← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ใครคือ VIP ที่ต้องดูแลก่อนใครใน LINE จัดกลุ่มลูกค้าด้วย RFM ให้เห็นชัด

ทีมบรรณาธิการ linli03 ก.ค. 13:28อัปเดต 03 ก.ค. 13:28อ่าน 2 นาที
ใครคือ VIP ที่ต้องดูแลก่อนใครใน LINE จัดกลุ่มลูกค้าด้วย RFM ให้เห็นชัด
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

RFM คือการให้คะแนนลูกค้าแต่ละคนจากสามเรื่อง: ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่ (Recency), ซื้อบ่อยแค่ไหน (Frequency), และจ่ายรวมเท่าไหร่ (Monetary) พอเอาสามค่านี้มาไขว้กัน คุณจะเห็นทันทีว่าใครคือ VIP ที่ต้องดูแลก่อน ใครกำลังจะหลุดมือ และใครที่ยิงโปรไปก็เสียเงินเปล่า

เปิดลิสต์เพื่อนใน LINE OA ของคุณขึ้นมาสักครู่ สมมติมีอยู่ 3,000 คน คำถามคือ คุณตอบได้ไหมว่าในสามพันคนนี้ ใครคือคนที่ซื้อซ้ำทุกเดือนจนควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และใครที่ซื้อครั้งเดียวเมื่อปีที่แล้วแล้วไม่กลับมาอีกเลย ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าคุณกำลังปฏิบัติกับลูกค้าทุกคนเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่

ปัญหาคือเวลาแอดมินมีจำกัด งบโปรโมชั่นก็มีจำกัด แต่เรากลับหว่านมันเท่า ๆ กันให้ทุกคน ทั้งที่ลูกค้า 20 คนแรกอาจสร้างยอดมากกว่าอีก 500 คนรวมกัน RFM คือเครื่องมือง่าย ๆ ที่นักการตลาดสายข้อมูลใช้กันมานาน เพื่อบอกว่าควรเทเวลาและงบไปที่ใครก่อน

บทความนี้ผมจะอธิบายว่า RFM คืออะไรแบบไม่ต้องมีพื้นสถิติ วิธีให้คะแนนลูกค้าใน LINE ของคุณเองแบบทำมือได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ พอแบ่งกลุ่มได้แล้ว จะคุยกับแต่ละกลุ่มยังไงให้ได้ผล ไม่ใช่แค่ทำตารางสวย ๆ แล้วเก็บเข้าลิ้นชัก

RFM ย่อมาจากอะไร และทำไมสามตัวนี้ถึงพอ

RFM มาจากคำสามคำ แต่ละคำตอบคำถามที่ต่างกันเกี่ยวกับลูกค้าหนึ่งคน และพอเอามารวมกันมันเล่าเรื่องได้ครบอย่างน่าประหลาด

Recency (ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่) คือตัวชี้วัดที่ทรงพลังที่สุดในสามตัว เพราะคนที่เพิ่งซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังจำแบรนด์คุณได้ ยังพอใจอยู่ โอกาสที่เขาจะซื้ออีกสูงกว่าคนที่หายไปแปดเดือนมาก ในโลกของการตลาด คำว่า ‘เพิ่งซื้อ’ แทบจะเท่ากับ ‘พร้อมซื้ออีก’

Frequency (ซื้อบ่อยแค่ไหน) บอกความผูกพัน คนที่ซื้อสิบครั้งในปีเดียวไม่ได้ซื้อเพราะบังเอิญ เขาซื้อเพราะเชื่อในสินค้าคุณจริง ๆ กลุ่มนี้คือคนที่พร้อมจะบอกต่อ พร้อมจะเข้าร่วมโปรแกรมชวนเพื่อน และทนราคาขึ้นได้มากกว่าคนอื่น

Monetary (จ่ายรวมเท่าไหร่) คือมูลค่าที่เขาทิ้งไว้กับคุณตลอดที่ผ่านมา สองคนอาจซื้อบ่อยเท่ากัน แต่คนหนึ่งซื้อแต่ของชิ้นเล็ก อีกคนซื้อของราคาสูงทุกครั้ง Monetary ช่วยแยกสองคนนี้ออกจากกัน และมักเชื่อมโยงกับยอดต่อบิลเฉลี่ยของแต่ละคน

วิธีให้คะแนนลูกค้าแบบทำมือได้จริงใน LINE

หลายคนคิดว่า RFM ต้องใช้โปรแกรมแพง ๆ จริง ๆ แล้วเริ่มด้วย Excel หรือ Google Sheet ก็ได้ ถ้าคุณมีข้อมูลการซื้อของลูกค้าอยู่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้คะแนน 1 ถึง 5 ในแต่ละด้าน โดยแบ่งลูกค้าออกเป็นห้ากอง เท่า ๆ กัน

  1. ดึงรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลสามอย่าง: วันที่ซื้อล่าสุด จำนวนครั้งที่ซื้อ และยอดรวมทั้งหมด ถ้าคุณผูก LINE เข้ากับระบบที่บันทึกยอดปิดในแชทไว้อยู่แล้ว ข้อมูลนี้จะดึงมาได้ไม่ยาก
  2. เรียงลูกค้าตาม Recency แล้วแบ่งเป็นห้ากอง กองที่เพิ่งซื้อล่าสุดได้ 5 คะแนน กองที่ซื้อนานสุดได้ 1 คะแนน
  3. ทำแบบเดียวกันกับ Frequency และ Monetary คนซื้อบ่อยสุด/จ่ายมากสุดได้ 5 คนน้อยสุดได้ 1
  4. เอาสามคะแนนมาต่อกันเป็นรหัสสามหลัก เช่น ลูกค้าที่ได้ 5-5-5 คือ VIP ตัวจริง ส่วน 1-1-1 คือคนที่แทบจะหลุดไปแล้ว
  5. จัดกลุ่มลูกค้าที่รหัสคล้ายกันเข้าด้วยกัน แล้วตั้งชื่อกลุ่มให้จำง่าย เช่น ‘แชมป์’ ‘กำลังหลับใหล’ ‘เกือบหลุด’ เพื่อให้ทีมคุยกันรู้เรื่อง

แต่ละกลุ่มควรได้รับการดูแลต่างกันยังไง

หัวใจของ RFM ไม่ได้อยู่ที่การให้คะแนน แต่อยู่ที่การกระทำหลังจากนั้น ตารางนี้คือกลุ่มหลักที่คุณจะเจอ พร้อมแนวทางที่ผมใช้จริงกับแต่ละกลุ่ม:

กลุ่มลักษณะควรทำอะไร
แชมป์ (VIP)เพิ่งซื้อ ซื้อบ่อย จ่ายเยอะดูแลเป็นพิเศษ ให้สิทธิ์ก่อนใคร ขอรีวิว/บอกต่อ
ลูกค้าประจำซื้อสม่ำเสมอแต่ยอดไม่สูงมากกระตุ้นให้ซื้อยกระดับ เสนอชุดที่คุ้มกว่า
เกือบหลุดเคยซื้อบ่อย แต่หายไปพักใหญ่ทักกลับด้วยข้อเสนอเฉพาะ ถามว่าติดอะไร
กำลังหลับใหลหายไปนาน ไม่ค่อยซื้อยิงโปรกู้กลับครั้งเดียว ถ้าไม่ตอบก็พัก
ทักครั้งเดียวซื้อครั้งแรกยังไม่นานดูแลให้ประทับใจ ปูทางให้ซื้อครั้งที่สอง

อย่าทำร้ายกลุ่มแชมป์ด้วยการยิงโปรลดราคา

นี่คือจุดที่ผมเห็นร้านพลาดบ่อยที่สุด พอทำ RFM เสร็จ เห็นกลุ่ม VIP ปุ๊บ ก็รีบส่งโค้ดลด 30% ไปให้ทันที ด้วยความหวังดี แต่คิดดูดี ๆ คนกลุ่มนี้คือคนที่ยอมจ่ายราคาเต็มมาตลอด เขาไม่ได้ซื้อเพราะราคาถูก เขาซื้อเพราะเชื่อใจคุณ การส่งส่วนลดไปหาเขาคือการสอนให้เขารอโปร และทำให้คุณเสียกำไรฟรี ๆ

สิ่งที่กลุ่ม VIP อยากได้ไม่ใช่ราคาถูกกว่า แต่คือการถูกทำให้รู้สึกพิเศษ ให้เขาได้ซื้อของรุ่นใหม่ก่อนใคร ให้สิทธิ์เข้ารอบขายลับเฉพาะลูกค้าเก่า หรือแค่แอดมินจำชื่อเขาได้และทักไปถามว่าของที่ซื้อไปใช้ดีไหม สิ่งเล็ก ๆ พวกนี้รักษา VIP ได้ดีกว่าส่วนลดเสียอีก

ในทางกลับกัน โปรลดราคาหนัก ๆ ควรสงวนไว้ให้กลุ่ม ‘กำลังหลับใหล’ ที่ยังไงก็ไม่ค่อยกลับมาแล้ว การให้ส่วนลดกับคนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้คุณเสียกำไรที่ควรได้ เพราะถ้าไม่ยิงโปร เขาก็ไม่ซื้ออยู่ดี

กลุ่ม ‘เกือบหลุด’ คือขุมทองที่คนมองข้าม

ระหว่างกลุ่ม VIP ที่ทุกคนอยากดูแล กับกลุ่มที่หายไปแล้ว มีกลุ่มหนึ่งที่ผมว่าคุ้มค่าที่สุดในการทุ่มเวลา นั่นคือกลุ่ม ‘เกือบหลุด’ — คนที่เคยซื้อบ่อยมาก แต่ช่วงหลังเงียบไป คนกลุ่มนี้เคยรักคุณ เขายังจำแบรนด์คุณได้ แค่มีบางอย่างทำให้เขาห่างไป อาจเป็นเพราะคู่แข่งจัดโปร อาจเพราะครั้งล่าสุดที่ซื้อมีปัญหาเล็กน้อย หรือแค่ลืม

การดึงคนกลุ่มนี้กลับมาถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก เพราะคุณไม่ต้องจ่ายค่าหาลูกค้าใหม่อีกรอบ วิธีที่ได้ผลคือทักไปแบบจริงใจ ไม่ใช่ยิงโปรอย่างเดียว ลองถามว่า ‘หายไปนานเลยค่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง’ บางทีเขาจะบอกเหตุผลที่ห่างไป ซึ่งเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ตรงจุด แล้วค่อยตามด้วยเหตุผลดี ๆ ให้เขากลับมา

สรุป

RFM ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนสำหรับนักสถิติ มันคือการยอมรับความจริงว่าลูกค้าไม่เท่ากัน แล้วจัดสรรเวลากับงบให้ตรงกับคนที่สร้างมูลค่าจริง คนที่เพิ่งซื้อ ซื้อบ่อย และจ่ายเยอะ สมควรได้รับการดูแลก่อนคนที่ทักครั้งเดียวแล้วหาย

เริ่มจากทำตารางง่าย ๆ ใน Sheet ก่อนก็ได้ ไม่ต้องรอเครื่องมือครบ พอคุณเห็นภาพว่าใครคือ VIP ตัวจริงและใครกำลังจะหลุด คุณจะเลิกหว่านโปรแบบสุ่ม แล้วเริ่มดูแลลูกค้าอย่างที่แต่ละคนควรได้ ซึ่งนั่นคือจุดที่กำไรเริ่มโต

  • RFM = ซื้อล่าสุดเมื่อไหร่ + บ่อยแค่ไหน + จ่ายเท่าไหร่
  • VIP อยากได้ความพิเศษ ไม่ใช่ส่วนลด — เก็บโปรไว้ให้กลุ่มที่กำลังหลับใหล
  • กลุ่ม ‘เกือบหลุด’ ดึงกลับถูกกว่าหาลูกค้าใหม่ อย่ามองข้าม

คำถามที่พบบ่อย

RFM ต้องมีลูกค้ากี่คนถึงจะเริ่มทำได้

ไม่มีขั้นต่ำตายตัว แต่ถ้ามีลูกค้าต่ำกว่าร้อยคน คุณอาจจำหน้าแต่ละคนได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องทำตาราง RFM เริ่มมีประโยชน์ชัดเมื่อลิสต์เริ่มใหญ่จนดูด้วยตาไม่ไหว ราวหลักร้อยถึงหลักพันขึ้นไป

ถ้าธุรกิจขายของที่ซื้อครั้งเดียว เช่น เฟอร์นิเจอร์ ยังใช้ RFM ได้ไหม

ได้ แต่ต้องปรับน้ำหนัก สินค้าที่คนซื้อไม่บ่อย ค่า Frequency จะไม่ค่อยมีความหมาย ให้เน้น Recency และ Monetary แทน หรือเปลี่ยนไปวัดการซื้อสินค้าเสริมและการบอกต่อแทนการซื้อซ้ำ

ควรอัปเดตคะแนน RFM บ่อยแค่ไหน

ขึ้นกับรอบการซื้อของสินค้าคุณ ถ้าเป็นของกินของใช้ที่ซื้อทุกเดือน อัปเดตทุกเดือนก็เหมาะ ถ้าเป็นของที่ซื้อปีละครั้ง อัปเดตทุกไตรมาสก็พอ สำคัญคือต้องอัปเดตสม่ำเสมอ เพราะคนที่วันนี้เป็น VIP อาจกลายเป็นเกือบหลุดในอีกสามเดือน

RFM กับการทำ LTV ต่างกันยังไง

RFM เป็นการมองย้อนหลังว่าลูกค้าทำอะไรมาบ้างเพื่อจัดกลุ่มตอนนี้ ส่วน LTV เป็นการประเมินมูลค่าตลอดอายุที่คาดว่าลูกค้าจะสร้างให้ในอนาคต ทั้งสองใช้ข้อมูลคล้ายกันและเสริมกันได้ดี RFM ช่วยตัดสินใจว่าจะคุยกับใครยังไงวันนี้

ไม่มีข้อมูลยอดขายรายคน จะเริ่ม RFM ยังไง

ถ้ายังไม่ได้บันทึกว่าใครซื้ออะไรบ้าง ให้เริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้ก่อน อย่างน้อยจดวันที่ซื้อและยอดของแต่ละคนไว้ พอสะสมข้อมูลได้สักสองสามเดือนก็เริ่มทำ RFM แบบง่ายได้ ระบบที่ผูกยอดปิดการขายในแชทกับโปรไฟล์ลูกค้าจะช่วยให้เก็บข้อมูลนี้อัตโนมัติแทนการจดมือ

แบ่งกลุ่มเยอะเกินไปจะดีไหม

ไม่แนะนำ ในทางทฤษฎี RFM แบ่งได้ถึง 125 กลุ่ม แต่ในทางปฏิบัติคุณดูแลไม่ไหว ให้ยุบเหลือ 4-6 กลุ่มหลักที่คุณมีแผนจัดการต่างกันจริง ๆ พอ กลุ่มที่มากเกินจะทำให้ทีมสับสนและไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมลูกค้าจากแคมเปญลดราคาหนักถึง Churn สูง (และคุ้มจริงไหม)

ทำไมลูกค้าจากแคมเปญลดราคาหนักถึง Churn สูง (และคุ้มจริงไหม)

ลดราคา 50% แล้วยอดพุ่ง ดูเหมือนได้กำไร แต่พอดูตัวเลขลูกค้าที่หายไปในเดือนถัดมา ภาพเปลี่ยนไปเลย บทความนี้แกะว่าทำไมโปรแรง ๆ ถึงได้ลูกค้าที่อยู่ไม่นาน
แอดมิน LINE คนไหนดูแลลูกค้าให้ซื้อซ้ำได้ดีที่สุด วัดจาก CLTV ต่อแอดมิน

แอดมิน LINE คนไหนดูแลลูกค้าให้ซื้อซ้ำได้ดีที่สุด วัดจาก CLTV ต่อแอดมิน

แอดมินที่ปิดยอดเยอะที่สุดในเดือนนี้ อาจไม่ใช่คนที่ทำเงินให้ร้านมากที่สุดในระยะยาว บทความนี้อธิบายวิธีวัดมูลค่าลูกค้าตลอดอายุแยกรายแอดมิน เพื่อรู้ว่าใครสร้างลูกค้าประจำ ใครแค่ปิดครั้งเดียวแล้วลูกค้าหาย
Blended ROAS: วัดผลรวมเมื่อทราฟฟิกมาจากแอดและออร์แกนิกปนกันใน LINE

Blended ROAS: วัดผลรวมเมื่อทราฟฟิกมาจากแอดและออร์แกนิกปนกันใน LINE

พอทราฟฟิกเข้า LINE มาจากทั้งแอดและออร์แกนิกปนกัน ROAS รายแคมเปญเริ่มโกหก บทความนี้อธิบาย Blended ROAS วิธีคำนวณ และเมื่อไหร่ควรใช้ตัวไหน