← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

SME ไม่มีทีม Data Science ก็เริ่มทำ Marketing Mix Modeling (MMM) ฉบับย่อได้

ทีมบรรณาธิการ linli06 ก.ค. 14:42อัปเดต 06 ก.ค. 14:42อ่าน 2 นาที
SME ไม่มีทีม Data Science ก็เริ่มทำ Marketing Mix Modeling (MMM) ฉบับย่อได้
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Marketing Mix Modeling (MMM) คือการดูยอดขายรายสัปดาห์เทียบกับงบที่ลงในแต่ละช่องทางย้อนหลัง เพื่อประเมินว่าช่องทางไหนมีความสัมพันธ์กับยอดขายมากที่สุด เวอร์ชันง่ายสำหรับ SME ทำได้ด้วยสเปรดชีตและข้อมูล 8-12 สัปดาห์ ไม่ต้องมีนักสถิติหรือซอฟต์แวร์แพง

ร้านเครื่องสำอางรายหนึ่งที่ผมดูแลอยู่ยิงแอดพร้อมกัน 4 ช่องทาง คือ Facebook, TikTok, Google Search และ LINE Ads ทุกเดือนเจ้าของร้านถามคำถามเดิมว่า ‘เดือนนี้ยอดขึ้น 15% ตัวไหนทำ’ ซึ่งพอเปิดแดชบอร์ดแต่ละแพลตฟอร์มมาดู ทุกตัวเคลมว่าตัวเองเป็นคนปิดยอดหมด รวมกันแล้วเกิน 100% ของยอดขายจริงไปไกล

นี่คือปัญหาคลาสสิกของธุรกิจที่ยิงหลายช่องทางพร้อมกัน แต่ละแพลตฟอร์มมองเห็นแค่โลกของตัวเอง Facebook ไม่รู้ว่า Google ก็อ้างเครดิตคนเดียวกัน และทั้งคู่ไม่รู้ว่าคนคนนั้นสุดท้ายไปทักปิดในแชท LINE

Marketing Mix Modeling หรือ MMM คือแนวคิดเก่าแก่ก่อนยุคดิจิทัลด้วยซ้ำ ที่มองข้ามการนับ Conversion รายคน แล้วดูภาพรวมระดับสัปดาห์/เดือนแทนว่า เมื่อเพิ่มงบช่องทางไหน ยอดขายรวมขยับตามไหม บทความนี้จะเล่าเวอร์ชันที่ทำได้จริงด้วยสเปรดชีต ไม่ใช่ MMM ระดับองค์กรที่ใช้ทีมนักสถิติ

ทำไม Last-Click ถึงหลอกเมื่อยิงหลายช่องทางพร้อมกัน

เวลาลูกค้าเห็นโฆษณา TikTok วันจันทร์ เห็น Facebook Retargeting วันพุธ แล้วค้นชื่อแบรนด์ใน Google วันศุกร์ก่อนจะทัก LINE สั่งซื้อ ทุกแพลตฟอร์มจะบอกว่า ‘ฉันปิดยอดนี้’ เพราะแต่ละที่เห็นแค่ส่วนของตัวเอง ไม่เห็นภาพรวมทั้งเส้นทาง ปัญหานี้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ iOS จำกัดการติดตามข้ามแอป และคุกกี้บุคคลที่สามหายไปทีละน้อย

MMM เลี่ยงปัญหานี้โดยไม่พยายามตามรอยรายคนเลย แต่ดูสถิติระดับมหภาคแทน: สัปดาห์ไหนงบ Facebook สูง ยอดขายเป็นยังไง สัปดาห์ไหนงบ Google สูงแต่ Facebook ลดลง ยอดขายเปลี่ยนแค่ไหน ทำแบบนี้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์จะเริ่มเห็นแพทเทิร์นว่าช่องทางไหน ‘ดึงน้ำหนัก’ ของยอดขายจริง

ตัวอย่างข้อมูล 4 สัปดาห์ (ตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด)

สัปดาห์งบ Facebookงบ Googleงบ TikTokยอดปิดใน LINE
115,00010,0008,000412,000
222,00010,0008,000468,000
315,00018,0008,000455,000
415,00010,00016,000421,000

อ่านตารางนี้ยังไงให้ได้ข้อสรุป

จากตัวอย่างข้างบน สัปดาห์ที่ 2 เพิ่มงบ Facebook เดี่ยว ๆ ยอดขายขึ้นชัดเจนที่สุด (+56,000 จากฐาน) ส่วนสัปดาห์ที่ 3 เพิ่มงบ Google ยอดขึ้นน้อยกว่า และสัปดาห์ที่ 4 เพิ่มงบ TikTok ยอดกลับลดลงจากฐาน นี่ไม่ได้แปลว่า TikTok ‘ไม่ดี’ เสมอไป อาจเป็นเพราะโฆษณาชุดนั้นยังไม่นิ่งหรือกลุ่มเป้าหมายไม่ตรง แต่ข้อมูลแบบนี้ทำให้เริ่มตั้งสมมติฐานได้แทนที่จะเดาส่งเดช

ข้อควรระวังคือ 4 สัปดาห์น้อยเกินไปที่จะฟันธง อย่างน้อยควรมีข้อมูล 8-12 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องตัดช่วงที่มีตัวแปรแทรกซ้อนออก เช่น สัปดาห์ที่มีโปรโมชันใหญ่หรือเทศกาล เพราะจะทำให้ทุกช่องทางดูดีพร้อมกันหมดโดยไม่เกี่ยวกับงบที่เพิ่ม

เริ่ม MMM แบบสเปรดชีตด้วยตัวเอง

  1. รวบรวมยอดขายที่ปิดจริงใน LINE รายสัปดาห์ย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน (ไม่ใช่ยอดทักหรือยอดคลิก)
  2. รวบรวมงบที่ใช้แต่ละช่องทางในสัปดาห์เดียวกัน แยกคอลัมน์ชัดเจน
  3. ทำเครื่องหมายสัปดาห์ที่มีเหตุการณ์พิเศษ (โปรโมชัน, เทศกาล, สินค้าขาดตลาด) เพื่อไม่เอาไปปนกับสัปดาห์ปกติ
  4. ใช้ฟังก์ชัน CORREL ในสเปรดชีตหาค่าสหสัมพันธ์ระหว่างงบแต่ละช่องทางกับยอดขาย (ตัดสัปดาห์พิเศษออกก่อน) ค่ายิ่งเข้าใกล้ 1 ยิ่งมีแนวโน้มสัมพันธ์กับยอดขายมาก
  5. อย่าฟันธงจากค่าสหสัมพันธ์อย่างเดียว ให้ใช้เป็นสมมติฐานแล้วไปทดสอบต่อด้วย Incrementality Test กับช่องทางที่สงสัยว่าอาจไม่ได้สร้างยอดเพิ่มจริง

เมื่อไหร่ถึงคุ้มจะจ้างทำ MMM แบบเต็มรูปแบบ

MMM แบบสเปรดชีตที่เล่ามาเหมาะกับธุรกิจที่งบแอดรวมยังไม่เกินหลักแสนต่อเดือน เพราะความแม่นยำที่ได้เพียงพอสำหรับการตัดสินใจระดับ ‘เพิ่ม-ลดงบช่องทางไหน’ แล้ว ถ้างบเริ่มเกินหลักล้านต่อเดือนและมีช่องทางออฟไลน์ร่วมด้วย เช่น ป้ายบิลบอร์ดหรือทีวี ตอนนั้นถึงจะคุ้มที่จะจ้างเอเจนซี่หรือใช้ซอฟต์แวร์ MMM ที่คำนวณด้วยแบบจำลองทางสถิติจริงจัง (Regression แบบมี Adstock/Saturation Curve)

สิ่งที่ผมอยากเตือนคือ อย่าใช้ MMM แบบง่ายนี้แทน การเช็ก Conversion ซ้ำซ้อน ระหว่างแพลตฟอร์ม เพราะเป็นคนละปัญหากัน MMM ตอบว่าช่องทางไหนมีน้ำหนักต่อยอดขายภาพรวม ส่วนการเช็กข้อมูลซ้ำตอบว่าตัวเลขที่แต่ละแพลตฟอร์มรายงานแม่นแค่ไหน ต้องทำควบคู่กันไป

สรุป

MMM แบบสเปรดชีตไม่ได้ให้คำตอบแม่นระดับวิทยาศาสตร์ แต่ให้ ‘ทิศทาง’ ที่ดีกว่าการเดาจากความรู้สึกหรือเชื่อตัวเลขที่แต่ละแพลตฟอร์มเคลมเอง ซึ่งสำหรับ SME ที่ไม่มีงบจ้างนักสถิติ แค่นี้ก็เพียงพอจะเริ่มตัดสินใจจัดงบใหม่ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น

  • MMM มองภาพรวมงบกับยอดขายรายสัปดาห์ แทนการตามรอยรายคนแบบ Attribution
  • เริ่มด้วยสเปรดชีตและข้อมูลย้อนหลัง 8-12 สัปดาห์ก็เพียงพอสำหรับ SME
  • ค่าสหสัมพันธ์เป็นแค่สมมติฐาน ต้องทดสอบต่อด้วย Incrementality Test ถึงจะฟันธงได้
  • เหมาะกับธุรกิจที่ยิงหลายช่องทางพร้อมกัน ไม่จำเป็นสำหรับคนที่ยิงช่องทางเดียว

คำถามที่พบบ่อย

MMM ต่างจาก Attribution Model ยังไง

Attribution พยายามตามรอยลูกค้ารายคนว่าคลิกอะไรมาก่อนจะซื้อ ส่วน MMM ไม่สนใจรายคนเลย มองแค่ภาพรวมงบกับยอดขายรายสัปดาห์ เหมาะกับยุคที่การตามรอยรายคนเริ่มทำได้ยากขึ้นเพราะข้อจำกัดความเป็นส่วนตัว

ต้องมีข้อมูลกี่สัปดาห์ถึงจะเริ่มวิเคราะห์ได้

อย่างน้อย 8 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นคร่าว ๆ แต่ถ้าอยากได้ความมั่นใจสูงขึ้น ควรมี 12 สัปดาห์ขึ้นไปและมีความหลากหลายของงบในแต่ละช่องทาง ไม่ใช่คงที่ทุกสัปดาห์เพราะจะไม่เห็นความสัมพันธ์อะไรเลย

ถ้างบทุกช่องทางคงที่ทุกเดือนจะทำ MMM ได้ไหม

ทำได้ยากมาก เพราะ MMM ต้องอาศัยความผันผวนของงบเพื่อดูว่ายอดขายตอบสนองยังไง ถ้างบนิ่งตลอด จะไม่มีข้อมูลพอให้เห็นความสัมพันธ์ วิธีแก้คือลองสลับเพิ่ม-ลดงบทีละช่องทางแบบมีแผนในบางเดือน

ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) สูงแปลว่าช่องทางนั้นทำให้ยอดขายเพิ่มแน่นอนไหม

ไม่แน่นอน สหสัมพันธ์บอกแค่ว่าสองตัวแปรเคลื่อนไหวไปด้วยกัน ไม่ได้พิสูจน์ว่าตัวหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกตัว อาจมีตัวแปรแฝงอื่น เช่น ฤดูกาลขายดีที่ทำให้ทั้งงบและยอดขายขึ้นพร้อมกันโดยไม่เกี่ยวกัน ต้องเอาไปยืนยันด้วยการทดลองจริงอีกชั้น

ธุรกิจเล็กที่มีงบแอดช่องทางเดียวควรทำ MMM ไหม

ไม่จำเป็น MMM มีประโยชน์เมื่อมีหลายช่องทางแข่งกันแย่งเครดิต ถ้ายิงช่องทางเดียว ปัญหานี้ไม่เกิด ควรโฟกัสที่การอ่านตัวเลขในแพลตฟอร์มนั้นให้ลึกและดู <a href="/blog/performance-report-line">รายงานผลแคมเปญ</a> แทน

มีเครื่องมือช่วยเก็บยอดขายรายสัปดาห์แยกตามที่มาไหม

ถ้าติดตั้งระบบส่งอีเวนต์แบบ linli ไว้แล้ว ข้อมูลยอดที่ปิดจริงจะถูกจัดเก็บพร้อม UTM ต้นทางให้อัตโนมัติ ดึงมาทำตารางรายสัปดาห์ได้เร็วกว่านั่งไล่แชทเองทีละเคสมาก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

COD กับโอนก่อนส่ง นับมูลค่า conversion ตอนไหนถึงไม่หลอกตัวเอง

COD กับโอนก่อนส่ง นับมูลค่า conversion ตอนไหนถึงไม่หลอกตัวเอง

COD ปิดง่ายแต่ตีกลับเยอะ ส่วนโอนก่อนได้เงินชัวร์กว่าแต่ปิดยาก ถ้านับมูลค่าเหมือนกันหมด ตัวเลข ROAS จะหลอกคุณ บทความนี้เจาะว่าควรนับสองแบบนี้ต่างกันยังไง
ออเดอร์มัดจำและพรีออเดอร์ นับมูลค่ายังไงไม่ให้ยอดพองหรือหาย

ออเดอร์มัดจำและพรีออเดอร์ นับมูลค่ายังไงไม่ให้ยอดพองหรือหาย

สินค้าที่เก็บมัดจำก่อนหรือเปิดพรีออเดอร์ทำให้เงินเข้ามาเป็นงวด ถ้านับผิดจังหวะยอดจะพองหรือหายไปเฉย ๆ บทความนี้เล่าวิธีนับมัดจำและยอดเต็มให้สะท้อนเงินจริง
ลูกค้าเดือนนี้จะกลับมาซื้ออีกไหม อ่าน cohort retention เพื่อรู้คุณค่าลูกค้าที่แท้จริง

ลูกค้าเดือนนี้จะกลับมาซื้ออีกไหม อ่าน cohort retention เพื่อรู้คุณค่าลูกค้าที่แท้จริง

ยอดเดือนนี้สวยไม่ได้แปลว่าธุรกิจแข็งแรง ถ้าลูกค้าซื้อครั้งเดียวแล้วหาย บทความนี้สอนอ่าน cohort retention แบบง่าย เพื่อดูว่าลูกค้าแต่ละรุ่นกลับมาซื้อซ้ำแค่ไหน พร้อมตารางตัวอย่างเชิงสาธิต