← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ปั้น Personal Branding เจ้าของแบรนด์: ทำตัวเองให้เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้า LINE

02 ส.ค. 04:05 · อ่าน 1 นาที
ปั้น Personal Branding เจ้าของแบรนด์: ทำตัวเองให้เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้า LINE

สรุปสั้น ๆ

คนเชื่อ ‘คน’ มากกว่าเชื่อ ‘โลโก้’ การเอาหน้าเจ้าของออกมาเล่าเรื่องจริง แสดงความเชี่ยวชาญ และมีจุดยืน ทำให้คนรู้สึกผูกพันและอยากทัก LINE มาคุยเอง คุณไม่ต้องเป็นดารา แค่จริงและสม่ำเสมอในเรื่องที่คุณรู้ลึกก็พอ

ลองสังเกตตัวเองเวลาเลือกซื้อของ คุณจะรู้สึกอุ่นใจกว่าเวลาซื้อจากคนที่คุณพอรู้จักหน้าค่าตา รู้ว่าเขาคิดยังไง ทำงานแบบไหน มากกว่าซื้อจากแบรนด์ที่มีแค่โลโก้สวย ๆ แต่ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง นี่คือเหตุผลว่าทำไม Personal Branding ถึงทรงพลังในการดึงคน

ผมเจอเจ้าของธุรกิจหลายคนที่กลัวการเอาหน้าตัวเองออกมา บอกว่าเขินบ้าง ไม่ใช่คนหน้ากล้องบ้าง กลัวพูดผิดบ้าง ซึ่งเข้าใจได้ แต่ในความกลัวนั้นเขากำลังทิ้งข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจเล็กไป นั่นคือความเป็นคนที่จับต้องได้ ซึ่งแบรนด์ใหญ่ที่ดูไกลตัวทำไม่ได้

บทความนี้ไม่ได้จะสอนให้คุณกลายเป็นเน็ตไอดอล แต่จะเล่าว่าเจ้าของแบรนด์ธรรมดา ๆ จะค่อย ๆ สร้างตัวตนที่ทำให้คนเชื่อใจ อยากตาม และอยากทัก LINE มาคุยได้ยังไง โดยไม่ต้องฝืนเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง

รากของเรื่องนี้อยู่ที่ธรรมชาติมนุษย์ เราเป็นสัตว์สังคมที่ตัดสินความน่าไว้ใจจากคน ไม่ใช่จากสิ่งของ พอเราเห็นหน้าคน ได้ยินวิธีคิด เห็นว่าเขาจริงจังกับอะไร สมองเราจะประมวลว่า ‘คนนี้ไว้ใจได้ไหม’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่โลโก้กระตุ้นไม่ได้

ในเชิงธุรกิจ ความเชื่อใจนี้แปลเป็นเงินได้จริง เพราะคนที่รู้สึกผูกพันกับเจ้าของแบรนด์จะให้อภัยง่ายกว่าเวลามีอะไรผิดพลาด จะบอกต่อมากกว่า และจะทนราคาที่สูงกว่าคู่แข่งได้ เพราะเขาไม่ได้ซื้อแค่ของ เขาซื้อความสัมพันธ์กับคนที่เขาเชื่อด้วย

นี่คือจุดที่ธุรกิจเล็กพลิกเกมสู้เจ้าใหญ่ได้ เจ้าใหญ่มีงบยิงแอดมากกว่าก็จริง แต่เขาไม่มีเจ้าของที่ออกมาเล่าเรื่องจริงจากใจแบบเรา ความเป็นคนจริงนี้ซื้อด้วยเงินไม่ได้ และมันคือสิ่งที่ทำให้คนเลือกทักเราแทนที่จะทักแบรนด์ไร้หน้าที่ยิงแอดใส่เขาทั้งวัน ความเชื่อใจแบบนี้ยังช่วยลดแรงต้านตอนลูกค้าลังเลก่อนตัดสินใจลงไปมาก

เล่าอะไรบ้างถึงจะสร้างตัวตนที่คนอยากตาม

หลายคนติดตรงที่ไม่รู้จะเล่าอะไร กลัวชีวิตตัวเองไม่น่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่คนอยากเห็นไม่ใช่ชีวิตหรูหรา แต่เป็นความจริงและมุมมองที่เอาไปใช้ได้

  • เบื้องหลังการทำงาน เล่าว่ากว่าจะได้สินค้าชิ้นหนึ่งต้องผ่านอะไรบ้าง คนชอบเห็นความตั้งใจที่ซ่อนอยู่หลังของที่เขาซื้อ
  • ความรู้ที่คุณเชี่ยวชาญ สอนสิ่งที่คุณรู้ลึกให้ฟรี ๆ คนจะมองว่าคุณเก่งจริงและอยากได้คำแนะนำจากคุณโดยตรง
  • ความเห็นและจุดยืน กล้าบอกว่าคุณเชื่ออะไร ไม่เชื่ออะไรในวงการ คนที่คิดเหมือนกันจะรู้สึกเป็นพวกเดียวกันและตามคุณ
  • ความล้มเหลวและบทเรียน เล่าตอนที่พลาดและได้เรียนรู้อะไร ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่ทำให้คุณดูเป็นคนจริง ไม่ใช่หุ่นโฆษณา

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ

จุดที่ทำให้คนล้มเหลวเรื่อง Personal Branding ไม่ใช่เพราะคอนเทนต์ไม่ดีพอ แต่เพราะทำได้ไม่นานก็เลิก โพสต์ไปสามสี่ครั้งแล้วไม่มีคนตามเยอะก็ท้อ ทั้งที่การสร้างตัวตนเป็นเกมยาวที่ต้องใช้เวลาให้คนค่อย ๆ คุ้นเคยกับเรา

ผมแนะนำให้เลือกจังหวะที่ทำได้จริงในระยะยาว ถ้ารู้ว่าตัวเองทำได้สัปดาห์ละสองครั้งก็ทำเท่านั้น อย่าฝืนทำทุกวันแล้วหมดไฟใน 3 สัปดาห์ เพราะการหายไปเฉย ๆ ทำลายความเชื่อใจมากกว่าการโพสต์น้อยแต่สม่ำเสมอ คนจะเริ่มลืมคุณเร็วมากถ้าคุณหาย

และอย่ารอให้คอนเทนต์สมบูรณ์แบบก่อนโพสต์ วิดีโอที่ถ่ายเองสั่น ๆ แต่พูดจากใจ มักได้ใจคนมากกว่าคลิปโปรดักชันสวยแต่แข็งทื่อ เพราะคนตามเพราะอยากรู้จักคนจริง ไม่ได้มาดูหนังโฆษณา ความไม่เป๊ะบางอย่างกลับทำให้ดูเข้าถึงง่ายด้วยซ้ำ

เปลี่ยนคนตามให้กลายเป็นคนทัก LINE

มีคนตามเยอะแต่ไม่มีใครทักเข้ามาคุยก็เปลี่ยนเป็นยอดไม่ได้ กุญแจคือต้องมีทางให้คนที่ผูกพันกับเราขยับจากการเป็นผู้ชมเงียบ ๆ มาเป็นคนที่เริ่มบทสนทนา

  1. ในคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ ปิดท้ายด้วยการชวนคุยต่อ เช่น ‘ใครมีคำถามเรื่องนี้ทักมาคุยกันที่ LINE ได้’ ให้คนที่อยากรู้ลึกมีทางไปต่อ
  2. ตอบคอมเมนต์และข้อความอย่างเป็นคนจริง ไม่ใช่ตอบแบบก๊อปวาง เพราะคนตาม Personal Brand เพราะอยากคุยกับคน พอเขาทักมาแล้วเจอการตอบแบบหุ่นยนต์ ความผูกพันจะหายทันที
  3. เอาเรื่องที่คนถามบ่อยในคอมเมนต์มาทำคอนเทนต์ แล้วชวนคนที่อยากได้รายละเอียดมาคุยใน LINE วิธีนี้ทำให้คนรู้สึกว่าทักมาแล้วได้คุยกับคนที่เข้าใจปัญหาเขาจริง เหมือนการเล่าเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่เขากำลังเจอ
  4. เมื่อเขาทักมา ให้ดูแลด้วยความเป็นกันเองแบบเดียวกับตัวตนที่เขาเห็นในคอนเทนต์ ความต่อเนื่องของบุคลิกนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาสบายใจที่จะซื้อจากคุณ

วัดว่า Personal Brand ช่วยเรื่องยอดจริงไหม

Personal Branding เป็นเรื่องที่วัดผลตรง ๆ ยาก เพราะมันสร้างความเชื่อใจที่ค่อย ๆ สะสม ไม่ได้เห็นยอดพุ่งในวันที่โพสต์ แต่ไม่ได้แปลว่าวัดไม่ได้เลย เราดูได้จากว่าคนที่ทักเข้ามาบอกไหมว่าตามเรามานานแล้ว หรือปิดการขายง่ายกว่าคนที่เพิ่งเจอเราจากแอดครั้งแรก

ทางที่ดีคือแยกคนที่ทักมาเพราะติดตามตัวตนเรา ออกจากคนที่ทักมาจากแอดล้วน ๆ แล้วเทียบว่ากลุ่มไหนปิดง่ายกว่าและอยู่กับเรานานกว่า ถ้ามีระบบที่ช่วยเทียบมูลค่าตลอดอายุลูกค้ากับต้นทุนที่ได้เขามา คุณจะเห็นชัดว่าคนที่มาเพราะเชื่อในตัวคุณ มักมีค่ามากกว่าในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรลงทุนกับตัวตนต่อไป

สรุป

Personal Branding คือการใช้ข้อได้เปรียบที่ธุรกิจเล็กมีแต่เจ้าใหญ่ไม่มี นั่นคือความเป็นคนจริงที่จับต้องได้ คนเชื่อคนมากกว่าเชื่อโลโก้ และความเชื่อนั้นแปลเป็นคนที่อยากทัก LINE มาคุยและซื้อจากคุณด้วยความสบายใจ

กุญแจไม่ได้อยู่ที่การเป็นดารา แต่อยู่ที่ความจริง มุมมองที่เป็นประโยชน์ และความสม่ำเสมอที่ทำได้ในระยะยาว ทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีทางให้คนขยับมาคุย แล้ววัดว่าคนกลุ่มนี้มีค่าแค่ไหน คุณจะเห็นว่าการลงทุนกับตัวตนของตัวเองให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าที่คิด

  • เอาหน้าเจ้าของออกมาเล่าเรื่องจริง เพราะคนเชื่อคนมากกว่าโลโก้
  • สม่ำเสมอในจังหวะที่ทำได้จริง สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ
  • มีทางให้คนตามขยับมาทัก LINE แล้ววัดว่ากลุ่มนี้ปิดง่ายและอยู่นานกว่าไหม

คำถามที่พบบ่อย

ไม่ใช่คนหน้ากล้อง ทำ Personal Branding ได้ไหม

ได้ เพราะหัวใจไม่ได้อยู่ที่ความเก่งหน้ากล้อง แต่อยู่ที่ความจริงและมุมมองที่เป็นประโยชน์ หลายคนที่พูดไม่คล่องแต่จริงใจกลับได้ใจคนมากกว่าคนพูดลื่นแต่ดูเสแสร้ง เริ่มจากเล่าเรื่องที่คุณถนัดในแบบที่สบายใจก่อนได้

ควรแยกเพจส่วนตัวกับเพจแบรนด์ไหม

ขึ้นกับว่าตัวตนคุณกับแบรนด์แยกกันแค่ไหน ถ้าคุณคือหน้าตาหลักของธุรกิจ การรวมไว้ด้วยกันจะทำให้คนเชื่อมโยงง่ายกว่า แต่ถ้าอยากมีพื้นที่ส่วนตัวจริง ๆ ก็แยกได้ ขอแค่ให้ช่องที่ใช้ทำธุรกิจมีความเป็นคนพอให้คนรู้สึกผูกพัน

โพสต์เรื่องส่วนตัวมากไปจะดูไม่โปรไหม

ขึ้นกับความสมดุล เรื่องส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับงานหรือคุณค่าที่คุณยึด ช่วยให้คนรู้สึกใกล้ชิด แต่ถ้าเทเรื่องส่วนตัวล้วนจนไม่เหลือสาระที่เป็นประโยชน์ คนที่ตามมาเพื่อความรู้ก็อาจหลุดไป ลองผสมให้มีทั้งความเป็นคนและความเชี่ยวชาญ

ทำมาพักหนึ่งแต่คนตามยังน้อย ควรเลิกไหม

อย่าเพิ่งเลิก เพราะ Personal Branding เป็นเกมยาวที่ผลมาช้าแต่ทน สิ่งที่ควรทบทวนคือคอนเทนต์ตรงกับกลุ่มที่อยากได้ไหม และสม่ำเสมอพอหรือยัง บ่อยครั้งคนเลิกตอนที่กำลังจะติด เพราะความเชื่อใจต้องใช้เวลาสะสม

จะรู้ได้ยังไงว่า Personal Brand ช่วยเรื่องยอด

ลองแยกคนที่ทักมาเพราะติดตามตัวตนเรา ออกจากคนที่มาจากแอดล้วน ๆ แล้วเทียบว่ากลุ่มไหนปิดง่ายกว่าและอยู่นานกว่า ส่วนใหญ่คนที่เชื่อในตัวเจ้าของก่อนจะปิดง่ายและมีมูลค่าระยะยาวสูงกว่า

ถ้าพูดจุดยืนแรง ๆ แล้วมีคนไม่ชอบจะเสียลูกค้าไหม

การมีจุดยืนย่อมมีคนไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา แต่นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้คนที่คิดเหมือนกันรักคุณจริง การพยายามถูกใจทุกคนมักจบที่ไม่มีใครจำได้ ขอแค่จุดยืนนั้นมาจากคุณค่าที่คุณเชื่อจริง ไม่ใช่แค่หาเรื่องดราม่า

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง