จ่ายคอมมิชชันตามยอดขาย ทำไมทีมยิ่งขายยิ่งเก่ง แต่บริษัทยิ่งกำไรบาง
สรุปสั้น ๆ
การจ่ายคอมมิชชันตามยอดขายอย่างเดียว จูงใจให้แอดมินลดราคาหรือแถมของเพื่อปิดยอดให้ไว โดยไม่สนใจว่ากำไรที่เหลือจะบางลงแค่ไหน การผูกคอมมิชชันบางส่วนกับ net margin ของออเดอร์ ช่วยให้แรงจูงใจของทีมขายสอดคล้องกับเป้าหมายกำไรของบริษัทมากขึ้น
สมมติแอดมินคนหนึ่งได้คอมมิชชัน 3% จากยอดขายทุกออเดอร์ที่ปิดได้ เดือนหนึ่งเขาปิดยอดได้ 500,000 บาท ได้คอมมิชชัน 15,000 บาท ฟังดูยุติธรรมดี แต่พอเจ้าของธุรกิจไปดูตัวเลขกำไรจริง กลับพบว่าออเดอร์จำนวนมากในเดือนนั้นถูกลดราคาหรือแถมของเพิ่มเพื่อปิดยอดให้ไวขึ้น กำไรสุทธิของเดือนนั้นจึงบางกว่าเดือนก่อนที่ยอดขายน้อยกว่าด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่ความผิดของแอดมิน เพราะระบบคอมมิชชันบอกเขาตรง ๆ ว่ายิ่งปิดยอดเยอะยิ่งได้เงินเยอะ ไม่มีใครบอกเขาว่าต้องรักษากำไรด้วย เขาจึงทำตามสิ่งที่ระบบให้รางวัล ซึ่งคือยอดขาย ไม่ใช่กำไร
ปัญหาของคอมมิชชันที่ผูกกับยอดขายอย่างเดียว
เมื่อคอมมิชชันผูกกับยอดขาย พฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติคือการเร่งปิดยอดให้ไวที่สุด แม้ต้องแลกด้วยส่วนลดหรือของแถมที่กัดกินกำไรต่อออเดอร์ เพราะในสายตาแอดมิน ยอด 100,000 บาทที่ลดราคาไป กับยอด 100,000 บาทที่ไม่ได้ลด ให้คอมมิชชันเท่ากันเป๊ะ
ปัญหานี้ยิ่งชัดในช่วงปลายเดือนที่ทีมพยายามทำยอดให้ถึงเป้า เพราะแรงจูงใจจะเอนไปทาง ‘ปิดให้ได้’ มากกว่า ‘ปิดให้คุ้ม’ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน บริษัทจะเห็นยอดขายโตขึ้นทุกเดือน แต่กำไรสุทธิกลับทรงตัวหรือลดลง
แนวทางผูกคอมมิชชันกับ net margin แทน
- แบ่งคอมมิชชันเป็นสองส่วน ส่วนแรกอิงยอดขายในอัตราต่ำเพื่อไม่ให้แอดมินขาดรายได้พื้นฐาน ส่วนที่สองอิงกำไรสุทธิของออเดอร์ในอัตราที่สูงกว่า
- กำไรสุทธิของออเดอร์ในที่นี้ควรคำนวณหลังหักต้นทุนสินค้า ส่วนลด ของแถม และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ยอดขายตั้งต้น
- กำหนดเพดานส่วนลดหรือของแถมที่แอดมินอนุมัติเองได้ ถ้าต้องการให้มากกว่านั้นให้ผ่านการอนุมัติจากหัวหน้าทีม เพื่อไม่ให้แอดมินลดราคาแบบไม่มีขอบเขตเพื่อปิดยอดเร็ว
ตัวอย่างเปรียบเทียบสองโครงสร้างคอมมิชชัน
| โครงสร้าง | คอมมิชชันที่แอดมินได้ | กำไรสุทธิที่บริษัทได้ |
|---|---|---|
| ผูกยอดขายอย่างเดียว (3%) | 15,000 บาท | 60,000 บาท |
| ผูก net margin (1% ยอดขาย + 8% กำไรสุทธิ) | 13,400 บาท | 80,000 บาท |
ลงลึกระดับออเดอร์เดียว (ตัวอย่างสมมติ) เพื่อดูว่าแรงจูงใจเปลี่ยนตรงไหน
สมมติสินค้าตัวหนึ่งขายราคาปกติ 3,000 บาท ต้นทุนสินค้า 1,200 บาท ถ้าปิดยอดโดยไม่ลดราคาเลย กำไรขั้นต้นของออเดอร์นี้คือ 1,800 บาท แต่ถ้าแอดมินลดราคาให้ 500 บาทเพื่อปิดยอดให้ไวขึ้น กำไรขั้นต้นจะเหลือ 1,300 บาท ต่างกัน 500 บาทเต็ม ๆ
ภายใต้โครงสร้างคอมมิชชัน 3% ของยอดขาย ทั้งสองกรณีแอดมินจะได้คอมมิชชันต่างกันแค่เล็กน้อย คือ 90 บาทจากออเดอร์ที่ไม่ลด เทียบกับ 75 บาทจากออเดอร์ที่ลดราคา (3% ของ 2,500 บาท) ส่วนต่างแค่ 15 บาท ทั้งที่บริษัทเสียกำไรไป 500 บาท แอดมินแทบไม่รู้สึกถึงผลของการลดราคาเลย
แต่ภายใต้โครงสร้าง net margin (1% ยอดขาย + 8% กำไรสุทธิ) ออเดอร์ที่ไม่ลดราคาจะได้คอมมิชชัน 30+144 เท่ากับ 174 บาท ส่วนออเดอร์ที่ลดราคาจะได้ 25+104 เท่ากับ 129 บาท ส่วนต่างกระโดดไปที่ 45 บาท ซึ่งสัดส่วนใกล้เคียงกับสัดส่วนกำไรที่หายไปมากกว่าโครงสร้างแรกมาก นี่คือกลไกที่ทำให้แอดมินรู้สึกถึงผลของการลดราคาในกระเป๋าตัวเองทันที ไม่ต้องรอฟังสรุปกำไรปลายเดือนจากฝ่ายบัญชี
ความเสี่ยงใหม่ที่มาพร้อมโครงสร้างนี้ ถ้าออกแบบไม่รอบคอบ
ความเสี่ยงแรกคือแอดมินอาจเปลี่ยนจากเทกำไรมากเกินไป กลายเป็นหวงกำไรมากเกินไปแทน คือปฏิเสธการให้ส่วนลดทุกกรณีแม้บางครั้งลดเล็กน้อยแล้วยังคุ้มกว่าปล่อยให้ลูกค้าหายไปเลย จุดนี้ควรตรวจสอบด้วยการติดตามอัตราปิดการขายก่อนและหลังเปลี่ยนโครงสร้าง ถ้าอัตราปิดการขายลดลงชัดเจนหลังเปลี่ยน อาจต้องทบทวนว่าเพดานส่วนลดที่อนุมัติเองได้ตั้งไว้ต่ำเกินไปหรือไม่
ความเสี่ยงที่สองคือถ้าตัวเลขต้นทุนหรือกำไรของออเดอร์สามารถถูกปรับแก้โดยแอดมินเองได้ เช่น กรอกต้นทุนสินค้าเข้าระบบเอง ย่อมมีช่องให้บิดเบือนตัวเลขเพื่อดันคอมมิชชันตัวเองสูงขึ้น การคำนวณกำไรสุทธิที่ใช้จ่ายคอมมิชชันจึงต้องดึงจากตารางต้นทุนที่ฝ่ายบัญชีหรือฝ่ายจัดซื้อล็อกไว้ตายตัว ไม่ใช่ให้แอดมินกรอกหรือแก้ไขตัวเลขต้นทุนได้เอง
ทบทวนสัดส่วนที่ตั้งไว้ทุกไตรมาส ไม่ใช่ตั้งครั้งเดียวแล้วปล่อยผ่าน
สัดส่วน 1% ยอดขาย + 8% กำไรสุทธิ ที่ยกตัวอย่างไว้ ไม่ใช่สูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจหรือใช้ได้ตลอดไป ควรนำข้อมูลคอมมิชชันรวมที่จ่ายจริงในแต่ละไตรมาส มาเทียบกับกำไรสุทธิรวมที่ทีมสร้างได้ ถ้าสัดส่วนคอมมิชชันต่อกำไรเริ่มเบี่ยงไปจากที่ตั้งใจไว้ตอนแรก เช่น จ่ายคอมมิชชันสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยกำไรสุทธิไม่ได้โตตาม ควรกลับมาปรับอัตราให้สอดคล้องกับเป้าหมายเดิมอีกครั้ง
สรุป
คอมมิชชันคือแรงจูงใจ และแรงจูงใจคือสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของทีมขายในระยะยาว ถ้าอยากให้ทีมรักษากำไรควบคู่กับยอดขาย โครงสร้างการจ่ายผลตอบแทนต้องส่งสัญญาณนั้นตั้งแต่ต้น ไม่ใช่หวังให้ทีมรักษากำไรเองโดยไม่มีอะไรจูงใจ
- คอมมิชชันผูกยอดขายอย่างเดียวจูงใจให้ลดราคาปิดยอดไว
- แบ่งคอมมิชชันเป็นส่วนยอดขายต่ำ + ส่วนกำไรสุทธิสูงกว่า
- ทดลองกับทีมย่อยก่อนขยายใช้เต็มรูปแบบทั้งบริษัท
คำถามที่พบบ่อย
การเปลี่ยนโครงสร้างคอมมิชชันจะทำให้แอดมินได้เงินน้อยลงไหม
ถ้าแอดมินยังคงรักษากำไรต่อออเดอร์ได้ดี รายได้รวมมักไม่ต่างจากเดิมมากนัก และในหลายกรณีอาจได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำถ้าเขาเลือกปิดยอดแบบไม่ลดราคาเกินจำเป็น
จะอธิบายให้ทีมขายเข้าใจโครงสร้างใหม่นี้อย่างไรไม่ให้รู้สึกว่าถูกลดผลตอบแทน
ควรแสดงตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าเขาสามารถได้คอมมิชชันเท่าเดิมหรือมากกว่า ถ้าปิดยอดโดยรักษากำไรไว้ ไม่ใช่แค่บอกกฎใหม่ลอย ๆ
ควรเริ่มใช้โครงสร้างนี้กับทีมทั้งหมดพร้อมกันไหม
แนะนำให้ทดลองกับทีมย่อยหรือช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อน เพื่อดูผลกระทบจริงต่อพฤติกรรมการปิดการขายและความพึงพอใจของทีม ก่อนขยายใช้เต็มรูปแบบ
ถ้าสินค้าบางตัวมีกำไรต่ำโดยธรรมชาติ จะไม่เป็นธรรมกับแอดมินที่ขายสินค้านั้นไหม
ควรตั้งอัตรากำไรอ้างอิงแยกตามกลุ่มสินค้า ไม่ใช้เกณฑ์เดียวกันหมด เพื่อไม่ให้แอดมินที่ขายสินค้ากำไรต่ำเสียเปรียบเพียงเพราะโครงสร้างต้นทุนสินค้าต่างกัน
โครงสร้างนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีแอดมินไม่กี่คนไหม
เหมาะ เพราะยิ่งธุรกิจเล็ก กำไรทุกบาทยิ่งมีผลต่อกระแสเงินสด การจูงใจให้ทีมรักษากำไรตั้งแต่ต้นจะช่วยธุรกิจขนาดเล็กได้เร็วกว่าธุรกิจใหญ่ที่พอมีกันชนทางการเงินมากกว่า
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click
รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วัน