← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ลูกค้าคนหนึ่งซื้อซ้ำ 4 ครั้งใน 2 ปี พอรู้ LTV แล้วคุณจะกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

ทีมบรรณาธิการ linli09 ก.ค. 14:12อัปเดต 09 ก.ค. 14:12อ่าน 2 นาที
ลูกค้าคนหนึ่งซื้อซ้ำ 4 ครั้งใน 2 ปี พอรู้ LTV แล้วคุณจะกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

LTV คือกำไรรวมที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ตลอดที่เขาอยู่กับคุณ ไม่ใช่แค่ออเดอร์แรก ธุรกิจที่ลูกค้าซื้อซ้ำได้เปรียบมหาศาล เพราะกล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่แพงกว่าคู่แข่งที่คิดแค่ออเดอร์เดียว โดยยังกำไร บทความนี้พาคำนวณ LTV แล้วใช้มันขยายเพดานงบอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ยิงมั่ว

มีคำถามที่ทำให้เจ้าของร้านสองคนที่ขายของเหมือนกันเป๊ะ ตัดสินใจงบต่างกันคนละโลก คำถามนั้นคือ ‘ลูกค้าหนึ่งคนซื้อกับคุณกี่ครั้งก่อนจะหายไป’ ร้านแรกไม่เคยคิด เขาเลยกล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่แค่เท่ากับกำไรออเดอร์แรก ส่วนร้านที่สองรู้ว่าลูกค้าเฉลี่ยซื้อซ้ำ 4 ครั้ง เขาเลยกล้าจ่ายแพงกว่าเกือบสี่เท่า แล้วยังกำไร

ผลของความต่างนี้ชัดมากในสนามจริง ร้านที่สองประมูลค่าแอดสู้ในราคาที่ร้านแรกไม่กล้าแตะ เขากวาดลูกค้าใหม่ไปได้เรื่อย ๆ ทั้งที่ดูเผิน ๆ เหมือนเขา ‘จ่ายแพงเกินเหตุ’ แต่ความจริงเขาแค่คิดเลขคนละชุด เขาคิดจาก LTV ไม่ใช่จากออเดอร์แรก

บทความนี้จะเจาะลึกว่า LTV คืออะไร คำนวณแบบร้านค้าที่ไม่ต้องมีทีมข้อมูลยังไง แล้วมันเปลี่ยนเพดานงบแอดของคุณได้แค่ไหน พร้อมข้อควรระวังที่ทำให้หลายคนใช้ LTV ผิดจนเจ๊ง เพราะ LTV เป็นดาบสองคม ถ้าใช้เป็นคือได้เปรียบ ถ้าใช้มั่วคือเผาเงินอนาคตที่ยังไม่เข้า

LTV แบบร้านค้า ไม่ใช่แบบตำราการเงิน

LTV หรือ lifetime value คือกำไรรวมที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ตลอดช่วงที่เขาซื้อกับคุณ จุดที่คนพลาดคือไปคิดจาก ‘ยอดขายรวม’ ของลูกค้า ทั้งที่ต้องคิดจาก ‘กำไร’ รวม เพราะยอดขายเอาไปจ่ายค่าแอดไม่ได้ มีแต่กำไรที่จ่ายได้ ดังนั้น LTV ที่ใช้ได้จริงต้องเป็นกำไรสะสม

สูตรแบบร้านค้าง่าย ๆ คือ กำไรต่อออเดอร์ คูณ จำนวนครั้งที่ซื้อซ้ำเฉลี่ย ถ้ากำไรต่อออเดอร์ 300 บาท ลูกค้าซื้อเฉลี่ย 4 ครั้ง LTV ก็ราว 1,200 บาท ตัวเลขนี้แหละที่เปลี่ยนเกม เพราะมันบอกว่าคุณมีเงิน 1,200 ต่อลูกค้าใหม่หนึ่งคน ไม่ใช่แค่ 300 ให้เอาไปสู้ค่าแอด

สังเกตว่าสูตรนี้ต้องรู้สองอย่างที่หลายร้านไม่เคยเก็บ คือกำไรต่อออเดอร์จริง กับจำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ย เรื่องกำไรต่อออเดอร์ผมเขียนไว้แล้วในกำไรต่อออเดอร์เป็นบาท ส่วนจำนวนซื้อซ้ำ ถ้ายังไม่เคยเก็บ ให้เริ่มจากลูกค้ากลุ่มเก่าที่พอไล่ประวัติได้ก่อน

LTV เปลี่ยนเพดานงบแอดยังไง

กลับมาที่ร้านสองร้านในตอนต้น สมมติทั้งคู่กำไรต่อออเดอร์ 300 บาทเท่ากัน ตารางนี้แสดงว่าใครกล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่ได้แค่ไหน:

มุมมองฐานที่ใช้คิดเพดานค่าแอดต่อลูกค้าใหม่
คิดแค่ออเดอร์แรกกำไร 300ต้องต่ำกว่า 300
คิดจาก LTV (ซื้อซ้ำ 4 ครั้ง)กำไรรวม 1,200จ่ายได้ถึงราว 600 ยังกำไร

ทำไมคนที่รู้ LTV ถึงชนะการประมูลค่าแอด

ค่าแอดในระบบประมูลคือใครยอมจ่ายแพงกว่าได้พื้นที่ไป ร้านที่คิดแค่ออเดอร์แรกจะถอยเมื่อค่าแอดต่อลูกค้าเกิน 300 ส่วนร้านที่รู้ LTV ยังสู้ต่อได้ถึง 600 เพราะเขารู้ว่าส่วนที่ ‘ดูเหมือนขาดทุน’ ในออเดอร์แรก จะถูกทวงคืนในออเดอร์ที่ 2, 3, 4 ที่ตามมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางแบรนด์ถึงยิงแอดหนักได้แบบที่คู่แข่งงง

แต่กุญแจที่ทำให้กลยุทธ์นี้เวิร์กคือ ลูกค้าต้องซื้อซ้ำจริง ไม่ใช่แค่หวัง การจ่ายค่าแอดแพงบนความหวังว่าเขา ‘น่าจะ’ กลับมา คือการเผาเงินอนาคตที่ยังไม่เข้า ดังนั้นก่อนใช้ LTV ขยายงบ คุณต้องมีระบบที่ทำให้ลูกค้ากลับมาจริง เช่น การดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ และการดูแลหลังการขายในแชท

อีกจุดที่ต้องระวังคือ payback period หรือระยะเวลาที่กำไรจากลูกค้าคนหนึ่งจะคืนค่าแอดที่จ่ายไป ถ้าคุณจ่าย 600 แต่กว่าจะได้คืนครบต้องรอลูกค้าซื้อจนครบสี่ครั้งในสองปี กระแสเงินสดคุณต้องแบกไหวระหว่างนั้นด้วย เรื่องนี้อ่านต่อได้ที่ระยะเวลาคืนทุนค่าแอด เพราะกำไรบนกระดาษกับเงินสดในมือเป็นคนละเรื่อง

หาจำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ยแบบไม่ต้องมีทีมข้อมูล

  1. เลือกกลุ่มลูกค้าที่ซื้อครั้งแรกในช่วงเดียวกันเมื่อ 1-2 ปีก่อน เช่น คนที่ซื้อครั้งแรกช่วงต้นปีที่แล้ว
  2. ไล่ดูว่าคนกลุ่มนี้แต่ละคนซื้อกับคุณรวมกี่ครั้งจนถึงตอนนี้ แล้วหาค่าเฉลี่ย
  3. ระวังอย่าเอาลูกค้าใหม่เอี่ยมมารวม เพราะเขายังไม่มีเวลาซื้อซ้ำ จะทำให้ค่าเฉลี่ยดูต่ำกว่าจริง
  4. เอาค่าเฉลี่ยนั้นคูณกำไรต่อออเดอร์ ได้ LTV เบื้องต้น แล้วใช้แบบระมัดระวัง ตั้งเพดานงบไว้ต่ำกว่า LTV เต็มเสมอเพื่อกันพลาด
  5. ทบทวนตัวเลขนี้ทุกไตรมาส เพราะพฤติกรรมซื้อซ้ำเปลี่ยนได้ตามคุณภาพสินค้าและการดูแลลูกค้า

หลุมของการใช้ LTV ที่ทำให้เจ๊งได้

  • ใช้ LTV เต็มเป็นเพดานงบ — อย่าจ่ายค่าแอดเท่า LTV เต็ม เพราะถ้าจ่ายหมดก็ไม่เหลือกำไร ให้ตั้งเพดานไว้ราวครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า เผื่อต้นทุนอื่นและกำไร
  • เหมาว่าลูกค้าทุกกลุ่มซื้อซ้ำเท่ากัน — ลูกค้าจากโปรลดราคาหนักมักซื้อซ้ำน้อยกว่าลูกค้าที่มาเพราะชอบสินค้าจริง อย่าเอา LTV ก้อนเดียวไปใช้กับทุกช่องทาง
  • ลืมเรื่องกระแสเงินสด — กำไรจาก LTV ทยอยเข้าเป็นปี แต่ค่าแอดจ่ายวันนี้ ถ้าเงินสดไม่พอแบกช่วงรอ ธุรกิจสะดุดได้แม้ตัวเลขบนกระดาษจะสวย
  • ไม่มีระบบทำให้ซื้อซ้ำจริง — LTV เป็นแค่คำสัญญา ถ้าไม่มีการดูแลหลังขายและการชวนกลับมาซื้อ ตัวเลขนั้นก็ไม่เกิดจริง กลายเป็นจ่ายแพงบนความหวังลม ๆ การผูกที่มาของลูกค้ากับประวัติซื้อซ้ำจึงสำคัญ ซึ่งเป็นงานที่ระบบอย่าง linli ช่วยให้เห็นภาพได้

สรุป

LTV คือมุมมองที่แยกคนที่เล่นเกมยาวออกจากคนที่เล่นเกมสั้น คนที่คิดแค่กำไรออเดอร์แรกจะจ่ายค่าแอดได้จำกัดและถูกแซงในการประมูล ส่วนคนที่รู้ว่าลูกค้าซื้อซ้ำกี่ครั้งจะกล้าจ่ายแพงกว่าและยังกำไร เพราะเขาทวงคืนในออเดอร์ที่ตามมา

แต่ LTV เป็นดาบสองคม มันได้เปรียบก็ต่อเมื่อการซื้อซ้ำเกิดขึ้นจริง และกระแสเงินสดของคุณแบกช่วงรอไหว ก่อนจะเอา LTV ไปขยายงบ ให้แน่ใจว่าคุณมีระบบทำให้ลูกค้ากลับมา และคำนวณด้วยความระมัดระวัง ตั้งเพดานต่ำกว่า LTV เต็มเสมอ แล้วมันจะเป็นอาวุธที่คู่แข่งสู้ยาก

  • LTV = กำไรต่อออเดอร์ คูณ จำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ย (คิดจากกำไร ไม่ใช่ยอด)
  • รู้ LTV = กล้าจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่แพงกว่าคู่แข่งโดยยังกำไร
  • ใช้อย่างระวัง ตั้งเพดานต่ำกว่า LTV เต็ม และต้องมีระบบทำให้ซื้อซ้ำจริง

คำถามที่พบบ่อย

LTV ควรคิดจากยอดขายหรือกำไร

ต้องคิดจากกำไร ไม่ใช่ยอดขาย เพราะยอดขายเอาไปจ่ายค่าแอดไม่ได้ มีแต่กำไรที่จ่ายได้จริง การใช้ยอดขายรวมเป็น LTV จะทำให้ประเมินเพดานงบสูงเกินความจริงมากและเสี่ยงขาดทุน

ธุรกิจที่ลูกค้าซื้อครั้งเดียวจบ ใช้ LTV ได้ไหม

ได้แต่ประโยชน์น้อยกว่า เพราะ LTV เกือบเท่ากำไรออเดอร์แรก ธุรกิจแบบนี้ควรโฟกัสที่การเพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์และการขายพ่วงในครั้งเดียวแทน ส่วนธุรกิจที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำจะได้เปรียบจาก LTV มากกว่า

ควรจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าใหม่ได้เท่า LTV เลยไหม

ไม่ควร เพราะถ้าจ่ายเท่า LTV เต็มก็ไม่เหลือกำไร ควรตั้งเพดานไว้ราวครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า เพื่อเผื่อต้นทุนคงที่ กระแสเงินสด และกำไรที่ต้องการ LTV เป็นเพดานสูงสุดในทางทฤษฎี ไม่ใช่เป้าที่ควรจ่ายจริง

จำนวนซื้อซ้ำเฉลี่ยหาจากไหนถ้าไม่มีระบบ

เริ่มจากไล่ประวัติลูกค้ากลุ่มที่ซื้อครั้งแรกเมื่อ 1-2 ปีก่อน นับว่าแต่ละคนซื้อรวมกี่ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย ระวังอย่าเอาลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีเวลาซื้อซ้ำมารวม เพราะจะทำให้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าความจริง

LTV กับ payback period ต่างกันยังไง

LTV บอกว่าลูกค้าคนหนึ่งสร้างกำไรรวมเท่าไหร่ตลอดอายุ ส่วน payback period บอกว่าต้องรอนานแค่ไหนกำไรถึงจะคืนค่าแอดที่จ่ายไป ตัวแรกดูความคุ้มระยะยาว ตัวหลังดูว่ากระแสเงินสดต้องแบกนานแค่ไหน ต้องดูคู่กัน

ทำไมรู้ LTV แล้วถึงกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

เพราะคู่แข่งที่คิดแค่ออเดอร์แรกจะถอยเมื่อค่าแอดเกินกำไรครั้งเดียว ส่วนคุณรู้ว่ากำไรจากการซื้อซ้ำจะตามมา จึงสู้ราคาได้สูงกว่าโดยยังกำไรในระยะยาว แต่ต้องมีระบบทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำจริงรองรับด้วย

ลองตรวจด้วยตัวเอง

LTV / CAC Calculator

ใส่ตัวเลขธุรกิจของคุณ แล้วดู CAC, LTV:CAC และระยะเวลาคืนทุนต่อลูกค้าหนึ่งราย

คำนวณ LTV:CAC

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยอดเข้าเยอะแต่ทำไมเงินไม่พอจ่ายค่าแอดเดือนหน้า เงินสดกับกำไรเป็นคนละเรื่องกัน

ยอดเข้าเยอะแต่ทำไมเงินไม่พอจ่ายค่าแอดเดือนหน้า เงินสดกับกำไรเป็นคนละเรื่องกัน

หลายร้านกำไรบนกระดาษแต่เงินสดขาดมือจนต้องหยุดยิงแอด ปัญหาอยู่ที่จังหวะเงินเข้าออกไม่ตรงกัน บทความนี้เจาะความต่างของเงินสดกับกำไรเวลายิงแอด
ทำไมยอดขายจากแชท LINE กระทบกับตัวเลขปิดบัญชีของฝ่ายการเงินไม่ลง (และจะกระทบยอดให้ตรงได้ยังไง)

ทำไมยอดขายจากแชท LINE กระทบกับตัวเลขปิดบัญชีของฝ่ายการเงินไม่ลง (และจะกระทบยอดให้ตรงได้ยังไง)

ฝ่ายขายบอกว่าปิดดีลได้เท่านี้ แต่ฝ่ายการเงินเห็นยอดรับเงินไม่เท่ากัน ความเหลื่อมนี้พบบ่อยในธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชท LINE บทความนี้อธิบายสาเหตุและวางกระบวนการกระทบยอดรายเดือนที่ใช้ได้จริง
เพิ่มงบเป็นสองเท่าแต่ยอดขายโตแค่ 20% เพราะแอดวิ่งเร็วกว่าทีมแชทจะรับไหว

เพิ่มงบเป็นสองเท่าแต่ยอดขายโตแค่ 20% เพราะแอดวิ่งเร็วกว่าทีมแชทจะรับไหว

เพิ่มงบไม่ได้แปลว่ายอดขายจะโตตามสัดส่วนเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อทีมแชทเริ่มรับมือทักไม่ทัน บทความนี้ชี้จุดที่กราฟผลตอบแทนเริ่มลดลง และเพดานจริงที่มักไม่ใช่งบ แต่คือกำลังคน