← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

คำนวณมูลค่าต่อ 1 ทัก สำหรับธุรกิจที่ Sales Cycle ยาว

02 ส.ค. 04:06 · อ่าน 1 นาที
คำนวณมูลค่าต่อ 1 ทัก สำหรับธุรกิจที่ Sales Cycle ยาว

สรุปสั้น ๆ

ธุรกิจที่รอบขายยาวมักวัดความคุ้มค่าแอดผิด เพราะเอาต้นทุนวันนี้ไปเทียบกับยอดที่ยังไม่เกิด บทความนี้ให้กรอบคำนวณ 'มูลค่าต่อ 1 ทัก' จากอัตราการปิดและมูลค่าเฉลี่ยต่อดีล เพื่อให้รู้ว่าจ่ายค่าแอดต่อการทักได้สูงสุดเท่าไหร่โดยยังมีกำไร แม้ดีลจะปิดในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า

ธุรกิจที่ปิดการขายไว วัดความคุ้มง่าย จ่ายค่าแอดไปเท่าไหร่ ได้ยอดกลับมาเท่าไหร่ เห็นในวันเดียว แต่ธุรกิจที่รอบขายยาว เช่นขายบ้าน ขายประกัน รับติดตั้งงานระบบ หรือบริการที่ต้องคุยกันหลายรอบกว่าจะปิด การวัดแบบนั้นใช้ไม่ได้ เพราะคนที่ทักวันนี้อาจปิดอีกสองเดือนข้างหน้า

ปัญหาที่ตามมาคือ เจ้าของธุรกิจมองต้นทุนค่าแอดวันนี้แล้วตกใจว่าแพง เพราะยังไม่เห็นยอดกลับมา บางคนตัดงบทั้งที่จริง ๆ แอดกำลังพาคนที่จะปิดในอนาคตเข้ามาอยู่ การไม่มีเครื่องมือวัดที่เหมาะกับรอบขายยาว ทำให้ตัดสินใจด้วยความรู้สึกแทนตัวเลข

บทความนี้จะให้กรอบคำนวณ "มูลค่าต่อ 1 ทัก" ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจรอบขายยาวโดยเฉพาะ เมื่อรู้ตัวเลขนี้ คุณจะรู้ว่าจ่ายค่าแอดต่อการทักหนึ่งครั้งได้สูงสุดเท่าไหร่แล้วยังมีกำไร และจะเลิกตัดสินใจงบด้วยความกลัว หันมาใช้ตัวเลขแทน

ทำไมรอบขายยาวถึงวัดคุ้มค่าแอดยาก

รากของปัญหาคือ "เวลา" ระหว่างจ่ายเงินกับได้เงินคืน ในธุรกิจปิดไว ต้นทุนและรายได้เกิดใกล้กันจนเทียบตรง ๆ ได้ แต่ในธุรกิจรอบขายยาว คุณจ่ายค่าแอดในเดือนนี้ ส่วนยอดจากคนกลุ่มนี้ทยอยเข้ามาในอีกหลายเดือน ทำให้ภาพในเดือนเดียวดูเหมือนขาดทุนตลอด

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่ทักจะปิด และคนที่ปิดก็ปิดด้วยมูลค่าไม่เท่ากัน ถ้ามองแค่ "คนนี้ยังไม่ซื้อ" คุณจะไม่เห็นว่าค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่มนั้นทำเงินได้แค่ไหน การตัดสินคุณค่าของการทักทีละคนจึงหลอกตา ต้องมองเป็นกลุ่มและเป็นค่าเฉลี่ยถึงจะเห็นความจริง

อีกกับดักคือการหยุดวัดที่ยอดปิดอย่างเดียว ในรอบขายยาว การทักหนึ่งครั้งมีค่าแม้ยังไม่ปิด เพราะมันเป็นรายชื่อที่เข้าสู่กระบวนการแล้ว ถ้าไม่นับมูลค่าของ "คนที่กำลังคุยอยู่" เลย คุณจะประเมินผลของแอดต่ำกว่าความจริงมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องการให้เครดิตช่องทางที่มักตัดงบตัวที่กำลังทำงานอยู่

กรอบคำนวณมูลค่าต่อ 1 ทัก

หลักคิดคือ ถ้ารู้ว่าโดยเฉลี่ยการทัก 100 ครั้งทำเงินได้เท่าไหร่ ก็หารกลับมาเป็นมูลค่าต่อทักหนึ่งครั้งได้ ตัวเลขนี้คือเพดานที่บอกว่าคุณจ่ายค่าแอดต่อทักได้สูงสุดแค่ไหน นี่คือองค์ประกอบที่ต้องมี:

  1. หาอัตราการปิดจริงจากข้อมูลย้อนหลัง — จากคนที่ทักมาทั้งหมด สุดท้ายปิดได้กี่เปอร์เซ็นต์ ต้องดูจากรอบที่ครบวงจรแล้ว ไม่ใช่คนที่เพิ่งทักเดือนนี้
  2. หามูลค่าเฉลี่ยต่อดีลที่ปิดได้ — ดีลที่ปิดแต่ละอันทำเงินเฉลี่ยเท่าไหร่ ถ้าธุรกิจมีการซื้อซ้ำ ควรมองไปถึงมูลค่าตลอดชีวิตลูกค้าด้วย ไม่ใช่แค่ดีลแรก
  3. คูณสองอย่างเข้าด้วยกันต่อจำนวนทัก — เช่น ถ้าทัก 100 ครั้งปิดได้ 10 ดีล ดีลละเฉลี่ยหนึ่งหน่วยมูลค่า มูลค่ารวมคือ 10 หน่วย เฉลี่ยต่อทักคือหนึ่งในสิบหน่วย
  4. หักต้นทุนสินค้าและต้นทุนดำเนินงานออก — มูลค่าต่อทักที่ใช้ตัดสินใจต้องเป็น 'กำไรต่อทัก' ไม่ใช่ยอดขายต่อทัก ไม่งั้นจะจ่ายค่าแอดเกินตัว
  5. เทียบกำไรต่อทักกับต้นทุนค่าแอดต่อทัก — ถ้าค่าแอดต่อทักยังต่ำกว่ากำไรต่อทักพอสมควร แปลว่ายังคุ้มและขยายได้ ถ้าใกล้กันหรือเกิน ต้องปรับ

ตัวอย่างการคำนวณ (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด)

ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติล้วน ๆ เพื่อให้เห็นลำดับการคิด ไม่ใช่ค่าอ้างอิงจากธุรกิจจริงหรืองานวิจัยใด ให้แทนตัวเลขของคุณเองลงไปแทน สังเกตว่าจุดสำคัญคือเราคิดจาก 'กำไร' ไม่ใช่ยอดขาย และเฉลี่ยจากกลุ่ม ไม่ใช่รายคน:

รายการตัวอย่างสมมติหมายเหตุ
จำนวนทักที่ใช้เป็นฐาน100 ครั้งควรใช้ข้อมูลรอบที่ครบวงจรแล้ว
อัตราปิดจริงสมมติ 8%ดูจากประวัติ ไม่ใช่เดา
กำไรเฉลี่ยต่อดีลแทนค่าของคุณยอดขายลบต้นทุนแล้ว
กำไรต่อ 1 ทัก= (8% x กำไรต่อดีล)นี่คือเพดานค่าแอดต่อทัก

เอาตัวเลขนี้ไปตัดสินใจงบยังไง

ประโยชน์หลักของมูลค่าต่อทักคือมันให้ "เพดาน" ที่ชัดเจน เมื่อรู้ว่ากำไรต่อทักคือเท่าไหร่ คุณจะรู้ทันทีว่าค่าแอดต่อทักที่จ่ายอยู่ตอนนี้ยังห่างจากเพดานแค่ไหน ถ้ายังห่างเยอะ แปลว่ามีที่ให้ขยายงบได้อีกโดยยังกำไร ถ้าชนเพดานแล้ว ต้องไปเพิ่มอัตราปิดหรือมูลค่าต่อดีลก่อน

ตัวเลขนี้ยังช่วยเลิกเถียงกันด้วยความรู้สึก เวลาทีมแอดบอกว่า 'ค่าทักแพงขึ้น' คำถามที่ถูกคือ 'แพงขึ้นจนเกินกำไรต่อทักหรือยัง' ถ้ายังไม่เกินก็ยังโอเค การมีเพดานตัวเลขทำให้การตัดสินใจเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความกลัว

ที่สำคัญ อย่ามองตัวเลขนี้เป็นค่าตายตัว ถ้าคุณเพิ่มอัตราปิดด้วยการตอบแชทเร็วขึ้นหรือฝึกทีมปิดเก่งขึ้น เพดานก็ขยับสูงขึ้น แปลว่าคุณจ่ายค่าแอดต่อทักได้แพงขึ้นและยังแข่งขันได้ การพัฒนาทักษะการปิดในแชทจึงไม่ใช่แค่เรื่องยอด แต่ขยายเพดานการซื้อสื่อของคุณด้วย

ข้อควรระวังในการใช้ตัวเลขนี้

  • ใช้ข้อมูลรอบที่ยังไม่ครบวงจร — เอาคนที่เพิ่งทักเดือนนี้มาคิดอัตราปิด จะได้ตัวเลขที่ต่ำกว่าจริงเพราะดีลยังไม่ทันปิด ต้องใช้รอบที่จบแล้ว
  • คิดจากยอดขายแทนกำไร — ทำให้เพดานดูสูงเกินจริง แล้วจ่ายค่าแอดเกินตัวจนขาดทุนเงียบ ๆ
  • เฉลี่ยรวมทุกช่องทาง — คนจากช่องทางต่างกันมีอัตราปิดต่างกัน ควรคิดแยกถ้าจะเอาไปจัดงบรายช่องทาง
  • ลืมนับคนที่ยังคุยอยู่ — ในรอบขายยาว คนที่กำลังคุยคือมูลค่าที่ยังไม่รับรู้ ถ้าไม่นับเลยจะประเมินผลแอดต่ำไป
  • ไม่อัปเดตเมื่ออัตราปิดเปลี่ยน — พอทีมปิดเก่งขึ้นหรือแย่ลง เพดานก็เปลี่ยน ใช้ตัวเลขเก่าตัดสินใจงบใหม่จะพลาด

สรุป

ธุรกิจรอบขายยาววัดความคุ้มค่าแอดยาก เพราะต้นทุนวันนี้กับยอดที่จะเข้ามาในอนาคตห่างกันหลายสัปดาห์ การมองต้นทุนเดือนเดียวจึงหลอกให้ตัดงบตัวที่กำลังทำงานอยู่ กรอบมูลค่าต่อ 1 ทักช่วยแก้ตรงนี้ ด้วยการหาว่าโดยเฉลี่ยการทักหนึ่งครั้งทำกำไรได้เท่าไหร่

เมื่อมีตัวเลขนี้ คุณจะมีเพดานชัดว่าจ่ายค่าแอดต่อทักได้สูงสุดแค่ไหน เลิกตัดสินใจด้วยความกลัวแล้วหันมาใช้ข้อเท็จจริง และเมื่อทีมปิดเก่งขึ้นหรือมูลค่าต่อดีลสูงขึ้น เพดานก็ขยับตาม ทำให้คุณซื้อสื่อได้แพงกว่าคู่แข่งโดยยังกำไร

  • รอบขายยาว อย่าตัดสินคุ้มค่าจากต้นทุนเดือนเดียว
  • มูลค่าต่อทัก = อัตราปิด x กำไรต่อดีล เฉลี่ยต่อทัก ใช้เป็นเพดานค่าแอด
  • คิดจากกำไรไม่ใช่ยอดขาย และเพิ่มเพดานได้ด้วยการปิดเก่งขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

มูลค่าต่อ 1 ทัก คำนวณจากอะไร

จากอัตราการปิดจริงคูณกับกำไรเฉลี่ยต่อดีล แล้วเฉลี่ยต่อจำนวนทัก พูดง่าย ๆ คือถ้ารู้ว่าทักร้อยครั้งทำกำไรได้เท่าไหร่ ก็หารกลับมาเป็นต่อทักหนึ่งครั้งได้ ตัวเลขนี้คือเพดานที่บอกว่าจ่ายค่าแอดต่อทักได้สูงสุดแค่ไหนโดยยังมีกำไร

ทำไมต้องคิดจากกำไรไม่ใช่ยอดขาย

เพราะถ้าคิดจากยอดขาย เพดานจะดูสูงเกินจริง แล้วคุณอาจจ่ายค่าแอดต่อทักสูงจนพอหักต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานแล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว การใช้กำไรต่อทักทำให้เพดานสะท้อนเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า

ธุรกิจรอบขายยาวควรใช้ข้อมูลย้อนหลังแค่ไหน

ควรใช้รอบที่ครบวงจรแล้ว คือกลุ่มที่ทักมานานพอจนดีลส่วนใหญ่ปิดหรือหลุดไปหมดแล้ว ถ้าเอาคนที่เพิ่งทักเดือนนี้มาคิดอัตราปิด จะได้ตัวเลขที่ต่ำกว่าจริงเพราะหลายดีลยังไม่ทันปิด ทำให้ประเมินคุณค่าแอดผิด

คนที่ทักแล้วยังไม่ปิด ควรนับเป็นมูลค่าไหม

ในรอบขายยาวควรนับเป็นมูลค่าที่ยังไม่รับรู้ เพราะเขาคือรายชื่อที่เข้าสู่กระบวนการแล้วและมีโอกาสปิดในอนาคต ถ้าตัดคนกลุ่มนี้ออกจากการคิดทั้งหมด คุณจะประเมินผลของแอดต่ำกว่าความจริงและอาจตัดงบตัวที่กำลังทำงานอยู่

ถ้าอัตราปิดต่ำมาก แปลว่าแอดไม่คุ้มใช่ไหม

ไม่เสมอไป เพราะสิ่งที่ชี้ขาดคือมูลค่าต่อทักเทียบกับต้นทุนต่อทัก ธุรกิจที่ปิดได้น้อยแต่มูลค่าต่อดีลสูงมากก็ยังคุ้มได้ อัตราปิดต่ำเพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้ ต้องดูคู่กับกำไรต่อดีลและต้นทุนค่าแอดเสมอ

จะเพิ่มมูลค่าต่อทักได้ทางไหนบ้าง

หลัก ๆ มีสองทางคือเพิ่มอัตราการปิด เช่นตอบเร็วขึ้นและฝึกทีมปิดให้เก่งขึ้น กับเพิ่มมูลค่าต่อดีล เช่นเสนอชุดที่คุ้มขึ้นหรือทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำ เมื่อสองอย่างนี้ดีขึ้น เพดานที่คุณจ่ายค่าแอดต่อทักได้ก็ขยับสูงตาม ทำให้แข่งขันได้มากขึ้น

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง