← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

งบโฆษณาประกันวันละสองพัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนซื้อกรมธรรม์จริง

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 1 นาที
งบโฆษณาประกันวันละสองพัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนซื้อกรมธรรม์จริง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การรู้ว่างบโฆษณาที่ใช้ไปวันละเท่าไหร่แปลงเป็นยอดซื้อกรมธรรม์กี่ฉบับ ต้องผูกข้อมูลสามชั้นเข้าด้วยกัน คือค่าโฆษณารายวัน จำนวนคนที่ทักเข้า LINE พร้อมต้นทางที่ชัดเจน และสถานะกรมธรรม์อนุมัติที่มาจากฝ่ายหลังบ้าน ถ้าขาดชั้นใดชั้นหนึ่งไป จะคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ที่แม่นยำไม่ได้เลย

เอเจนซี่ประกันขนาดเล็กแห่งหนึ่งใช้งบโฆษณาวันละประมาณสองพันบาทยิงเข้า LINE มาต่อเนื่องหลายเดือน รวมแล้วเป็นเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเดือน แต่เมื่อถูกถามว่างบก้อนนี้แปลงเป็นกรมธรรม์ที่ขายได้จริงกี่ฉบับ คำตอบที่ได้คือ 'ประมาณ ๆ' เพราะไม่เคยมีใครนั่งคำนวณอย่างจริงจัง มีแต่ความรู้สึกว่ายิงแอดแล้วมีคนทักเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหานี้พบได้บ่อยในธุรกิจประกันขนาดเล็กถึงกลาง เพราะข้อมูลค่าโฆษณาอยู่ในหน้าแดชบอร์ดของแพลตฟอร์มโฆษณา ข้อมูลคนทักอยู่ในแชท LINE ส่วนข้อมูลกรมธรรม์ที่อนุมัติจริงอยู่ในระบบของบริษัทประกันหรือสมุดบันทึกของตัวแทน ทั้งสามส่วนนี้ไม่เคยถูกนำมารวมกันเป็นตัวเลขเดียว ทำให้ไม่มีใครรู้ต้นทุนต่อกรมธรรม์ที่แท้จริง

บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นว่าจะเชื่อมสามส่วนนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร เพื่อให้รู้ว่างบโฆษณาที่ใช้ไปทุกวันคุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับกรมธรรม์ที่ขายได้จริง ไม่ใช่แค่รู้สึกว่ามีคนทักเข้ามาเยอะขึ้น

สามชั้นข้อมูลที่ต้องเชื่อมกันให้ได้ก่อน

ก่อนจะคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ได้ ต้องมีข้อมูลสามชั้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้าขาดชั้นใดชั้นหนึ่งจะคำนวณได้แค่ตัวเลขคร่าว ๆ ที่ไม่แม่นพอจะใช้ตัดสินใจปรับงบ

  • ค่าโฆษณารายวัน — ดึงจากแดชบอร์ดของแพลตฟอร์มโฆษณาโดยตรง แยกตามแคมเปญ
  • จำนวนคนทักพร้อมต้นทาง — ต้องรู้ว่าแต่ละคนทักมาจากแคมเปญไหน ไม่ใช่แค่จำนวนรวม
  • สถานะกรมธรรม์อนุมัติ — ข้อมูลจากฝ่ายหลังบ้านหรือบริษัทประกันว่าใครซื้อจริงแล้ว

ทำไมเอเจนซี่ประกันส่วนใหญ่ไม่เคยคำนวณตัวเลขนี้

สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้ แต่เพราะการรวมสามชั้นข้อมูลเข้าด้วยกันต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอที่หลายทีมไม่มี ค่าโฆษณาอยู่ในระบบหนึ่ง ข้อมูลแชทอยู่ในอีกระบบหนึ่ง และสถานะกรมธรรม์อยู่ในระบบที่สาม การจะดึงมารวมกันทุกเดือนต้องมีคนรับผิดชอบเฉพาะ ถ้าไม่มีใครรับหน้าที่นี้ชัดเจน งานนี้มักถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนไม่เคยทำสำเร็จ

อีกสาเหตุคือหลายทีมมองว่าแค่รู้จำนวนคนทักเข้ามาก็เพียงพอแล้วสำหรับตัดสินใจว่าแคมเปญไหนดีหรือไม่ดี ทั้งที่ความจริงจำนวนคนทักบอกแค่ความสนใจ ไม่ได้บอกว่าสุดท้ายใครซื้อกรมธรรม์จริง แคมเปญที่ทักเยอะอาจปิดขายได้น้อยกว่าแคมเปญที่ทักน้อยกว่าก็เป็นไปได้

แยก UTM ตามแคมเปญและประเภทกรมธรรม์ตั้งแต่ต้นทาง

ขั้นแรกที่ทำได้เองทันทีคือกำหนดโครงสร้าง UTM ให้ชัดในทุกลิงก์ที่ใช้ในแอด แยก utm_campaign ตามประเภทกรมธรรม์ เช่นประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิตสะสมทรัพย์ และแยก utm_source ตามแพลตฟอร์มที่ใช้ ถ้าไม่มีการแยกตั้งแต่ต้น จะไม่มีทางรู้ย้อนหลังว่าคนที่ทักเข้ามาแต่ละคนมาจากแคมเปญไหน ต่อให้อยากคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ทีหลังก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ การวางแผนคำค้นและงบประมาณ ที่ควรทำคู่กันตั้งแต่เริ่มแคมเปญ

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ที่ขายได้จริง

ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติที่แสดงวิธีคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ในหนึ่งเดือน โดยแยกตามประเภทกรมธรรม์:

ประเภทกรมธรรม์งบโฆษณา (บาท)กรมธรรม์อนุมัติ (ตัวอย่างสมมติ)ต้นทุนต่อกรมธรรม์
ประกันรถยนต์24,000122,000 บาท
ประกันสุขภาพ18,00063,000 บาท
ประกันชีวิตสะสมทรัพย์12,00034,000 บาท

อ่านตัวเลขต้นทุนต่อกรมธรรม์อย่างไรให้เกิดประโยชน์

ตัวเลขต้นทุนต่อกรมธรรม์เพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ทั้งหมดว่าแคมเปญไหนคุ้มค่ากว่ากัน เพราะกรมธรรม์แต่ละประเภทมีค่าคอมมิชชันต่างกันมาก ประกันชีวิตสะสมทรัพย์แม้ต้นทุนต่อกรมธรรม์จะสูงกว่า แต่ถ้าค่าคอมมิชชันต่อฉบับสูงกว่าประกันรถยนต์มาก ก็อาจยังคุ้มค่ากว่าเมื่อคิดเป็นกำไรสุทธิ ต้องนำต้นทุนต่อกรมธรรม์ไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อกรมธรรม์ของแต่ละประเภทเสมอ ไม่ใช่เทียบแค่ตัวเลขต้นทุนอย่างเดียว

การเปรียบเทียบแบบนี้ยังเชื่อมโยงกับ สัดส่วนต้นทุนต่อมูลค่าลูกค้าตลอดอายุ โดยเฉพาะกรมธรรม์ที่มีการต่ออายุทุกปี เพราะลูกค้าคนหนึ่งอาจสร้างรายได้ให้ตัวแทนต่อเนื่องหลายปี ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวตอนซื้อครั้งแรก

ปรับตัวเลขให้สอดคล้องกับความล่าช้าของการอนุมัติ

ข้อควรระวังสำคัญคือกรมธรรม์ที่อนุมัติในเดือนนี้อาจไม่ได้มาจากงบโฆษณาของเดือนนี้ทั้งหมด บางเคสอาจเป็นลูกค้าที่ทักเข้ามาตั้งแต่เดือนก่อนแล้วเพิ่งอนุมัติเสร็จ ถ้าคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์แบบรายเดือนตรง ๆ โดยไม่ปรับความล่าช้านี้ ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนได้พอสมควรโดยเฉพาะในเดือนที่มีความผันผวนของงบโฆษณาสูง

วิธีที่แม่นยำกว่าคือติดตามแต่ละ Lead ตั้งแต่วันที่ทักเข้ามาไปจนถึงวันที่กรมธรรม์อนุมัติ แล้วคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์โดยอิงจากวันที่ทักเข้ามาเป็นหลัก ไม่ใช่วันที่อนุมัติ วิธีนี้ทำให้เห็นภาพที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า แม้จะต้องรอข้อมูลนานขึ้นกว่าจะสรุปตัวเลขของเดือนนั้นได้ครบถ้วน

อย่าลืมนับต้นทุนแอดมินและเวลาที่ใช้ตอบแชทด้วย

ต้นทุนต่อกรมธรรม์ที่คำนวณจากค่าโฆษณาอย่างเดียวยังไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด เพราะยังมีต้นทุนแอดมินหรือพนักงานที่ตอบแชทและติดตามลูกค้าอีกส่วนหนึ่ง สำหรับเอเจนซี่ที่มีแอดมินเต็มเวลาคอยตอบแชท ควรคำนวณต้นทุนแรงงานส่วนนี้รวมเข้าไปด้วย เพื่อให้เห็นภาพต้นทุนรวมที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าดูแค่ค่าโฆษณาอย่างเดียว

วิธีคำนวณคร่าว ๆ คือประมาณเงินเดือนแอดมินต่อเดือน หารด้วยจำนวนกรมธรรม์ที่ปิดได้ในเดือนนั้น แล้วบวกเข้ากับต้นทุนต่อกรมธรรม์จากค่าโฆษณา ถ้าตัวเลขรวมนี้ยังต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อกรมธรรม์อย่างมีนัยสำคัญ ก็ยังถือว่าธุรกิจไปในทิศทางที่ดี แต่ถ้าใกล้เคียงกันมากหรือสูงกว่า ควรทบทวนทั้งประสิทธิภาพแคมเปญและกระบวนการขายไปพร้อมกัน

สร้างนิสัยติดตามตัวเลขนี้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ

การคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ครั้งเดียวแล้วหยุดไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะตลาดและพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ควรสร้างเป็นนิสัยที่ทำทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้สเปรดชีตง่าย ๆ ที่มีคอลัมน์ค่าโฆษณา จำนวนคนทัก และจำนวนกรมธรรม์ที่อนุมัติ แยกตามประเภทกรมธรรม์ทุกเดือน แล้วเทียบแนวโน้มย้อนหลังสามถึงหกเดือนเพื่อดูว่าต้นทุนต่อกรมธรรม์กำลังดีขึ้นหรือแย่ลง

ถ้าเห็นแนวโน้มต้นทุนต่อกรมธรรม์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ควรกลับไปตรวจสอบทั้งคุณภาพของทราฟฟิกที่เข้ามาและกระบวนการปิดการขายของทีม ก่อนที่จะปล่อยให้งบโฆษณาไหลออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าคุ้มค่าหรือไม่

ถ้ามีตัวแทนหลายคน ควรแยกต้นทุนต่อกรมธรรม์รายบุคคลด้วย

สำหรับเอเจนซี่ที่มีตัวแทนหลายคนรับแชทจากงบโฆษณาก้อนเดียวกัน การดูต้นทุนต่อกรมธรรม์รวมของทั้งทีมอย่างเดียวอาจซ่อนความแตกต่างที่สำคัญไว้ ตัวแทนบางคนอาจปิดกรมธรรม์ได้ในต้นทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก ในขณะที่บางคนใช้งบเยอะแต่ปิดได้น้อย ถ้าไม่แยกดูรายบุคคล จะไม่รู้ว่าควรกระจายงบให้ตัวแทนคนไหนมากขึ้นหรือควรโค้ชใครเพิ่มเติมด้านการปิดการขาย

วิธีทำได้คือติดแท็กว่า Lead แต่ละคนถูกส่งต่อให้ตัวแทนคนไหน แล้วคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์แยกรายคน ควบคู่ไปกับการดูอัตราแปลงจาก Lead เป็นกรมธรรม์ของแต่ละคน ข้อมูลนี้ยังช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเมื่อธุรกิจขยายตัว ควรจ้างตัวแทนเพิ่มในรูปแบบไหน เช่นเน้นคนที่ถนัดปิดขายเร็วหรือคนที่ถนัดดูแลลูกค้าระยะยาว

สัญญาณที่บอกว่าควรหยุดหรือปรับแคมเปญก่อนเสียงบต่อ

เมื่อมีข้อมูลต้นทุนต่อกรมธรรม์สะสมมากพอ จะเริ่มเห็นสัญญาณที่บอกว่าแคมเปญไหนควรปรับหรือหยุดชั่วคราว เช่นถ้าแคมเปญหนึ่งใช้งบต่อเนื่องสามเดือนแต่ไม่มีกรมธรรม์อนุมัติเลยแม้จะมีคนทักเข้ามาไม่น้อย นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามีปัญหาอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งของ Funnel ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพทราฟฟิกหรือกระบวนการปิดการขาย

ก่อนตัดสินใจหยุดแคมเปญทันที ควรตรวจสอบก่อนว่าปัญหาอยู่ที่ต้นทางหรือปลายทาง ถ้าคนที่ทักเข้ามาดูมีคุณภาพดีแต่ปิดขายไม่ได้เลย ปัญหาอาจอยู่ที่กระบวนการขายมากกว่าตัวแคมเปญเอง ควรลองปรับกระบวนการติดตามก่อนตัดงบแคมเปญนั้นทิ้งไปทั้งหมด เพราะบางครั้งปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่โฆษณาเลยด้วยซ้ำ การมี แดชบอร์ดที่รวมทั้งค่าโฆษณา จำนวนคนทัก และสถานะกรมธรรม์ ไว้ที่เดียวช่วยให้เห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ได้เร็วกว่าการรอดูรายงานแยกส่วนทุกสิ้นเดือน

สรุป

งบโฆษณาประกันที่ใช้ไปทุกวันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อรู้ว่าสุดท้ายแปลงเป็นกรมธรรม์ที่ขายได้จริงกี่ฉบับ ในต้นทุนเท่าไหร่ต่อฉบับ การเชื่อมข้อมูลค่าโฆษณา จำนวนคนทักพร้อมต้นทาง และสถานะกรมธรรม์อนุมัติเข้าด้วยกัน คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นภาพจริงของความคุ้มค่า

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือเริ่มทำสเปรดชีตติดตามตัวเลขนี้ทุกเดือน แล้วเทียบต้นทุนต่อกรมธรรม์กับรายได้เฉลี่ยของแต่ละประเภทกรมธรรม์ เพื่อรู้ว่าควรเพิ่มงบให้ประเภทไหนก่อนอย่างมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึกอย่างที่เคยทำมา

  • เชื่อมค่าโฆษณา จำนวนคนทัก และสถานะกรมธรรม์อนุมัติเข้าด้วยกันทุกเดือน
  • แยก UTM ตามประเภทกรมธรรม์ตั้งแต่ต้นทางเพื่อคำนวณย้อนหลังได้
  • เทียบต้นทุนต่อกรมธรรม์กับรายได้เฉลี่ยของแต่ละประเภท ไม่ใช่ดูต้นทุนอย่างเดียว
  • นับต้นทุนแอดมินรวมเข้าไปด้วยเพื่อให้เห็นภาพต้นทุนที่ใกล้เคียงความจริง

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าเพิ่งเริ่มยิงแอดประกันเข้า LINE ยังไม่มีข้อมูลย้อนหลัง ควรเริ่มตรงไหนก่อน

เริ่มจากตั้งโครงสร้าง UTM ให้ชัดเจนตั้งแต่แคมเปญแรก แล้วบันทึกจำนวนคนทักพร้อมต้นทางทุกวันในสเปรดชีตง่าย ๆ ก่อน รอสักหนึ่งถึงสองเดือนจึงจะเริ่มมีข้อมูลพอคำนวณต้นทุนต่อกรมธรรม์ได้อย่างมีความหมาย

กรมธรรม์แต่ละประเภทมีค่าคอมมิชชันต่างกัน ควรเปรียบเทียบต้นทุนต่อกรมธรรม์อย่างไร

ไม่ควรเทียบต้นทุนต่อกรมธรรม์ของแต่ละประเภทตรง ๆ เพราะค่าคอมมิชชันต่างกัน ควรนำต้นทุนไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อกรมธรรม์ของแต่ละประเภทเพื่อดูกำไรสุทธิที่แท้จริง ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขต้นทุนอย่างเดียว

ทำไมกรมธรรม์ที่อนุมัติเดือนนี้ถึงไม่ควรคิดว่ามาจากงบโฆษณาเดือนนี้ทั้งหมด

เพราะกระบวนการขายประกันมีความล่าช้าตั้งแต่ทักถามจนถึงอนุมัติ บางเคสอาจทักเข้ามาตั้งแต่เดือนก่อนแล้วเพิ่งอนุมัติเสร็จในเดือนนี้ ควรอิงวันที่ทักเข้ามาเป็นหลักในการคำนวณต้นทุนเพื่อความแม่นยำมากกว่า

ต้องนับต้นทุนแอดมินรวมเข้าไปด้วยไหม หรือดูแค่ค่าโฆษณาก็พอ

ควรนับรวมด้วยถ้าต้องการเห็นต้นทุนที่ใกล้เคียงความจริง เพราะค่าโฆษณาอย่างเดียวไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจ โดยเฉพาะถ้ามีแอดมินเต็มเวลาคอยตอบแชทและติดตามลูกค้าอย่างต่อเนื่องทุกวัน

ควรคำนวณตัวเลขนี้บ่อยแค่ไหนถึงจะเหมาะสม

แนะนำให้คำนวณทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ แล้วเทียบแนวโน้มย้อนหลังสามถึงหกเดือน เพราะการคำนวณครั้งเดียวไม่ช่วยให้เห็นทิศทางที่กำลังเปลี่ยนแปลง การดูแนวโน้มต่อเนื่องจะมีประโยชน์มากกว่าการดูแค่ตัวเลขของเดือนใดเดือนหนึ่งเดียว

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Ads Budget Calculator

เริ่มจากเป้ารายได้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องมีกี่ Lead กี่คลิก และงบเท่าไร

คำนวณงบฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เช็คสถานะ Approved Lead สินเชื่อด้วยสมุดนัด กับให้ระบบตัดอัตโนมัติ ต่างกันตรงไหน

เช็คสถานะ Approved Lead สินเชื่อด้วยสมุดนัด กับให้ระบบตัดอัตโนมัติ ต่างกันตรงไหน

เจ้าหน้าที่สินเชื่อหลายทีมยังจดสถานะอนุมัติด้วยมือลงสมุด บทความนี้เทียบว่าการจดมือกับให้ระบบตัดสถานะ Approved Lead อัตโนมัติต่างกันตรงไหน เมื่อเริ่มยิงแอดหลายช่องทางพร้อมกัน
ทำไม Lead สินเชื่อจาก LINE ดูเยอะ แต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อยกว่าที่คิด

ทำไม Lead สินเชื่อจาก LINE ดูเยอะ แต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อยกว่าที่คิด

ยอดคนทักเข้า LINE ถามเรื่องสินเชื่อเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่พอเทียบกับจำนวนที่ผ่านเกณฑ์ Qualified Lead จริงกลับน้อยมาก บทความนี้ชวนหาสาเหตุและวางเกณฑ์คัดกรองที่ใช้ได้จริง
ขายกรมธรรม์ผ่าน LINE แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแคมเปญไหน

ขายกรมธรรม์ผ่าน LINE แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแคมเปญไหน

ตัวแทนประกันหลายคนปิดการขายกรมธรรม์ในแชท LINE โดยไม่มีใครผูกยอดขายนั้นกลับไปยังแคมเปญต้นทาง บทความนี้ชวนวางระบบวัด Cost per Policy Sale ให้ตรงกับกระบวนการขายจริง