ปั้น Personal Branding เจ้าของแบรนด์: ทำตัวเองให้เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้า LINE
สรุปสั้น ๆ
คนเชื่อ ‘คน’ มากกว่าเชื่อ ‘โลโก้’ การเอาหน้าเจ้าของออกมาเล่าเรื่องจริง แสดงความเชี่ยวชาญ และมีจุดยืน ทำให้คนรู้สึกผูกพันและอยากทัก LINE มาคุยเอง คุณไม่ต้องเป็นดารา แค่จริงและสม่ำเสมอในเรื่องที่คุณรู้ลึกก็พอ
ลองสังเกตตัวเองเวลาเลือกซื้อของ คุณจะรู้สึกอุ่นใจกว่าเวลาซื้อจากคนที่คุณพอรู้จักหน้าค่าตา รู้ว่าเขาคิดยังไง ทำงานแบบไหน มากกว่าซื้อจากแบรนด์ที่มีแค่โลโก้สวย ๆ แต่ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง นี่คือเหตุผลว่าทำไม Personal Branding ถึงทรงพลังในการดึงคน
ผมเจอเจ้าของธุรกิจหลายคนที่กลัวการเอาหน้าตัวเองออกมา บอกว่าเขินบ้าง ไม่ใช่คนหน้ากล้องบ้าง กลัวพูดผิดบ้าง ซึ่งเข้าใจได้ แต่ในความกลัวนั้นเขากำลังทิ้งข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจเล็กไป นั่นคือความเป็นคนที่จับต้องได้ ซึ่งแบรนด์ใหญ่ที่ดูไกลตัวทำไม่ได้
บทความนี้ไม่ได้จะสอนให้คุณกลายเป็นเน็ตไอดอล แต่จะเล่าว่าเจ้าของแบรนด์ธรรมดา ๆ จะค่อย ๆ สร้างตัวตนที่ทำให้คนเชื่อใจ อยากตาม และอยากทัก LINE มาคุยได้ยังไง โดยไม่ต้องฝืนเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง
ทำไมคนถึงเชื่อคนมากกว่าเชื่อแบรนด์
รากของเรื่องนี้อยู่ที่ธรรมชาติมนุษย์ เราเป็นสัตว์สังคมที่ตัดสินความน่าไว้ใจจากคน ไม่ใช่จากสิ่งของ พอเราเห็นหน้าคน ได้ยินวิธีคิด เห็นว่าเขาจริงจังกับอะไร สมองเราจะประมวลว่า ‘คนนี้ไว้ใจได้ไหม’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่โลโก้กระตุ้นไม่ได้
ในเชิงธุรกิจ ความเชื่อใจนี้แปลเป็นเงินได้จริง เพราะคนที่รู้สึกผูกพันกับเจ้าของแบรนด์จะให้อภัยง่ายกว่าเวลามีอะไรผิดพลาด จะบอกต่อมากกว่า และจะทนราคาที่สูงกว่าคู่แข่งได้ เพราะเขาไม่ได้ซื้อแค่ของ เขาซื้อความสัมพันธ์กับคนที่เขาเชื่อด้วย
นี่คือจุดที่ธุรกิจเล็กพลิกเกมสู้เจ้าใหญ่ได้ เจ้าใหญ่มีงบยิงแอดมากกว่าก็จริง แต่เขาไม่มีเจ้าของที่ออกมาเล่าเรื่องจริงจากใจแบบเรา ความเป็นคนจริงนี้ซื้อด้วยเงินไม่ได้ และมันคือสิ่งที่ทำให้คนเลือกทักเราแทนที่จะทักแบรนด์ไร้หน้าที่ยิงแอดใส่เขาทั้งวัน ความเชื่อใจแบบนี้ยังช่วยลดแรงต้านตอนลูกค้าลังเลก่อนตัดสินใจลงไปมาก
เล่าอะไรบ้างถึงจะสร้างตัวตนที่คนอยากตาม
หลายคนติดตรงที่ไม่รู้จะเล่าอะไร กลัวชีวิตตัวเองไม่น่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่คนอยากเห็นไม่ใช่ชีวิตหรูหรา แต่เป็นความจริงและมุมมองที่เอาไปใช้ได้
- เบื้องหลังการทำงาน เล่าว่ากว่าจะได้สินค้าชิ้นหนึ่งต้องผ่านอะไรบ้าง คนชอบเห็นความตั้งใจที่ซ่อนอยู่หลังของที่เขาซื้อ
- ความรู้ที่คุณเชี่ยวชาญ สอนสิ่งที่คุณรู้ลึกให้ฟรี ๆ คนจะมองว่าคุณเก่งจริงและอยากได้คำแนะนำจากคุณโดยตรง
- ความเห็นและจุดยืน กล้าบอกว่าคุณเชื่ออะไร ไม่เชื่ออะไรในวงการ คนที่คิดเหมือนกันจะรู้สึกเป็นพวกเดียวกันและตามคุณ
- ความล้มเหลวและบทเรียน เล่าตอนที่พลาดและได้เรียนรู้อะไร ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่ทำให้คุณดูเป็นคนจริง ไม่ใช่หุ่นโฆษณา
ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ
จุดที่ทำให้คนล้มเหลวเรื่อง Personal Branding ไม่ใช่เพราะคอนเทนต์ไม่ดีพอ แต่เพราะทำได้ไม่นานก็เลิก โพสต์ไปสามสี่ครั้งแล้วไม่มีคนตามเยอะก็ท้อ ทั้งที่การสร้างตัวตนเป็นเกมยาวที่ต้องใช้เวลาให้คนค่อย ๆ คุ้นเคยกับเรา
ผมแนะนำให้เลือกจังหวะที่ทำได้จริงในระยะยาว ถ้ารู้ว่าตัวเองทำได้สัปดาห์ละสองครั้งก็ทำเท่านั้น อย่าฝืนทำทุกวันแล้วหมดไฟใน 3 สัปดาห์ เพราะการหายไปเฉย ๆ ทำลายความเชื่อใจมากกว่าการโพสต์น้อยแต่สม่ำเสมอ คนจะเริ่มลืมคุณเร็วมากถ้าคุณหาย
และอย่ารอให้คอนเทนต์สมบูรณ์แบบก่อนโพสต์ วิดีโอที่ถ่ายเองสั่น ๆ แต่พูดจากใจ มักได้ใจคนมากกว่าคลิปโปรดักชันสวยแต่แข็งทื่อ เพราะคนตามเพราะอยากรู้จักคนจริง ไม่ได้มาดูหนังโฆษณา ความไม่เป๊ะบางอย่างกลับทำให้ดูเข้าถึงง่ายด้วยซ้ำ
เปลี่ยนคนตามให้กลายเป็นคนทัก LINE
มีคนตามเยอะแต่ไม่มีใครทักเข้ามาคุยก็เปลี่ยนเป็นยอดไม่ได้ กุญแจคือต้องมีทางให้คนที่ผูกพันกับเราขยับจากการเป็นผู้ชมเงียบ ๆ มาเป็นคนที่เริ่มบทสนทนา
- ในคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ ปิดท้ายด้วยการชวนคุยต่อ เช่น ‘ใครมีคำถามเรื่องนี้ทักมาคุยกันที่ LINE ได้’ ให้คนที่อยากรู้ลึกมีทางไปต่อ
- ตอบคอมเมนต์และข้อความอย่างเป็นคนจริง ไม่ใช่ตอบแบบก๊อปวาง เพราะคนตาม Personal Brand เพราะอยากคุยกับคน พอเขาทักมาแล้วเจอการตอบแบบหุ่นยนต์ ความผูกพันจะหายทันที
- เอาเรื่องที่คนถามบ่อยในคอมเมนต์มาทำคอนเทนต์ แล้วชวนคนที่อยากได้รายละเอียดมาคุยใน LINE วิธีนี้ทำให้คนรู้สึกว่าทักมาแล้วได้คุยกับคนที่เข้าใจปัญหาเขาจริง เหมือนการเล่าเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่เขากำลังเจอ
- เมื่อเขาทักมา ให้ดูแลด้วยความเป็นกันเองแบบเดียวกับตัวตนที่เขาเห็นในคอนเทนต์ ความต่อเนื่องของบุคลิกนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาสบายใจที่จะซื้อจากคุณ
วัดว่า Personal Brand ช่วยเรื่องยอดจริงไหม
Personal Branding เป็นเรื่องที่วัดผลตรง ๆ ยาก เพราะมันสร้างความเชื่อใจที่ค่อย ๆ สะสม ไม่ได้เห็นยอดพุ่งในวันที่โพสต์ แต่ไม่ได้แปลว่าวัดไม่ได้เลย เราดูได้จากว่าคนที่ทักเข้ามาบอกไหมว่าตามเรามานานแล้ว หรือปิดการขายง่ายกว่าคนที่เพิ่งเจอเราจากแอดครั้งแรก
ทางที่ดีคือแยกคนที่ทักมาเพราะติดตามตัวตนเรา ออกจากคนที่ทักมาจากแอดล้วน ๆ แล้วเทียบว่ากลุ่มไหนปิดง่ายกว่าและอยู่กับเรานานกว่า ถ้ามีระบบที่ช่วยเทียบมูลค่าตลอดอายุลูกค้ากับต้นทุนที่ได้เขามา คุณจะเห็นชัดว่าคนที่มาเพราะเชื่อในตัวคุณ มักมีค่ามากกว่าในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรลงทุนกับตัวตนต่อไป
สรุป
Personal Branding คือการใช้ข้อได้เปรียบที่ธุรกิจเล็กมีแต่เจ้าใหญ่ไม่มี นั่นคือความเป็นคนจริงที่จับต้องได้ คนเชื่อคนมากกว่าเชื่อโลโก้ และความเชื่อนั้นแปลเป็นคนที่อยากทัก LINE มาคุยและซื้อจากคุณด้วยความสบายใจ
กุญแจไม่ได้อยู่ที่การเป็นดารา แต่อยู่ที่ความจริง มุมมองที่เป็นประโยชน์ และความสม่ำเสมอที่ทำได้ในระยะยาว ทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีทางให้คนขยับมาคุย แล้ววัดว่าคนกลุ่มนี้มีค่าแค่ไหน คุณจะเห็นว่าการลงทุนกับตัวตนของตัวเองให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าที่คิด
- เอาหน้าเจ้าของออกมาเล่าเรื่องจริง เพราะคนเชื่อคนมากกว่าโลโก้
- สม่ำเสมอในจังหวะที่ทำได้จริง สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ
- มีทางให้คนตามขยับมาทัก LINE แล้ววัดว่ากลุ่มนี้ปิดง่ายและอยู่นานกว่าไหม
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ใช่คนหน้ากล้อง ทำ Personal Branding ได้ไหม
ได้ เพราะหัวใจไม่ได้อยู่ที่ความเก่งหน้ากล้อง แต่อยู่ที่ความจริงและมุมมองที่เป็นประโยชน์ หลายคนที่พูดไม่คล่องแต่จริงใจกลับได้ใจคนมากกว่าคนพูดลื่นแต่ดูเสแสร้ง เริ่มจากเล่าเรื่องที่คุณถนัดในแบบที่สบายใจก่อนได้
ควรแยกเพจส่วนตัวกับเพจแบรนด์ไหม
ขึ้นกับว่าตัวตนคุณกับแบรนด์แยกกันแค่ไหน ถ้าคุณคือหน้าตาหลักของธุรกิจ การรวมไว้ด้วยกันจะทำให้คนเชื่อมโยงง่ายกว่า แต่ถ้าอยากมีพื้นที่ส่วนตัวจริง ๆ ก็แยกได้ ขอแค่ให้ช่องที่ใช้ทำธุรกิจมีความเป็นคนพอให้คนรู้สึกผูกพัน
โพสต์เรื่องส่วนตัวมากไปจะดูไม่โปรไหม
ขึ้นกับความสมดุล เรื่องส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับงานหรือคุณค่าที่คุณยึด ช่วยให้คนรู้สึกใกล้ชิด แต่ถ้าเทเรื่องส่วนตัวล้วนจนไม่เหลือสาระที่เป็นประโยชน์ คนที่ตามมาเพื่อความรู้ก็อาจหลุดไป ลองผสมให้มีทั้งความเป็นคนและความเชี่ยวชาญ
ทำมาพักหนึ่งแต่คนตามยังน้อย ควรเลิกไหม
อย่าเพิ่งเลิก เพราะ Personal Branding เป็นเกมยาวที่ผลมาช้าแต่ทน สิ่งที่ควรทบทวนคือคอนเทนต์ตรงกับกลุ่มที่อยากได้ไหม และสม่ำเสมอพอหรือยัง บ่อยครั้งคนเลิกตอนที่กำลังจะติด เพราะความเชื่อใจต้องใช้เวลาสะสม
จะรู้ได้ยังไงว่า Personal Brand ช่วยเรื่องยอด
ลองแยกคนที่ทักมาเพราะติดตามตัวตนเรา ออกจากคนที่มาจากแอดล้วน ๆ แล้วเทียบว่ากลุ่มไหนปิดง่ายกว่าและอยู่นานกว่า ส่วนใหญ่คนที่เชื่อในตัวเจ้าของก่อนจะปิดง่ายและมีมูลค่าระยะยาวสูงกว่า
ถ้าพูดจุดยืนแรง ๆ แล้วมีคนไม่ชอบจะเสียลูกค้าไหม
การมีจุดยืนย่อมมีคนไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา แต่นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้คนที่คิดเหมือนกันรักคุณจริง การพยายามถูกใจทุกคนมักจบที่ไม่มีใครจำได้ ขอแค่จุดยืนนั้นมาจากคุณค่าที่คุณเชื่อจริง ไม่ใช่แค่หาเรื่องดราม่า
บทความที่เกี่ยวข้อง


