่อน และทนราคาขึ้นได้มากกว่าคนอื่น

Monetary (จ่ายรวมเท่าไหร่) คือมูลค่าที่เขาทิ้งไว้กับคุณตลอดที่ผ่านมา สองคนอาจซื้อบ่อยเท่ากัน แต่คนหนึ่งซื้อแต่ของชิ้นเล็ก อีกคนซื้อของราคาสูงทุกครั้ง Monetary ช่วยแยกสองคนนี้ออกจากกัน และมักเชื่อมโยงกับยอดต่อบิลเฉลี่ยของแต่ละคน

วิธีให้คะแนนลูกค้าแบบทำมือได้จริงใน LINE

หลายคนคิดว่า RFM ต้องใช้โปรแกรมแพง ๆ จริง ๆ แล้วเริ่มด้วย Excel หรือ Google Sheet ก็ได้ ถ้าคุณมีข้อมูลการซื้อของลูกค้าอยู่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้คะแนน 1 ถึง 5 ในแต่ละด้าน โดยแบ่งลูกค้าออกเป็นห้ากอง เท่า ๆ กัน

  1. ดึงรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลสามอย่าง: วันที่ซื้อล่าสุด จำนวนครั้งที่ซื้อ และยอดรวมทั้งหมด ถ้าคุณผูก LINE เข้ากับระบบที่บันทึกยอดปิดในแชทไว้อยู่แล้ว ข้อมูลนี้จะดึงมาได้ไม่ยาก
  2. เรียงลูกค้าตาม Recency แล้วแบ่งเป็นห้ากอง กองที่เพิ่งซื้อล่าสุดได้ 5 คะแนน กองที่ซื้อนานสุดได้ 1 คะแนน
  3. ทำแบบเดียวกันกับ Frequency และ Monetary คนซื้อบ่อยสุด/จ่ายมากสุดได้ 5 คนน้อยสุดได้ 1
  4. เอาสามคะแนนมาต่อกันเป็นรหัสสามหลัก เช่น ลูกค้าที่ได้ 5-5-5 คือ VIP ตัวจริง ส่วน 1-1-1 คือคนที่แทบจะหลุดไปแล้ว
  5. จัดกลุ่มลูกค้าที่รหัสคล้ายกันเข้าด้วยกัน แล้วตั้งชื่อกลุ่มให้จำง่าย เช่น ‘แชมป์’ ‘กำลังหลับใหล’ ‘เกือบหลุด’ เพื่อให้ทีมคุยกันรู้เรื่อง

แต่ละกลุ่มควรได้รับการดูแลต่างกันยังไง

หัวใจของ RFM ไม่ได้อยู่ที่การให้คะแนน แต่อยู่ที่การกระทำหลังจากนั้น ตารางนี้คือกลุ่มหลักที่คุณจะเจอ พร้อมแนวทางที่ผมใช้จริงกับแต่ละกลุ่ม:

กลุ่มลักษณะควรทำอะไร
แชมป์ (VIP)เพิ่งซื้อ ซื้อบ่อย จ่ายเยอะดูแลเป็นพิเศษ ให้สิทธิ์ก่อนใคร ขอรีวิว/บอกต่อ
ลูกค้าประจำซื้อสม่ำเสมอแต่ยอดไม่สูงมากกระตุ้นให้ซื้อยกระดับ เสนอชุดที่คุ้มกว่า
เกือบหลุดเคยซื้อบ่อย แต่หายไปพักใหญ่ทักกลับด้วยข้อเสนอเฉพาะ ถามว่าติดอะไร
กำลังหลับใหลหายไปนาน ไม่ค่อยซื้อยิงโปรกู้กลับครั้งเดียว ถ้าไม่ตอบก็พัก
ทักครั้งเดียวซื้อครั้งแรกยังไม่นานดูแลให้ประทับใจ ปูทางให้ซื้อครั้งที่สอง

อย่าทำร้ายกลุ่มแชมป์ด้วยการยิงโปรลดราคา

นี่คือจุดที่ผมเห็นร้านพลาดบ่อยที่สุด พอทำ RFM เสร็จ เห็นกลุ่ม VIP ปุ๊บ ก็รีบส่งโค้ดลด 30% ไปให้ทันที ด้วยความหวังดี แต่คิดดูดี ๆ คนกลุ่มนี้คือคนที่ยอมจ่ายราคาเต็มมาตลอด เขาไม่ได้ซื้อเพราะราคาถูก เขาซื้อเพราะเชื่อใจคุณ การส่งส่วนลดไปหาเขาคือการสอนให้เขารอโปร และทำให้คุณเสียกำไรฟรี ๆ

สิ่งที่กลุ่ม VIP อยากได้ไม่ใช่ราคาถูกกว่า แต่คือการถูกทำให้รู้สึกพิเศษ ให้เขาได้ซื้อของรุ่นใหม่ก่อนใคร ให้สิทธิ์เข้ารอบขายลับเฉพาะลูกค้าเก่า หรือแค่แอดมินจำชื่อเขาได้และทักไปถามว่าของที่ซื้อไปใช้ดีไหม สิ่งเล็ก ๆ พวกนี้รักษา VIP ได้ดีกว่าส่วนลดเสียอีก

ในทางกลับกัน โปรลดราคาหนัก ๆ ควรสงวนไว้ให้กลุ่ม ‘กำลังหลับใหล’ ที่ยังไงก็ไม่ค่อยกลับมาแล้ว การให้ส่วนลดกับคนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้คุณเสียกำไรที่ควรได้ เพราะถ้าไม่ยิงโปร เขาก็ไม่ซื้ออยู่ดี

กลุ่ม ‘เกือบหลุด’ คือขุมทองที่คนมองข้าม

ระหว่างกลุ่ม VIP ที่ทุกคนอยากดูแล กับกลุ่มที่หายไปแล้ว มีกลุ่มหนึ่งที่ผมว่าคุ้มค่าที่สุดในการทุ่มเวลา นั่นคือกลุ่ม ‘เกือบหลุด’ — คนที่เคยซื้อบ่อยมาก แต่ช่วงหลังเงียบไป คนกลุ่มนี้เคยรักคุณ เขายังจำแบรนด์คุณได้ แค่มีบางอย่างทำให้เขาห่างไป อาจเป็นเพราะคู่แข่งจัดโปร อาจเพราะครั้งล่าสุดที่ซื้อมีปัญหาเล็กน้อย หรือแค่ลืม

การดึงคนกลุ่มนี้กลับมาถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก เพราะคุณไม่ต้องจ่ายค่าหาลูกค้าใหม่อีกรอบ วิธีที่ได้ผลคือทักไปแบบจริงใจ ไม่ใช่ยิงโปรอย่างเดียว ลองถามว่า ‘หายไปนานเลยค่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง’ บางทีเขาจะบอกเหตุผลที่ห่างไป ซึ่งเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ตรงจุด แล้วค่อยตามด้วยเหตุผลดี ๆ ให้เขากลับมา

สรุป

RFM ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนสำหรับนักสถิติ มันคือการยอมรับความจริงว่าลูกค้าไม่เท่ากัน แล้วจัดสรรเวลากับงบให้ตรงกับคนที่สร้างมูลค่าจริง คนที่เพิ่งซื้อ ซื้อบ่อย และจ่ายเยอะ สมควรได้รับการดูแลก่อนคนที่ทักครั้งเดียวแล้วหาย

เริ่มจากทำตารางง่าย ๆ ใน Sheet ก่อนก็ได้ ไม่ต้องรอเครื่องมือครบ พอคุณเห็นภาพว่าใครคือ VIP ตัวจริงและใครกำลังจะหลุด คุณจะเลิกหว่านโปรแบบสุ่ม แล้วเริ่มดูแลลูกค้าอย่างที่แต่ละคนควรได้ ซึ่งนั่นคือจุดที่กำไรเริ่มโต

  • RFM = ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่ + บ่อยแค่ไหน + จ่ายเท่าไหร่
  • VIP อยากได้ความพิเศษ ไม่ใช่ส่วนลด — เก็บโปรไว้ให้กลุ่มที่กำลังหลับใหล
  • กลุ่ม ‘เกือบหลุด’ ดึงกลับถูกกว่าหาลูกค้าใหม่ อย่ามองข้าม

คำถามที่พบบ่อย

RFM ต้องมีลูกค้ากี่คนถึงจะเริ่มทำได้

ไม่มีขั้นต่ำตายตัว แต่ถ้ามีลูกค้าต่ำกว่าร้อยคน คุณอาจจำหน้าแต่ละคนได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องทำตาราง RFM เริ่มมีประโยชน์ชัดเมื่อลิสต์เริ่มใหญ่จนดูด้วยตาไม่ไหว ราวหลักร้อยถึงหลักพันขึ้นไป

ถ้าธุรกิจขายของที่ซื้อครั้งเดียว เช่น เฟอร์นิเจอร์ ยังใช้ RFM ได้ไหม

ได้ แต่ต้องปรับน้ำหนัก สินค้าที่คนซื้อไม่บ่อย ค่า Frequency จะไม่ค่อยมีความหมาย ให้เน้น Recency และ Monetary แทน หรือเปลี่ยนไปวัดการซื้อสินค้าเสริมและการบอกต่อแทนการซื้อซ้ำ

ควรอัปเดตคะแนน RFM บ่อยแค่ไหน

ขึ้นกับรอบการซื้อของสินค้าคุณ ถ้าเป็นของกินของใช้ที่ซื้อทุกเดือน อัปเดตทุกเดือนก็เหมาะ ถ้าเป็นของที่ซื้อปีละครั้ง อัปเดตทุกไตรมาสก็พอ สำคัญคือต้องอัปเดตสม่ำเสมอ เพราะคนที่วันนี้เป็น VIP อาจกลายเป็นเกือบหลุดในอีกสามเดือน

RFM กับการทำ LTV ต่างกันยังไง

RFM เป็นการมองย้อนหลังว่าลูกค้าทำอะไรมาบ้างเพื่อจัดกลุ่มตอนนี้ ส่วน LTV เป็นการประเมินมูลค่าตลอดอายุที่คาดว่าลูกค้าจะสร้างให้ในอนาคต ทั้งสองใช้ข้อมูลคล้ายกันและเสริมกันได้ดี RFM ช่วยตัดสินใจว่าจะคุยกับใครยังไงวันนี้

ไม่มีข้อมูลยอดขายรายคน จะเริ่ม RFM ยังไง

ถ้ายังไม่ได้บันทึกว่าใครซื้ออะไรบ้าง ให้เริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้ก่อน อย่างน้อยจดวันที่ซื้อและยอดของแต่ละคนไว้ พอสะสมข้อมูลได้สักสองสามเดือนก็เริ่มทำ RFM แบบง่ายได้ ระบบที่ผูกยอดปิดการขายในแชทกับโปรไฟล์ลูกค้าจะช่วยให้เก็บข้อมูลนี้อัตโนมัติแทนการจดมือ

แบ่งกลุ่มเยอะเกินไปจะดีไหม

ไม่แนะนำ ในทางทฤษฎี RFM แบ่งได้ถึง 125 กลุ่ม แต่ในทางปฏิบัติคุณดูแลไม่ไหว ให้ยุบเหลือ 4-6 กลุ่มหลักที่คุณมีแผนจัดการต่างกันจริง ๆ พอ กลุ่มที่มากเกินจะทำให้ทีมสับสนและไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง