← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ทำไม Lead สินเชื่อจาก LINE ดูเยอะ แต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อยกว่าที่คิด

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 2 นาที
ทำไม Lead สินเชื่อจาก LINE ดูเยอะ แต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อยกว่าที่คิด
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Lead ทางการเงินจาก LINE ที่ดูเยอะมักปนกันระหว่างคนที่แค่ถามดอกเบี้ยเล่น ๆ กับคนที่มีความต้องการกู้จริง การวัด Qualified Lead จึงต้องมีเกณฑ์ชัดเจน เช่น ตรงประเภทสินเชื่อ มีรายได้ตามเกณฑ์เบื้องต้น และให้ข้อมูลติดต่อที่ยืนยันได้ ไม่ใช่นับทุกคนที่ทักเข้ามาเป็น Lead เดียวกันหมด

ทีมการตลาดของบริษัทสินเชื่อรายย่อยแห่งหนึ่งรายงานตัวเลขทุกเดือนว่ามีคนทักเข้า LINE OA มาสอบถามเรื่องสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดือนละ 200 คนเป็น 350 คนภายในสามเดือน ดูเหมือนแคมเปญกำลังไปได้สวย แต่พอทีมเครดิตรายงานตัวเลขคนที่ยื่นเอกสารจริงกลับพบว่ายังอยู่ที่ราวสามสิบรายต่อเดือนเท่าเดิม ไม่ได้ขยับตามจำนวนคนทักที่เพิ่มขึ้นเลย

เมื่อขุดลึกลงไปดูบทสนทนาจริง พบว่าคนที่ทักเข้ามาส่วนใหญ่เป็นคนที่ถามดอกเบี้ยเทียบกับที่อื่นแล้วเงียบหายไป บางคนถามเพราะอยากรู้เฉย ๆ ไม่ได้มีแผนจะกู้ในเร็ว ๆ นี้ และบางคนก็ไม่ตรงกับเงื่อนไขพื้นฐานของสินเชื่อที่บริษัทมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การนับทุกคนที่ทักเข้ามาว่าเป็น Lead ที่มีค่าเท่ากันจึงทำให้ตัวเลขดูสวยแต่ไม่สะท้อนความจริง

บทความนี้จะพาดูว่าทำไมยอด Lead จาก LINE ถึงดูเยอะแต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อย และควรวางเกณฑ์คัดกรองอย่างไรให้ตรงกับกระบวนการปล่อยสินเชื่อจริง

Lead กับ Qualified Lead ทางการเงินต่างกันตรงไหน

Lead คือใครก็ตามที่ทักเข้ามาถามคำถามเกี่ยวกับสินเชื่อ ไม่ว่าจะถามดอกเบี้ย เงื่อนไข หรือวงเงินสูงสุด โดยยังไม่มีการยืนยันว่าเขาตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ ส่วน Qualified Lead คือคนที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วว่ามีแนวโน้มจะยื่นกู้จริง เช่น ตรงประเภทสินเชื่อที่บริษัทมี มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำ และให้ข้อมูลติดต่อที่ยืนยันได้

ความสับสนที่พบบ่อยคือทีมการตลาดมักใช้จำนวน Lead ทั้งหมดเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแคมเปญ ทั้งที่ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคุณภาพเลย แคมเปญที่สร้าง Lead เยอะแต่ Qualified Lead น้อย อาจไม่ได้แปลว่าแคมเปญนั้นแย่ แต่อาจแปลว่าโฆษณาดึงดูดคนกลุ่มกว้างเกินไปจนไม่ตรงกับเงื่อนไขสินเชื่อที่มีอยู่จริง

ทำไมยอด Lead ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังดีขึ้น

เมื่อแคมเปญโฆษณาใช้ข้อความที่กว้างเกินไป เช่น เน้นแค่คำว่าดอกเบี้ยต่ำหรืออนุมัติไว โดยไม่ระบุเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างรายได้ขั้นต่ำหรือประเภทอาชีพที่รับสมัคร คนที่ทักเข้ามาจะมีสัดส่วนของคนที่ไม่ตรงเงื่อนไขสูงขึ้นตามไปด้วย ยิ่งข้อความโฆษณากว้างเท่าไหร่ ยอด Lead ก็ยิ่งดูสูงขึ้น แต่สัดส่วนที่ผ่านเกณฑ์ Qualified กลับลดลงเป็นเงาตามตัว

อีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือแอดมินหน้าแชทไม่ได้ถามคำถามคัดกรองที่จำเป็นตั้งแต่ต้น เพียงแค่ตอบคำถามลูกค้าไปเรื่อย ๆ โดยไม่เก็บข้อมูลที่ใช้ประเมินว่าคนนี้ตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ทำให้เมื่อส่งต่อให้ทีมเครดิตพิจารณา กลับพบว่าหลายรายไม่ตรงเงื่อนไขตั้งแต่ขั้นพื้นฐานแล้ว เสียเวลาทั้งสองฝ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ลูกค้าทักเข้ามาช่วงเวลากลางดึกหรือวันหยุดที่ไม่มีแอดมินตอบทันที ทำให้ความสนใจที่เพิ่งเกิดขึ้นค่อย ๆ จางลงก่อนที่จะได้รับคำตอบ เมื่อแอดมินกลับมาตอบในวันถัดไป ลูกค้าบางคนอาจเปลี่ยนใจไปสอบถามที่อื่นแล้ว ยอด Lead ในระบบจึงยังคงเพิ่มขึ้นตามจำนวนข้อความที่ทักเข้ามา แต่คุณภาพกลับลดลงเพราะจังหวะการตอบที่ช้าเกินไป

ความเร็วในการตอบกลับส่งผลต่อคุณภาพ Lead แค่ไหน

ลูกค้าที่สนใจสินเชื่อจริงจังมักทักถามหลายเจ้าพร้อมกันเพื่อเทียบเงื่อนไข เจ้าที่ตอบกลับเร็วและให้ข้อมูลครบถ้วนก่อนมักมีโอกาสได้คุยต่อและกลายเป็น Qualified Lead มากกว่าเจ้าที่ตอบช้า ต่อให้แคมเปญโฆษณาดึงดูดคนที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมาได้ดีแค่ไหน ถ้าขั้นตอนตอบกลับช้าจนลูกค้าหมดความสนใจไปก่อน ตัวเลข Qualified Lead ก็ยังต่ำอยู่ดี

ธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงตัวเลขนี้ควรวัดเวลาตอบกลับเฉลี่ยควบคู่ไปกับอัตรา Qualified Lead ด้วย เพื่อแยกให้ออกว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่คุณภาพของแคมเปญโฆษณา หรืออยู่ที่ความเร็วและคุณภาพของการตอบแชทในช่วงเวลาที่ลูกค้าทักเข้ามา

เกณฑ์ที่ควรใช้คัดกรอง Qualified Lead ทางการเงิน

เกณฑ์ Qualified Lead ทางการเงินควรครอบคลุมมากกว่าแค่ความสนใจ เพราะสินเชื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเงื่อนไขทางกฎหมายและความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง เกณฑ์ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ปรับใช้ได้ตามประเภทสินเชื่อของแต่ละธุรกิจ:

  • ตรงประเภทสินเชื่อที่บริษัทมีให้บริการ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถ หรือสินเชื่อธุรกิจ
  • มีรายได้หรือแหล่งรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำเบื้องต้นตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์
  • ให้ข้อมูลติดต่อที่ยืนยันได้ เช่น ชื่อจริงและเบอร์โทรที่ติดต่อกลับได้
  • มีความต้องการใช้เงินในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ถามเก็บข้อมูลไว้เผื่ออนาคตไกล ๆ
  • ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่ทราบตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ผ่านการพิจารณา เช่น ประเภทอาชีพที่บริษัทไม่รับพิจารณา

ตัวอย่างสมมติ นิยามแต่ละขั้นของ Funnel สินเชื่อ

ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติของการนิยามแต่ละขั้นตอนใน Funnel สินเชื่อ เพื่อให้ทีมการตลาดและทีมเครดิตเข้าใจตรงกันว่าแต่ละคำมีความหมายอย่างไร:

ขั้นตอนนิยามผู้รับผิดชอบอัปเดตสถานะ
Leadทักเข้ามาถามคำถามใด ๆ เกี่ยวกับสินเชื่อแอดมินหน้าแชท
Qualified Leadผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นตามที่กำหนดแอดมินหน้าแชท
Approved Leadยื่นเอกสารและผ่านการตรวจสอบเครดิตทีมเครดิต/วิเคราะห์
Closed Saleเซ็นสัญญาและเบิกเงินกู้เรียบร้อยทีมปฏิบัติการ

บทบาทแอดมินหน้าแชทในการคัดกรองก่อนส่งต่อ

แอดมินที่ตอบแชทเป็นคนแรกมีบทบาทสำคัญมากในการคัดกรอง Qualified Lead เพราะเป็นจุดที่ได้คุยกับลูกค้าโดยตรง แต่หลายธุรกิจไม่ได้เตรียมชุดคำถามคัดกรองให้แอดมินใช้ ทำให้แอดมินตอบคำถามลูกค้าไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้เก็บข้อมูลที่จำเป็น เช่น รายได้โดยประมาณ หรืออาชีพปัจจุบัน

การเตรียมคำถามคัดกรองสั้น ๆ ที่แทรกเข้าไปในบทสนทนาธรรมชาติ เช่น ถามอาชีพและรายได้โดยประมาณก่อนแจ้งเงื่อนไขสินเชื่อ ช่วยให้แอดมินประเมินได้ทันทีว่าลูกค้ารายนี้ตรงเงื่อนไขเบื้องต้นหรือไม่ ก่อนจะส่งต่อให้ทีมเครดิตพิจารณาต่อ ลดเวลาที่เสียไปกับ Lead ที่ไม่ตรงเงื่อนไขตั้งแต่ต้น

การฝึกอบรมแอดมินให้ใช้คำถามคัดกรองอย่างเป็นธรรมชาติก็สำคัญไม่แพ้การมีชุดคำถามที่ดี เพราะถ้าถามตรงเกินไปในช่วงต้นของบทสนทนา ลูกค้าบางคนอาจรู้สึกเหมือนถูกซักถามและเลิกสนใจไปก่อนที่จะได้พูดคุยเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อจริง ๆ การฝึกให้แอดมินสอดแทรกคำถามระหว่างการให้ข้อมูลที่ลูกค้าสนใจอยู่แล้ว จะช่วยให้บทสนทนาลื่นไหลและเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า

แคมเปญยอดเยอะกับแคมเปญคุณภาพสูง เลือกแบบไหนดี

เมื่อเทียบสองแคมเปญที่ใช้งบเท่ากัน แคมเปญหนึ่งอาจสร้าง Lead ได้ 300 คนต่อเดือนแต่ Qualified Lead แค่สามสิบคน ในขณะที่อีกแคมเปญสร้าง Lead แค่ 150 คนแต่ Qualified Lead ถึงห้าสิบคน แคมเปญหลังแม้จะดูตัวเลขรวมน้อยกว่า แต่มีประสิทธิภาพในการสร้าง Lead ที่มีคุณภาพสูงกว่าอย่างชัดเจน ธุรกิจที่ตัดสินใจจากยอด Lead อย่างเดียวอาจเพิ่มงบให้แคมเปญแรกทั้งที่ควรเพิ่มให้แคมเปญหลังมากกว่า

การตัดสินใจปรับงบที่ดีจึงต้องดู Qualified Lead Rate หรือสัดส่วน Qualified Lead ต่อ Lead ทั้งหมดควบคู่ไปกับตัวเลขรวมเสมอ ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคนทักเข้ามาอย่างเดียว ธุรกิจที่ต้องการเห็นภาพต่อยอดไปถึงต้นทุนต่อ Approved Lead ควรอ่านเรื่อง การคำนวณ Cost per Approved Lead ประกอบ เพื่อเชื่อมโยงคุณภาพ Lead เข้ากับต้นทุนที่แท้จริง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ตัวเลข Qualified Lead บิดเบือน

  • นับคนที่ทักซ้ำหลายครั้งเป็น Lead ใหม่ทุกครั้ง — ทำให้ยอดรวมดูสูงเกินจริงโดยไม่ได้สะท้อนจำนวนคนจริง
  • ไม่มีเกณฑ์เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร — ปล่อยให้แอดมินแต่ละคนตัดสินเองว่าใครคือ Qualified Lead ทำให้ตีความไม่ตรงกัน
  • ไม่แยกแคมเปญต้นทางของแต่ละ Lead — ทำให้ประเมินไม่ได้ว่าแคมเปญไหนสร้าง Lead คุณภาพสูงกว่ากัน
  • รอนานเกินไปก่อนสรุปตัวเลข — บาง Lead ยังอยู่ระหว่างตัดสินใจ การสรุปเร็วเกินไปอาจทำให้ตัวเลข Qualified Lead ต่ำกว่าความเป็นจริง

ขั้นตอนถัดไปหลังตั้งเกณฑ์ Qualified Lead ได้แล้ว

เมื่อมีเกณฑ์ Qualified Lead ที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือเชื่อมข้อมูลนี้เข้ากับการวัดผลที่ลึกขึ้น เช่น ดูว่า Qualified Lead แต่ละคนไปถึงขั้น Approved Lead กี่เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายปิดเป็นสัญญาจริงกี่ราย เพื่อดูว่า Funnel รั่วตรงจุดไหนมากที่สุด แทนที่จะหยุดวิเคราะห์แค่ขั้นแรก

การวัด Qualified Lead ที่ดีไม่ใช่จุดจบของงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การวิเคราะห์ขั้นถัดไปแม่นยำขึ้น เพราะถ้านับ Lead ผิดตั้งแต่ต้น ตัวเลขทุกอย่างที่คำนวณต่อจากนั้นก็จะผิดตามไปด้วย ทีมที่มี Lead จำนวนมากและอยากวางระบบติดตามให้เป็นระบบมากขึ้น ควรอ่านเรื่อง การวาง CRM สำหรับ Lead มูลค่าสูงผ่าน LINE OA ประกอบด้วย

สรุป

ยอด Lead ที่เพิ่มขึ้นจาก LINE ไม่ได้แปลว่าธุรกิจสินเชื่อกำลังโตขึ้นเสมอไป สิ่งที่มีความหมายมากกว่าคือสัดส่วนของ Qualified Lead ที่ผ่านเกณฑ์คัดกรองจริง ซึ่งต้องอาศัยเกณฑ์ที่ชัดเจนและแอดมินที่ถูกฝึกให้ถามคำถามคัดกรองตั้งแต่ต้น

การแยกยอด Lead ทั้งหมดออกจาก Qualified Lead ช่วยให้ทีมการตลาดและทีมเครดิตเห็นภาพเดียวกันว่าแคมเปญไหนคุ้มค่าจริง แทนที่จะตัดสินใจจากตัวเลขรวมที่อาจนำไปสู่การปรับงบผิดทาง

  • แยก Lead ออกจาก Qualified Lead ด้วยเกณฑ์ที่เขียนไว้ชัดเจนและใช้ร่วมกันทั้งทีม
  • เตรียมชุดคำถามคัดกรองให้แอดมินหน้าแชทใช้ตั้งแต่บทสนทนาแรก
  • เปรียบเทียบ Qualified Lead Rate ระหว่างแคมเปญ ไม่ใช่ดูแค่จำนวน Lead รวม
  • เชื่อมข้อมูล Qualified Lead ต่อไปถึง Approved Lead และ Closed Sale เพื่อดูว่า Funnel รั่วตรงไหน

คำถามที่พบบ่อย

ควรนับคนที่ทักมาถามดอกเบี้ยอย่างเดียวแล้วเงียบไปเป็น Lead ไหม

ยังนับเป็น Lead ได้ แต่ไม่ควรนับเป็น Qualified Lead จนกว่าจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ยืนยันความตั้งใจ เช่น อาชีพ รายได้ หรือช่วงเวลาที่ต้องการใช้เงิน

เกณฑ์ Qualified Lead ควรเข้มงวดแค่ไหน

ควรเข้มงวดพอที่จะกรองคนที่ไม่ตรงเงื่อนไขพื้นฐานออกไป แต่ไม่ควรเข้มจนทีมเครดิตแทบไม่มีเคสให้พิจารณาเลย ควรทบทวนเกณฑ์เป็นระยะตามอัตราผ่านอนุมัติจริง

Qualified Lead ที่สูงแปลว่าแคมเปญนั้นดีเสมอไปไหม

ไม่เสมอไป ต้องดู Cost per Qualified Lead และอัตราผ่านอนุมัติต่อด้วย เพราะบางแคมเปญอาจได้ Qualified Lead เยอะแต่ต้นทุนสูงจนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับแคมเปญอื่น

ควรให้แอดมินหรือทีมเครดิตเป็นคนตัดสินว่าใครคือ Qualified Lead

ควรมีเกณฑ์ที่เขียนไว้ชัดเจนให้ทั้งสองฝ่ายใช้ร่วมกัน แอดมินหน้าแชทคัดกรองเบื้องต้นได้เร็วกว่า แต่ทีมเครดิตที่ตรวจเอกสารจริงจะยืนยันได้แม่นกว่าว่าผ่านเงื่อนไขจริงหรือไม่

ควรรอนานแค่ไหนก่อนสรุปว่า Lead รายนี้ไม่ผ่านเกณฑ์

ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ แต่โดยทั่วไปควรให้เวลาติดตามอย่างน้อยสองสามวันก่อนสรุป เพราะบางรายอาจแค่ยังไม่พร้อมให้ข้อมูลในการทักครั้งแรก

linli ช่วยเรื่องการคัดกรอง Qualified Lead ได้แค่ไหน

linli ช่วยผูก Lead กับแคมเปญต้นทางและบันทึกสถานะที่แอดมินอัปเดต ทำให้ดูอัตราผ่านเกณฑ์ต่อแคมเปญได้ง่ายขึ้น ส่วนการตั้งเกณฑ์คัดกรองและตัดสินใจว่าใครผ่านยังเป็นหน้าที่ของทีมธุรกิจ

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขายกรมธรรม์ผ่าน LINE แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแคมเปญไหน

ขายกรมธรรม์ผ่าน LINE แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแคมเปญไหน

ตัวแทนประกันหลายคนปิดการขายกรมธรรม์ในแชท LINE โดยไม่มีใครผูกยอดขายนั้นกลับไปยังแคมเปญต้นทาง บทความนี้ชวนวางระบบวัด Cost per Policy Sale ให้ตรงกับกระบวนการขายจริง
วัด Cost per Approved Lead ต้นทุนควรตัดที่ Lead หรือที่ขั้นตอนอนุมัติ

วัด Cost per Approved Lead ต้นทุนควรตัดที่ Lead หรือที่ขั้นตอนอนุมัติ

หลายทีมสินเชื่อดูแค่ต้นทุนต่อ Lead แล้วสรุปว่าแคมเปญไหนคุ้ม ทั้งที่ Lead ไม่ได้แปลว่าจะผ่านอนุมัติทุกราย บทความนี้ชวนคำนวณ Cost per Approved Lead ให้ถูกต้องและตัดสินใจว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน
โอนเงินค่าเรียนผ่าน LINE กับผ่านเว็บไซต์ ต่างกันตรงไหนตอนวัดผล

โอนเงินค่าเรียนผ่าน LINE กับผ่านเว็บไซต์ ต่างกันตรงไหนตอนวัดผล

สถาบันสอนพิเศษหลายแห่งให้ผู้ปกครองโอนเงินแล้วส่งสลิปใน LINE แทนการจ่ายผ่านเว็บไซต์ บทความนี้เทียบข้อดีข้อจำกัดของทั้งสองช่องทางเวลาต้องวัดผลย้อนกลับไปถึงแคมเปญโฆษณา