← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ลูกค้าคนหนึ่งซื้อซ้ำ 4 ครั้งใน 2 ปี: เมื่อรู้ LTV คุณจะกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

02 ส.ค. 04:13 · อ่าน 2 นาที
ลูกค้าคนหนึ่งซื้อซ้ำ 4 ครั้งใน 2 ปี: เมื่อรู้ LTV คุณจะกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

สรุปสั้น ๆ

LTV คือกำไรรวมที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ตลอดที่เขาอยู่กับคุณ ไม่ใช่แค่ออเดอร์แรก ธุรกิจที่ลูกค้าซื้อซ้ำได้เปรียบมหาศาล เพราะกล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่แพงกว่าคู่แข่งที่คิดแค่ออเดอร์เดียว โดยยังกำไร บทความนี้พาคำนวณ LTV แล้วใช้มันขยายเพดานงบอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ยิงมั่ว

มีคำถามที่ทำให้เจ้าของร้านสองคนที่ขายของเหมือนกันเป๊ะ ตัดสินใจงบต่างกันคนละโลก คำถามนั้นคือ ‘ลูกค้าหนึ่งคนซื้อกับคุณกี่ครั้งก่อนจะหายไป’ ร้านแรกไม่เคยคิด เขาเลยกล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่แค่เท่ากับกำไรออเดอร์แรก ส่วนร้านที่สองรู้ว่าลูกค้าเฉลี่ยซื้อซ้ำ 4 ครั้ง เขาเลยกล้าจ่ายแพงกว่าเกือบสี่เท่า แล้วยังกำไร

ผลของความต่างนี้ชัดมากในสนามจริง ร้านที่สองประมูลค่าแอดสู้ในราคาที่ร้านแรกไม่กล้าแตะ เขากวาดลูกค้าใหม่ไปได้เรื่อย ๆ ทั้งที่ดูเผิน ๆ เหมือนเขา ‘จ่ายแพงเกินเหตุ’ แต่ความจริงเขาแค่คิดเลขคนละชุด เขาคิดจาก LTV ไม่ใช่จากออเดอร์แรก

บทความนี้จะเจาะลึกว่า LTV คืออะไร คำนวณแบบร้านค้าที่ไม่ต้องมีทีมข้อมูลยังไง แล้วมันเปลี่ยนเพดานงบแอดของคุณได้แค่ไหน พร้อมข้อควรระวังที่ทำให้หลายคนใช้ LTV ผิดจนเจ๊ง เพราะ LTV เป็นดาบสองคม ถ้าใช้เป็นคือได้เปรียบ ถ้าใช้มั่วคือเผาเงินอนาคตที่ยังไม่เข้า

LTV แบบร้านค้า ไม่ใช่แบบตำราการเงิน

LTV หรือ lifetime value คือกำไรรวมที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ตลอดช่วงที่เขาซื้อกับคุณ จุดที่คนพลาดคือไปคิดจาก ‘ยอดขายรวม’ ของลูกค้า ทั้งที่ต้องคิดจาก ‘กำไร’ รวม เพราะยอดขายเอาไปจ่ายค่าแอดไม่ได้ มีแต่กำไรที่จ่ายได้ ดังนั้น LTV ที่ใช้ได้จริงต้องเป็นกำไรสะสม

สูตรแบบร้านค้าง่าย ๆ คือ กำไรต่อออเดอร์ คูณ จำนวนครั้งที่ซื้อซ้ำเฉลี่ย ถ้ากำไรต่อออเดอร์ 300 บาท ลูกค้าซื้อเฉลี่ย 4 ครั้ง LTV ก็ราว 1,200 บาท ตัวเลขนี้แหละที่เปลี่ยนเกม เพราะมันบอกว่าคุณมีเงิน 1,200 ต่อลูกค้าใหม่หนึ่งคน ไม่ใช่แค่ 300 ให้เอาไปสู้ค่าแอด

สังเกตว่าสูตรนี้ต้องรู้สองอย่างที่หลายร้านไม่เคยเก็บ คือกำไรต่อออเดอร์จริง กับจำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ย เรื่องกำไรต่อออเดอร์ผมเขียนไว้แล้วในกำไรต่อออเดอร์เป็นบาท ส่วนจำนวนซื้อซ้ำ ถ้ายังไม่เคยเก็บ ให้เริ่มจากลูกค้ากลุ่มเก่าที่พอไล่ประวัติได้ก่อน

LTV เปลี่ยนเพดานงบแอดยังไง

กลับมาที่ร้านสองร้านในตอนต้น สมมติทั้งคู่กำไรต่อออเดอร์ 300 บาทเท่ากัน ตารางนี้แสดงว่าใครกล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่ได้แค่ไหน:

มุมมองฐานที่ใช้คิดเพดานค่าแอดต่อลูกค้าใหม่
คิดแค่ออเดอร์แรกกำไร 300ต้องต่ำกว่า 300
คิดจาก LTV (ซื้อซ้ำ 4 ครั้ง)กำไรรวม 1,200จ่ายได้ถึงราว 600 ยังกำไร

ทำไมคนที่รู้ LTV ถึงชนะการประมูลค่าแอด

ค่าแอดในระบบประมูลคือใครยอมจ่ายแพงกว่าได้พื้นที่ไป ร้านที่คิดแค่ออเดอร์แรกจะถอยเมื่อค่าแอดต่อลูกค้าเกิน 300 ส่วนร้านที่รู้ LTV ยังสู้ต่อได้ถึง 600 เพราะเขารู้ว่าส่วนที่ ‘ดูเหมือนขาดทุน’ ในออเดอร์แรก จะถูกทวงคืนในออเดอร์ที่ 2, 3, 4 ที่ตามมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางแบรนด์ถึงยิงแอดหนักได้แบบที่คู่แข่งงง

แต่กุญแจที่ทำให้กลยุทธ์นี้เวิร์กคือ ลูกค้าต้องซื้อซ้ำจริง ไม่ใช่แค่หวัง การจ่ายค่าแอดแพงบนความหวังว่าเขา ‘น่าจะ’ กลับมา คือการเผาเงินอนาคตที่ยังไม่เข้า ดังนั้นก่อนใช้ LTV ขยายงบ คุณต้องมีระบบที่ทำให้ลูกค้ากลับมาจริง เช่น การดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ และการดูแลหลังการขายในแชท

อีกจุดที่ต้องระวังคือ payback period หรือระยะเวลาที่กำไรจากลูกค้าคนหนึ่งจะคืนค่าแอดที่จ่ายไป ถ้าคุณจ่าย 600 แต่กว่าจะได้คืนครบต้องรอลูกค้าซื้อจนครบสี่ครั้งในสองปี กระแสเงินสดคุณต้องแบกไหวระหว่างนั้นด้วย เรื่องนี้อ่านต่อได้ที่ระยะเวลาคืนทุนค่าแอด เพราะกำไรบนกระดาษกับเงินสดในมือเป็นคนละเรื่อง

หาจำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ยแบบไม่ต้องมีทีมข้อมูล

  1. เลือกกลุ่มลูกค้าที่ซื้อครั้งแรกในช่วงเดียวกันเมื่อ 1-2 ปีก่อน เช่น คนที่ซื้อครั้งแรกช่วงต้นปีที่แล้ว
  2. ไล่ดูว่าคนกลุ่มนี้แต่ละคนซื้อกับคุณรวมกี่ครั้งจนถึงตอนนี้ แล้วหาค่าเฉลี่ย
  3. ระวังอย่าเอาลูกค้าใหม่เอี่ยมมารวม เพราะเขายังไม่มีเวลาซื้อซ้ำ จะทำให้ค่าเฉลี่ยดูต่ำกว่าจริง
  4. เอาค่าเฉลี่ยนั้นคูณกำไรต่อออเดอร์ ได้ LTV เบื้องต้น แล้วใช้แบบระมัดระวัง ตั้งเพดานงบไว้ต่ำกว่า LTV เต็มเสมอเพื่อกันพลาด
  5. ทบทวนตัวเลขนี้ทุกไตรมาส เพราะพฤติกรรมซื้อซ้ำเปลี่ยนได้ตามคุณภาพสินค้าและการดูแลลูกค้า

หลุมของการใช้ LTV ที่ทำให้เจ๊งได้

  • ใช้ LTV เต็มเป็นเพดานงบ — อย่าจ่ายค่าแอดเท่า LTV เต็ม เพราะถ้าจ่ายหมดก็ไม่เหลือกำไร ให้ตั้งเพดานไว้ราวครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า เผื่อต้นทุนอื่นและกำไร
  • เหมาว่าลูกค้าทุกกลุ่มซื้อซ้ำเท่ากัน — ลูกค้าจากโปรลดราคาหนักมักซื้อซ้ำน้อยกว่าลูกค้าที่มาเพราะชอบสินค้าจริง อย่าเอา LTV ก้อนเดียวไปใช้กับทุกช่องทาง
  • ลืมเรื่องกระแสเงินสด — กำไรจาก LTV ทยอยเข้าเป็นปี แต่ค่าแอดจ่ายวันนี้ ถ้าเงินสดไม่พอแบกช่วงรอ ธุรกิจสะดุดได้แม้ตัวเลขบนกระดาษจะสวย
  • ไม่มีระบบทำให้ซื้อซ้ำจริง — LTV เป็นแค่คำสัญญา ถ้าไม่มีการดูแลหลังขายและการชวนกลับมาซื้อ ตัวเลขนั้นก็ไม่เกิดจริง กลายเป็นจ่ายแพงบนความหวังลม ๆ การผูกที่มาของลูกค้ากับประวัติซื้อซ้ำจึงสำคัญ ซึ่งเป็นงานที่ระบบอย่าง linli ช่วยให้เห็นภาพได้

สรุป

LTV คือมุมมองที่แยกคนที่เล่นเกมยาวออกจากคนที่เล่นเกมสั้น คนที่คิดแค่กำไรออเดอร์แรกจะจ่ายค่าแอดได้จำกัดและถูกแซงในการประมูล ส่วนคนที่รู้ว่าลูกค้าซื้อซ้ำกี่ครั้งจะกล้าจ่ายแพงกว่าและยังกำไร เพราะเขาทวงคืนในออเดอร์ที่ตามมา

แต่ LTV เป็นดาบสองคม มันได้เปรียบก็ต่อเมื่อการซื้อซ้ำเกิดขึ้นจริง และกระแสเงินสดของคุณแบกช่วงรอไหว ก่อนจะเอา LTV ไปขยายงบ ให้แน่ใจว่าคุณมีระบบทำให้ลูกค้ากลับมา และคำนวณด้วยความระมัดระวัง ตั้งเพดานต่ำกว่า LTV เต็มเสมอ แล้วมันจะเป็นอาวุธที่คู่แข่งสู้ยาก

  • LTV = กำไรต่อออเดอร์ คูณ จำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ย (คิดจากกำไร ไม่ใช่ยอด)
  • รู้ LTV = กล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่แพงกว่าคู่แข่งโดยยังกำไร
  • ใช้อย่างระวัง ตั้งเพดานต่ำกว่า LTV เต็ม และต้องมีระบบทำให้ซื้อซ้ำจริง

คำถามที่พบบ่อย

LTV ควรคิดจากยอดขายหรือกำไร

ต้องคิดจากกำไร ไม่ใช่ยอดขาย เพราะยอดขายเอาไปจ่ายค่าแอดไม่ได้ มีแต่กำไรที่จ่ายได้จริง การใช้ยอดขายรวมเป็น LTV จะทำให้ประเมินเพดานงบสูงเกินความจริงมากและเสี่ยงขาดทุน

ธุรกิจที่ลูกค้าซื้อครั้งเดียวจบ ใช้ LTV ได้ไหม

ได้แต่ประโยชน์น้อยกว่า เพราะ LTV เกือบเท่ากำไรออเดอร์แรก ธุรกิจแบบนี้ควรโฟกัสที่การเพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์และการขายพ่วงในครั้งเดียวแทน ส่วนธุรกิจที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำจะได้เปรียบจาก LTV มากกว่า

ควรจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่ได้เท่า LTV เลยไหม

ไม่ควร เพราะถ้าจ่ายเท่า LTV เต็มก็ไม่เหลือกำไร ควรตั้งเพดานไว้ราวครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า เพื่อเผื่อต้นทุนคงที่ กระแสเงินสด และกำไรที่ต้องการ LTV เป็นเพดานสูงสุดในทางทฤษฎี ไม่ใช่เป้าที่ควรจ่ายจริง

จำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ยหาจากไหนถ้าไม่มีระบบ

เริ่มจากไล่ประวัติลูกค้ากลุ่มที่ซื้อครั้งแรกเมื่อ 1-2 ปีก่อน นับว่าแต่ละคนซื้อรวมกี่ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย ระวังอย่าเอาลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีเวลาซื้อซ้ำมารวม เพราะจะทำให้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าความจริง

LTV กับ payback period ต่างกันยังไง

LTV บอกว่าลูกค้าคนหนึ่งสร้างกำไรรวมเท่าไหร่ตลอดอายุ ส่วน payback period บอกว่าต้องรอนานแค่ไหนกำไรถึงจะคืนค่าแอดที่จ่ายไป ตัวแรกดูความคุ้มระยะยาว ตัวหลังดูว่ากระแสเงินสดต้องแบกนานแค่ไหน ต้องดูคู่กัน

ทำไมรู้ LTV แล้วถึงกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

เพราะคู่แข่งที่คิดแค่ออเดอร์แรกจะถอยเมื่อค่าแอดเกินกำไรครั้งเดียว ส่วนคุณรู้ว่ากำไรจากการซื้อซ้ำจะตามมา จึงสู้ราคาได้สูงกว่าโดยยังกำไรในระยะยาว แต่ต้องมีระบบทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำจริงรองรับด้วย

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง