← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ลดราคาสู้คู่แข่ง 10% ต้องขายเพิ่มกี่ออเดอร์ถึงจะเท่าทุน: สูตรคำนวณก่อนตัดสินใจตัดราคา

02 ส.ค. 04:32 · อ่าน 2 นาที
ลดราคาสู้คู่แข่ง 10% ต้องขายเพิ่มกี่ออเดอร์ถึงจะเท่าทุน: สูตรคำนวณก่อนตัดสินใจตัดราคา

สรุปสั้น ๆ

การลดราคา 10% ไม่ได้แปลว่าต้องขายเพิ่ม 10% ถึงจะเท่าทุน เพราะส่วนลดกินเข้าไปที่กำไรโดยตรง ไม่ใช่ที่ยอดขาย ยิ่งมาร์จิ้นเดิมของสินค้ายิ่งบาง จำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่มเพื่อชดเชยยิ่งสูงขึ้นแบบไม่เป็นเส้นตรง เจ้าของร้านที่ตัดสินใจลดราคาโดยไม่คำนวณสูตรนี้ก่อน มักเจอว่าขายได้มากขึ้นจริงแต่กำไรกลับน้อยลง

เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เสริมมือถือรายหนึ่งเล่าให้ผมฟังด้วยความงุนงงว่า หลังจากลดราคาสินค้าตัวหลักลง 10% เพื่อสู้กับร้านที่เพิ่งเปิดในตลาดออนไลน์เดียวกัน ยอดออเดอร์เพิ่มขึ้นจริงราว 25% แต่พอปิดบัญชีสิ้นเดือนกลับพบว่ากำไรสุทธิลดลงกว่าเดิม ทั้งที่ขายได้มากขึ้นเห็นๆ

เขาถามผมว่า ‘ขายเพิ่มขึ้นตั้ง 25% แล้วทำไมกำไรยังลดลงอีก’ คำตอบอยู่ที่คณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป นั่นคือส่วนลดที่ให้ไปไม่ได้กินเข้าไปที่ ‘ยอดขาย’ แต่กินเข้าไปที่ ‘กำไรต่อชิ้น’ โดยตรง ซึ่งเป็นคนละก้อนเงินกัน และยิ่งมาร์จิ้นเดิมของสินค้าบางเท่าไหร่ ผลกระทบก็ยิ่งรุนแรงขึ้นแบบไม่เป็นสัดส่วนเดียวกับเปอร์เซ็นต์ที่ลด

บทความนี้จะพาไปดูสูตรคำนวณง่ายๆ ที่ใช้ตอบคำถามว่า ถ้าลดราคาลงเท่านี้ ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะได้กำไรเท่าเดิม พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงที่ทำให้เห็นภาพชัดว่าทำไมการลดราคาสู้คู่แข่งถึงอันตรายกว่าที่คิดสำหรับธุรกิจที่มาร์จิ้นไม่ได้หนามาก่อน

ทำไม ‘ลดราคาสู้’ ฟังดูง่าย แต่ทำร้ายกำไรกว่าที่คิด

เวลาคนพูดถึงการลดราคา มักคิดในกรอบของเปอร์เซ็นต์ยอดขายที่หายไป เช่น ลด 10% ก็คิดว่าต้องขายเพิ่ม 10% ถึงจะเท่าเดิม ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมาก เพราะราคาขายกับกำไรต่อชิ้นเป็นคนละตัวเลขกัน ส่วนลดที่ให้ไปตัดออกจากกำไรโดยตรง ไม่ได้ตัดออกจากยอดขายทั้งก้อน

ลองนึกภาพสินค้าที่ขายราคา 100 บาท ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 70 บาท เท่ากับมีกำไรต่อชิ้น 30 บาท ถ้าลดราคาลง 10% เหลือ 90 บาท ต้นทุนยังคงเดิมที่ 70 บาท กำไรต่อชิ้นจึงเหลือแค่ 20 บาท นั่นคือกำไรหายไปถึง 33% ทั้งที่ราคาลดแค่ 10% เท่านั้น นี่คือจุดที่คนคำนวณผิดพลาดกันบ่อยที่สุด เพราะมองแค่เปอร์เซ็นต์ราคาโดยไม่มองผลกระทบต่อกำไรที่แท้จริง

สูตรคำนวณจำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่ม เมื่อลดราคาลง X%

  1. หามาร์จิ้นกำไรเดิมของสินค้าก่อน คำนวณจาก (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ราคาขาย เช่น ถ้าราคาขาย 100 บาท ต้นทุน 70 บาท มาร์จิ้นเดิมคือ 30%
  2. คำนวณมาร์จิ้นใหม่หลังลดราคา โดยใช้ราคาขายใหม่ลบต้นทุนเดิม (เพราะต้นทุนไม่เปลี่ยน) แล้วหารด้วยราคาขายใหม่ เช่น ลดราคาลง 10% เหลือ 90 บาท มาร์จิ้นใหม่คือ (90 − 70) ÷ 90 = 22.2%
  3. ใช้สูตรจำนวนออเดอร์เพิ่มที่ต้องขายให้เท่ากำไรเดิม คือ (มาร์จิ้นเดิม ÷ มาร์จิ้นใหม่) − 1 แล้วคูณ 100 เพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ จากตัวอย่างข้างต้นคือ (30% ÷ 22.2%) − 1 ≈ 35% หมายความว่าต้องขายเพิ่มขึ้นราว 35% ถึงจะได้กำไรก้อนเท่าเดิม ไม่ใช่แค่ 10% ตามเปอร์เซ็นต์ที่ลดราคาไป
  4. เทียบตัวเลขที่คำนวณได้กับความเป็นไปได้จริงของตลาด ถ้าฐานลูกค้าและกำลังซื้อในตลาดไม่มีทางขยายได้ถึง 35% ในช่วงเวลาที่ต้องการ การลดราคาครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะจบด้วยกำไรรวมลดลง แม้ยอดขายจะดูเพิ่มขึ้นในสายตาก็ตาม

ตัวอย่างคำนวณจริงจากร้านสมมติ 3 ระดับมาร์จิ้น

ตารางด้านล่างเป็นกรอบตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่ามาร์จิ้นเดิมที่ต่างกัน ส่งผลต่อจำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่มมากแค่ไหนเมื่อลดราคาในเปอร์เซ็นต์เดียวกันคือ 10% ตัวเลขเป็นการคำนวณสมมติ แต่ละธุรกิจต้องแทนค่าต้นทุนและราคาจริงของตัวเองเพื่อดูตัวเลขที่แม่นยำ

มาร์จิ้นเดิมมาร์จิ้นหลังลด 10%ต้องขายเพิ่มกี่% ถึงเท่ากำไรเดิม
50% (สินค้ากำไรหนา)44.4%ประมาณ 12.5%
30% (สินค้ากำไรปานกลาง)22.2%ประมาณ 35%
15% (สินค้ากำไรบาง)5.5%ประมาณ 173%

ทำไมสินค้ามาร์จิ้นบางยิ่งลดราคายิ่งอันตราย

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าสินค้าที่มาร์จิ้นเดิมบางอยู่แล้ว เช่น 15% พอลดราคาแค่ 10% กลับต้องขายเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 173% ถึงจะได้กำไรเท่าเดิม ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจมาร์จิ้นบางต้องระวังการลดราคาสู้คู่แข่งเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่ให้ขยับตัวมีน้อยกว่าธุรกิจมาร์จิ้นหนามาก

สาเหตุที่ตัวเลขพุ่งไม่เป็นเส้นตรงแบบนี้ เพราะยิ่งมาร์จิ้นเดิมแคบเท่าไหร่ ส่วนลดที่ให้ไปก็กิน ‘สัดส่วน’ ของกำไรมากขึ้นเท่านั้น สินค้ามาร์จิ้นหนามีพื้นที่ดูดซับส่วนลดได้มากกว่าก่อนที่กำไรจะหายไปเกือบหมด ในขณะที่สินค้ามาร์จิ้นบางแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้ขยับเลย

ตัวอย่างคำนวณสำหรับธุรกิจบริการ: ร้านตัดผมลดราคาสู้คู่แข่ง

ลองดูอีกตัวอย่างในธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าจับต้องได้ เช่น ร้านตัดผมที่คิดราคาตัดผมครั้งละ 300 บาท มีต้นทุนแรงงานช่างและวัสดุรวมประมาณ 180 บาทต่อครั้ง เท่ากับมาร์จิ้นเดิมอยู่ที่ 40% ถ้าร้านตัดสินใจลดราคาลง 15% เพื่อสู้กับร้านตัดผมใหม่ที่เปิดใกล้ๆ ราคาจะเหลือ 255 บาท ในขณะที่ต้นทุนแรงงานและวัสดุยังคงเดิมที่ 180 บาท มาร์จิ้นใหม่จึงเหลือเพียง 29.4% เมื่อคำนวณด้วยสูตรเดียวกัน ร้านต้องรับลูกค้าเพิ่มขึ้นราว 36% ถึงจะได้กำไรก้อนเท่าเดิม

ตัวเลข 36% ฟังดูอาจไม่รุนแรงเท่าตัวอย่างสินค้ามาร์จิ้นบางก่อนหน้านี้ แต่ธุรกิจบริการมีข้อจำกัดที่ธุรกิจขายสินค้าไม่มี นั่นคือเวลา ช่างตัดผมหนึ่งคนตัดได้จำกัดจำนวนคิวต่อวันตามชั่วโมงทำงาน ต่างจากร้านขายของที่เพิ่มสต๊อกแล้วขายได้เรื่อยๆ ถ้าร้านมีคิวเต็มอยู่แล้วในชั่วโมงเร่งด่วน การเพิ่มลูกค้าอีก 36% อาจทำไม่ได้จริงเพราะไม่มีชั่วโมงว่างเหลือให้รับเพิ่ม ต่อให้ราคาถูกลงจนลูกค้าอยากมาเพิ่มแค่ไหนก็ตาม

ในกรณีแบบนี้ ทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าการลดราคาต่อครั้ง คือการเพิ่มมูลค่าต่อคิวแทน เช่น เสนอแพ็กเกจตัดผมพร้อมสระผมในราคาที่คุ้มกว่าซื้อแยก หรือขายคอร์สตัดผมล่วงหน้าหลายครั้งในราคาที่มีส่วนลดเล็กน้อยแต่ได้เงินสดเข้าร้านทันที วิธีเหล่านี้เพิ่มรายได้ต่อคิวโดยไม่ต้องรับลูกค้าเกินกำลังการให้บริการที่มีอยู่จริง

ในทางกลับกัน ถ้าร้านตัดผมนั้นยังมีคิวว่างเยอะในช่วงเวลาปกติ อย่างเช้าวันธรรมดา การลดราคาเฉพาะช่วงเวลาที่มีคิวว่างจะสมเหตุสมผลกว่าการลดราคาทุกช่วงเวลาเท่ากัน เพราะเป็นการดึงลูกค้าเข้ามาเติมเต็มชั่วโมงที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว โดยไม่กระทบราคาช่วงเร่งด่วนที่คิวเต็มอยู่แล้วโดยไม่ต้องลดเลย วิธีนี้ทำให้จำนวนลูกค้าที่ต้องเพิ่มมาจากช่วงที่ไม่ได้แย่งคิวกับใคร ไม่ใช่พยายามยัดลูกค้าเพิ่มเข้าไปในชั่วโมงที่เต็มอยู่แล้ว

ตัวแปรที่มักลืมคิดในสมการนี้

  • ต้นทุนแอดมินและเวลาที่ใช้ตอบแชทเพิ่มขึ้นตามจำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่ม — ถ้าต้องขายเพิ่ม 35% แปลว่าภาระงานแอดมินก็เพิ่มตามไปด้วย ซึ่งเป็นต้นทุนที่มักไม่ถูกรวมในการคำนวณ
  • ต้นทุนค่าแอดที่อาจต้องเพิ่มขึ้นเพื่อดึงคนมาซื้อให้ถึงจำนวนที่ต้องการ ถ้าตลาดไม่ได้ขยายเองตามธรรมชาติ การจะได้ออเดอร์เพิ่มมักต้องพึ่งงบโฆษณาที่มากขึ้นด้วย ซึ่งกินอัตรากำไรหลังหักค่าโฆษณาเพิ่มไปอีกชั้น
  • ลูกค้าที่มาเพราะราคาถูกลง มักมีมูลค่าตลอดอายุลูกค้าต่ำกว่าลูกค้าที่มาเพราะเหตุผลอื่น เพราะพวกเขาไวต่อราคาเป็นหลัก และมีแนวโน้มย้ายไปหาที่ถูกกว่าอีกทันทีที่มีตัวเลือกใหม่โผล่มา
  • ผลกระทบต่อการรับรู้แบรนด์ในระยะยาว ถ้าลดราคาบ่อยจนลูกค้าเรียนรู้ว่าราคาที่ตั้งไว้ ‘ไม่ใช่ราคาจริง’ พวกเขาจะรอส่วนลดครั้งถัดไปแทนการซื้อในราคาปกติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ปรากฏในสูตรคำนวณแต่ส่งผลระยะยาว

ทางเลือกอื่นนอกจากลดราคา ที่ให้ผลทางบัญชีดีกว่า

แทนที่จะลดราคาสินค้าตรงๆ ลองพิจารณาเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มขึ้นโดยไม่กระทบมาร์จิ้นมากเท่าการลดราคา เช่น เพิ่มของแถมที่ต้นทุนต่ำแต่ลูกค้ารู้สึกว่ามีมูลค่า หรือปรับเงื่อนไขการจัดส่งให้ดีขึ้นในบางกรณี วิธีเหล่านี้ให้ความรู้สึก ‘คุ้มค่ากว่าเดิม’ กับลูกค้าโดยไม่ต้องเสียกำไรมากเท่าการลดราคาตรงๆ

อีกทางเลือกคือทำโปรโมชันแบบมีเงื่อนไข เช่น ลดราคาเมื่อซื้อครบจำนวนที่กำหนด หรือลดเฉพาะสินค้าที่มาร์จิ้นหนาพอจะรับได้ แทนการลดราคาทุกตัวเท่ากันหมด วิธีนี้ช่วยควบคุมผลกระทบต่อกำไรรวมได้ดีกว่าการลดแบบเหมารวม และยังกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อปริมาณมากขึ้นซึ่งช่วยชดเชยมาร์จิ้นที่หายไปได้ในตัว

เมื่อไหร่การลดราคาสู้คู่แข่งถึงคุ้มค่าจริงๆ

การลดราคาไม่ได้ผิดเสมอไป มีบางสถานการณ์ที่คุ้มค่าจริง เช่น สินค้ามีมาร์จิ้นหนาพอที่จะดูดซับส่วนลดได้โดยไม่กระทบกำไรมาก หรือเป็นสินค้าที่ลูกค้าซื้อครั้งแรกแล้วมีแนวโน้มซื้อซ้ำสูง ทำให้การลดราคาครั้งแรกเป็นการลงทุนเพื่อได้ลูกค้าที่มีมูลค่าตลอดอายุสูงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ขายครั้งเดียวจบ

อีกกรณีที่คุ้มค่าคือเมื่อคำนวณแล้วพบว่าตลาดมีความต้องการเพียงพอจะรองรับจำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่มได้จริง เช่น ช่วงเทศกาลที่กำลังซื้อสูงกว่าปกติอยู่แล้ว การลดราคาในช่วงนั้นมีโอกาสไปถึงจุดคุ้มทุนได้ง่ายกว่าการลดราคาในช่วงตลาดซบเซาที่ต้องแย่งลูกค้าจากคู่แข่งโดยตรงเท่านั้น

ขั้นตอนก่อนอนุมัติส่วนลดให้แอดมินใช้ในแชท

  1. คำนวณมาร์จิ้นของสินค้าแต่ละกลุ่มไว้ล่วงหน้า อย่ารอให้ถึงตอนลูกค้าต่อรองแล้วค่อยคิดเลขสด เพราะมักตัดสินใจผิดพลาดในจังหวะกดดัน
  2. ตั้งเพดานส่วนลดสูงสุดที่แอดมินอนุมัติเองได้โดยไม่ต้องถามหัวหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการลดราคาแบบไม่มีขอบเขตในสถานการณ์เร่งด่วน
  3. ทบทวนผลกระทบของส่วนลดต่อค่าคอมมิชชันและกำไรสุทธิของแต่ละดีลก่อนอนุมัติ ไม่ใช่ดูแค่ว่าลูกค้าพอใจหรือไม่
  4. ติดตามผลลัพธ์หลังให้ส่วนลดไปแล้วว่าจำนวนออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นจริงถึงจุดคุ้มทุนที่คำนวณไว้หรือไม่ เพื่อใช้ปรับการตัดสินใจครั้งถัดไปให้แม่นขึ้น ไม่ใช่ลดราคาแบบเดาสุ่มทุกครั้งที่มีลูกค้าต่อรอง

สรุป

การลดราคาสู้คู่แข่งเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ต้องคำนวณก่อนทำ ไม่ใช่ปฏิกิริยาที่ตัดสินใจจากความกลัวเสียลูกค้าเพียงอย่างเดียว เพราะเปอร์เซ็นต์ที่ลดราคาไปกับจำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่มเพื่อชดเชย ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกันเลย

ก่อนตัดสินใจลดราคาครั้งต่อไป ลองใช้สูตรคำนวณในบทความนี้เช็กก่อนว่าต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเท่าทุน แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่าตลาดมีความต้องการมากพอจะไปถึงจุดนั้นได้จริงในเวลาที่ต้องการหรือไม่

  • ส่วนลดกินกำไรต่อชิ้นโดยตรง ไม่ใช่กินยอดขาย จึงต้องคำนวณแยกจากเปอร์เซ็นต์ราคาที่ลด
  • มาร์จิ้นเดิมยิ่งบาง จำนวนออเดอร์ที่ต้องขายเพิ่มยิ่งพุ่งสูงแบบไม่เป็นเส้นตรง
  • อย่าลืมรวมต้นทุนแฝงอย่างค่าแอดมินและค่าแอดที่อาจเพิ่มขึ้นตามจำนวนออเดอร์
  • พิจารณาทางเลือกอื่นอย่างการเพิ่มมูลค่าหรือโปรแบบมีเงื่อนไขก่อนลดราคาตรงๆ เสมอ

คำถามที่พบบ่อย

ลดราคา 10% ต้องขายเพิ่มกี่ % เสมอไปหรือเปล่า

ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ขึ้นกับมาร์จิ้นเดิมของสินค้าเป็นหลัก สินค้ามาร์จิ้นหนาต้องขายเพิ่มไม่มาก แต่สินค้ามาร์จิ้นบางอาจต้องขายเพิ่มหลายสิบถึงหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรคำนวณแยกตามมาร์จิ้นจริงของแต่ละสินค้า

ควรลดราคาทุกสินค้าเท่ากันไหมตอนสู้คู่แข่ง

ไม่แนะนำ ควรเลือกลดเฉพาะสินค้าที่มาร์จิ้นหนาพอจะรับผลกระทบได้ ส่วนสินค้ามาร์จิ้นบางควรใช้วิธีอื่นแทน เช่น เพิ่มมูลค่าหรือทำโปรแบบมีเงื่อนไข

ถ้าคำนวณแล้วต้องขายเพิ่มเกินความเป็นไปได้ของตลาด ควรทำยังไง

ควรพิจารณาทางเลือกอื่นแทนการลดราคาตรงๆ เช่น เพิ่มของแถม ปรับเงื่อนไขการซื้อ หรือสู้ด้วยคุณค่าด้านอื่นแทนราคา เพราะการลดราคาในสถานการณ์นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะจบด้วยกำไรรวมลดลง

สูตรนี้ใช้ได้กับธุรกิจบริการที่ไม่มีต้นทุนสินค้าชัดเจนไหม

ใช้ได้เช่นกัน แต่ต้องแทนค่า 'ต้นทุน' ด้วยต้นทุนแรงงานและทรัพยากรที่ใช้ให้บริการต่อครั้งแทนต้นทุนสินค้า หลักการคำนวณมาร์จิ้นและจุดคุ้มทุนยังใช้แนวคิดเดียวกัน

ทำไมขายได้เพิ่มขึ้นจริง แต่กำไรกลับลดลง เหมือนที่เจ้าของร้านในบทความเจอ

เพราะจำนวนออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนที่คำนวณได้จากมาร์จิ้นใหม่ ยอดขายที่ดูเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขที่หลอกตาได้ ถ้าไม่เทียบกับกำไรต่อชิ้นที่หายไปจากส่วนลดควบคู่กันไปด้วย

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง