ยอดขายมาร์เก็ตเพลสเยอะกว่า แต่ทำไมกำไรกลับน้อยกว่าช่องทางแชท
สรุปสั้น ๆ
หลายธุรกิจตัดสินใจทุ่มงบให้ช่องทางที่ยอดขายรวมสูงสุด โดยไม่ทันดูว่าช่องทางนั้นมีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าโปรโมตแฝงอยู่มากแค่ไหน เมื่อเทียบกำไรสุทธิต่อออเดอร์จริง ช่องทางแชทที่ยอดขายน้อยกว่าบางครั้งกลับทำกำไรได้มากกว่าต่อบาทที่ลงทุนไป
เจ้าของแบรนด์เครื่องนอนรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มาร์เก็ตเพลสสร้างยอดขายให้เขาเดือนละ 1,800,000 บาท ในขณะที่ช่องทางแชทสร้างยอดได้แค่ 900,000 บาท เขาจึงตัดสินใจทุ่มงบโปรโมตในมาร์เก็ตเพลสเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยไม่ได้เช็กก่อนว่าหลังหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าคูปองส่วนลด และค่าโฆษณาภายในแพลตฟอร์มแล้ว กำไรสุทธิที่เหลือจากมาร์เก็ตเพลสอยู่ที่เท่าไหร่
เมื่อลองคำนวณจริง กำไรสุทธิจากมาร์เก็ตเพลสเหลือแค่ 8% ของยอดขาย ในขณะที่ช่องทางแชทซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกินส่วนแบ่ง เหลือกำไรสุทธิถึง 22% ของยอดขาย นั่นแปลว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ทางแชท สร้างกำไรมากกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ทางมาร์เก็ตเพลสเกือบสามเท่า
ความสับสนระหว่าง ‘ยอดขายเยอะ’ กับ ‘กำไรดี’
ยอดขายรวมเป็นตัวเลขที่มองเห็นง่ายและมักถูกใช้ตัดสินใจก่อนตัวเลขอื่น เพราะมันเป็นตัวเลขแรกที่ขึ้นในหน้าแดชบอร์ดของทุกแพลตฟอร์ม แต่ยอดขายไม่ได้บอกว่าธุรกิจเหลือเงินเข้ากระเป๋าเท่าไหร่ต่อบาทที่ลงทุนไปในแต่ละช่องทาง
ช่องทางแชทที่ปิดการขายเองมีต้นทุนที่ต่างจากมาร์เก็ตเพลสอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มหรือค่าคูปองที่แพลตฟอร์มบังคับให้ร่วม แต่ต้องแลกด้วยต้นทุนแอดมินและค่าแอดที่ต้องจ่ายเองทั้งหมด การเปรียบเทียบที่เป็นธรรมจึงต้องดูกำไรสุทธิต่อออเดอร์ ไม่ใช่ยอดขายรวม
ตารางเปรียบเทียบกำไรสุทธิต่อออเดอร์ระหว่างสองช่องทาง
| รายการ | ช่องทางมาร์เก็ตเพลส | ช่องทางแชท |
|---|---|---|
| ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน | 1,800,000 บาท | 900,000 บาท |
| ค่าธรรมเนียม/คูปอง/โฆษณาในแพลตฟอร์ม | 22% | 0% |
| ต้นทุนแอด+แอดมิน(เฉพาะช่องทาง) | 6% | 15% |
| กำไรสุทธิโดยประมาณ | 8% (144,000 บาท) | 22% (198,000 บาท) |
แล้วควรทุ่มงบให้ช่องทางไหนกันแน่
คำตอบไม่ใช่การทิ้งมาร์เก็ตเพลสไปทั้งหมด เพราะมันยังมีประโยชน์ในแง่การเข้าถึงลูกค้าใหม่ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ แต่การตัดสินใจเพิ่มงบควรอิงกำไรสุทธิต่อบาทที่ลงทุน ไม่ใช่ยอดขายรวมที่มองเห็นง่ายกว่า
แนวทางที่สมดุลกว่าคือใช้มาร์เก็ตเพลสเป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่และสร้างการรับรู้ แล้วดึงลูกค้าที่ซื้อซ้ำมาไว้ในช่องทางแชทที่กำไรต่อออเดอร์สูงกว่า ผ่านการสร้างความสัมพันธ์และข้อเสนอเฉพาะสำหรับลูกค้าเก่า
ระวังกับดักอีกชั้น: เปอร์เซ็นต์กำไรอย่างเดียวก็หลอกได้เหมือนกัน
ตารางด้านบนเทียบเปอร์เซ็นต์กำไรสุทธิ แต่ในทางปฏิบัติต้องระวังกรณีที่มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ (AOV) ของสองช่องทางต่างกันมาก เพราะเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าไม่ได้แปลว่าได้กำไรเป็นบาทมากกว่าเสมอไป
ลองสมมติว่ามาร์เก็ตเพลสมักขายเป็นชุดคอมโบราคาสูง ทำให้ AOV เฉลี่ยอยู่ที่ 2,400 บาทต่อออเดอร์ ในขณะที่ช่องทางแชทขายเป็นชิ้นเดี่ยว AOV เฉลี่ยแค่ 900 บาทต่อออเดอร์ ถ้ามาร์เก็ตเพลสทำกำไรสุทธิ 8% จะได้กำไรราว 192 บาทต่อออเดอร์ ในขณะที่ช่องทางแชทที่กำไรสุทธิ 22% จะได้กำไรราว 198 บาทต่อออเดอร์ ตัวเลขทั้งสองใกล้เคียงกันมากทั้งที่เปอร์เซ็นต์ต่างกันเกือบสามเท่า
บทเรียนจากตัวอย่างนี้คือ ก่อนตัดสินใจย้ายงบจากช่องทางหนึ่งไปอีกช่องทางหนึ่ง ควรคำนวณกำไรเป็นบาทต่อออเดอร์ควบคู่ไปกับเปอร์เซ็นต์เสมอ ไม่ใช้ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียวในการสรุป เพราะทั้งสองแบบให้ภาพที่ต่างกันได้เมื่อ AOV ของแต่ละช่องทางไม่เท่ากัน
มูลค่าที่มองไม่เห็นในตาราง: ลูกค้ามาร์เก็ตเพลสที่ย้ายมาซื้อซ้ำทางแชท
การเปรียบเทียบกำไรต่อออเดอร์แบบตัดขาดสองช่องทางออกจากกัน มีจุดที่มองข้ามได้ง่ายคือลูกค้าบางส่วนที่ซื้อครั้งแรกผ่านมาร์เก็ตเพลส อาจกลับมาซื้อซ้ำผ่านช่องทางแชทในภายหลังถ้าเก็บช่องทางติดต่อไว้ได้ เช่น แนบ QR code LINE OA ไปกับพัสดุ
ลองสมมติว่าจากลูกค้าใหม่ 100 คนที่ซื้อครั้งแรกผ่านมาร์เก็ตเพลส มี 18 คนที่ทักเข้า LINE OA เพื่อซื้อซ้ำภายในหกเดือน ถ้าแต่ละคนซื้อซ้ำเฉลี่ย 900 บาทต่อครั้งด้วยกำไรสุทธิ 22% เท่ากับมีกำไรเพิ่มเข้ามาอีกราว 3,564 บาทจากลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในตารางเปรียบเทียบกำไรต่อออเดอร์ครั้งแรกเลย
นี่คือเหตุผลที่การตัดงบมาร์เก็ตเพลสทิ้งทั้งหมดทันทีที่เห็นกำไรต่อออเดอร์ต่ำกว่า อาจตัดโอกาสสร้างฐานลูกค้าใหม่ที่ภายหลังไหลมาซื้อซ้ำในช่องทางกำไรสูงไปด้วย ก่อนตัดสินใจควรเช็กว่ามีระบบเก็บช่องทางติดต่อของลูกค้าจากมาร์เก็ตเพลสไว้หรือไม่ และมีลูกค้ากลุ่มนี้ย้ายมาซื้อซ้ำทางแชทจริงมากน้อยแค่ไหน ก่อนสรุปว่าช่องทางไหนคุ้มกว่ากันในภาพรวม
สรุป
ยอดขายที่มากกว่าไม่ได้แปลว่ากำไรที่มากกว่าเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อช่องทางนั้นมีค่าธรรมเนียมซ่อนอยู่หลายชั้น การตัดสินใจจัดสรรงบระหว่างช่องทางจึงควรเริ่มจากกำไรสุทธิต่อออเดอร์ ไม่ใช่ตัวเลขยอดขายที่เห็นในหน้าแดชบอร์ดแรกสุด
- เทียบกำไรสุทธิต่อออเดอร์ ไม่ใช่ยอดขายรวม ระหว่างช่องทาง
- มาร์เก็ตเพลสมีค่าธรรมเนียมซ่อนหลายชั้นที่กัดกินกำไร
- ใช้มาร์เก็ตเพลสหาลูกค้าใหม่ แล้วดึงมาปิดขายซ้ำในช่องทางแชท
คำถามที่พบบ่อย
ควรเลิกขายในมาร์เก็ตเพลสเพื่อย้ายทุกอย่างมาช่องทางแชทไหม
ไม่แนะนำให้เลิกทันที เพราะมาร์เก็ตเพลสยังมีบทบาทในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ ควรใช้ทั้งสองช่องทางแต่จัดสรรงบตามกำไรสุทธิที่แท้จริง ไม่ใช่ยอดขายรวม
ทำไมค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสถึงสูงกว่าที่คิด
เพราะนอกจากค่าธรรมเนียมมาตรฐานแล้ว มักมีค่าร่วมแคมเปญส่วนลด ค่าโฆษณาภายในแพลตฟอร์ม และค่าธรรมเนียมการเก็บเงินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งรวมกันแล้วสูงกว่าตัวเลขที่เห็นตอนสมัครขายครั้งแรกมาก
จะรู้ได้อย่างไรว่าออเดอร์จากช่องทางแชทจริง ๆ ทำกำไรเท่าไหร่
ต้องแยกต้นทุนแอด ค่าแอดมิน และค่าธรรมเนียมเก็บเงินเฉพาะของช่องทางแชทออกมาต่างหาก แล้วเทียบกับยอดขายของช่องทางนั้นโดยเฉพาะ ไม่ปนกับต้นทุนของช่องทางอื่น
ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ควรเน้นช่องทางไหนก่อน
ถ้ายังไม่มีฐานลูกค้า มาร์เก็ตเพลสช่วยให้เข้าถึงคนได้เร็วกว่า แต่ควรเริ่มเก็บข้อมูลลูกค้าเข้าช่องทางแชทควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างช่องทางกำไรสูงในระยะยาว
การเปรียบเทียบนี้ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมไหม
หลักการเปรียบเทียบกำไรสุทธิต่อออเดอร์ใช้ได้ทั่วไป แต่ตัวเลขค่าธรรมเนียมและต้นทุนแอดมินจะต่างกันไปตามประเภทสินค้าและแพลตฟอร์มที่ใช้ ควรคำนวณใหม่ตามธุรกิจของตัวเอง ไม่ใช้ตัวเลขตัวอย่างในบทความนี้ตรง ๆ
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click
รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วัน