← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

เชื่อม LINE MyShop กับระบบบัญชี เพื่อคำนวณต้นทุน/กำไรต่อโฆษณาแบบอัตโนมัติ

ทีมบรรณาธิการ linli03 ก.ค. 14:35อัปเดต 03 ก.ค. 14:35อ่าน 2 นาที
เชื่อม LINE MyShop กับระบบบัญชี เพื่อคำนวณต้นทุน/กำไรต่อโฆษณาแบบอัตโนมัติ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ROAS คือตัวเลขรายได้ ไม่ใช่กำไร แคมเปญที่ขายของมาร์จินบางอาจ ROAS สวยแต่ขาดทุนจริง การเชื่อมยอดขายจาก MyShop เข้ากับข้อมูลต้นทุนในระบบบัญชี ทำให้เห็น ‘กำไรสุทธิต่อแคมเปญ’ อัตโนมัติ — ตัวเลขเดียวที่ควรใช้ตัดสินว่าแอดตัวไหนควรอยู่หรือไป

เจ้าของร้านอุปกรณ์กีฬาคนหนึ่งเคยโชว์รายงานให้ผมดูอย่างภูมิใจ สองแคมเปญของเขาทำ ROAS ได้ 4.2 เท่ากันเป๊ะ เขาบอกว่าเดือนหน้าจะเพิ่มงบทั้งคู่ ผมขอดูต่ออีกชั้นเดียว — แคมเปญแรกขายรองเท้าวิ่งมาร์จิน 45% แคมเปญที่สองขายลู่วิ่งไฟฟ้ามาร์จิน 12% พอหักต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม และค่าส่งซึ่งลู่วิ่งแพงมาก แคมเปญแรกกำไรงาม แคมเปญที่สองขาดทุนทุกออเดอร์ที่ขายได้

เขายิงแอดขาดทุนมาสามเดือนโดยที่รายงานทุกฉบับบอกว่า ‘ไปได้สวย’ — ไม่ใช่เพราะใครโกหก แต่เพราะ ROAS ตอบแค่ครึ่งคำถาม มันบอกว่าหนึ่งบาทค่าแอดสร้างรายได้กี่บาท แต่ไม่เคยบอกว่าเหลือเป็นกำไรกี่บาท และสองตัวเลขนี้ห่างกันได้มหาศาลเมื่อสินค้าแต่ละตัวมาร์จินไม่เท่ากัน

ทางแก้ที่ยั่งยืนไม่ใช่นั่งกดเครื่องคิดเลขทุกสิ้นเดือน แต่คือต่อท่อข้อมูลให้ยอดขายกับต้นทุนมาเจอกันเองอัตโนมัติ ธุรกิจที่ขายผ่าน LINE MyShop ได้เปรียบตรงที่ออเดอร์เป็นระบบอยู่แล้ว เหลือแค่จับมันแต่งงานกับข้อมูลบัญชี ซึ่งบทความนี้จะเล่าว่าทำยังไง

ROAS กับกำไร: ตัวเลขคู่ที่เรียงลำดับแคมเปญคนละแบบ

ลองดูตัวอย่างสมมติที่ถอดแบบจากเคสจริง สามแคมเปญ งบเท่ากัน 10,000 บาท:

แคมเปญยอดขายROASมาร์จินเฉลี่ยสินค้ากำไรหลังหักค่าแอด
A — รองเท้าวิ่ง42,0004.245%+8,900
B — ลู่วิ่งไฟฟ้า42,0004.212%-4,960
C — อุปกรณ์เสริม28,0002.860%+6,800

บทเรียนจากตารางเดียว

ถ้าเรียงด้วย ROAS จะได้ A = B > C แล้วเงินก้อนถัดไปจะไหลไป B ซึ่งขาดทุน แต่ถ้าเรียงด้วยกำไรจริงจะได้ A > C > B และเห็นทันทีว่า C ที่ ROAS ต่ำสุดกลับทำเงินเป็นอันดับสอง เพราะมาร์จินหกสิบเปอร์เซ็นต์ชดเชยยอดขายที่น้อยกว่าได้สบาย — สองวิธีเรียงให้คำตอบตรงข้ามกัน และมีแค่วิธีเดียวที่ตรงกับเงินในบัญชีธนาคารจริง

ตัวเลขที่วงการเริ่มเรียกกันว่า POAS (Profit on Ad Spend) คือกำไรขั้นต้นหลังหักต้นทุนขายหารด้วยค่าแอด ธุรกิจที่มาร์จินสินค้าต่างกันมากระหว่าง SKU ยิ่งจำเป็นต้องดูตัวนี้ เพราะเป็นกลุ่มที่ ROAS หลอกได้แรงที่สุด ส่วนธุรกิจที่ขายของมาร์จินใกล้เคียงกันทั้งร้าน ROAS ยังพอใช้แทนได้ — รู้ข้อจำกัดของเครื่องมือตัวเองไว้ก็พอ

ต่อท่อจริง: จาก MyShop ถึงงบกำไรขาดทุนรายแคมเปญ

  1. จัดบ้านข้อมูลต้นทุนก่อน — ทุก SKU ใน MyShop ต้องมีต้นทุนสินค้า (COGS) บันทึกในระบบบัญชีหรืออย่างน้อยในตารางกลางที่อัปเดตเมื่อต้นทุนเปลี่ยน ขั้นนี้น่าเบื่อที่สุดแต่ข้ามไม่ได้ ต้นทุนผิด = ทุกอย่างหลังจากนี้ผิดหมด
  2. ผูกรหัส SKU ให้ตรงกันระหว่าง MyShop กับระบบบัญชี — ใช้รหัสเดียวกันเป๊ะ ๆ ไม่ใช่ชื่อคล้าย ๆ เพราะการจับคู่อัตโนมัติทำงานด้วยรหัส ไม่ใช่ความเข้าใจ
  3. ดึงออเดอร์จาก MyShop เข้าระบบบัญชีเป็นรอบอัตโนมัติ — ผ่านตัวเชื่อมที่ระบบบัญชีไทยหลายเจ้ามีให้ หรือขั้นต่ำสุดคือ export รายวันเข้าตารางที่สูตรคำนวณรออยู่ ให้ระบบหัก COGS ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าส่งต่อออเดอร์เอง
  4. เติมมิติ ‘ที่มา’ ให้ทุกออเดอร์ — ขั้นนี้คือหัวใจของทั้งเรื่อง ออเดอร์แต่ละรายการต้องรู้ว่ามาจากแคมเปญไหน ซึ่งได้จากการติดตามตั้งแต่คลิกแอดจนถึงปิดการขายใน LINE ระบบวัดผลอย่าง linli ที่ผูกลูกค้ากับแอดต้นทางอยู่แล้ว ทำให้การประกบ ‘ออเดอร์ + ต้นทุน + แคมเปญ’ ครบสามขาโดยไม่ต้องประกอบมือ
  5. สร้างรายงานเดียวที่ทุกคนดู: กำไรสุทธิรายแคมเปญรายสัปดาห์ — เอาค่าแอดจริงของแต่ละแคมเปญมาหักออกจากกำไรขั้นต้นของออเดอร์ที่มาจากแคมเปญนั้น จบที่ตัวเลขเดียวต่อแคมเปญ: บวกหรือลบ เท่าไหร่

การตัดสินใจที่เปิดล็อกได้ เมื่อเห็นกำไรจริงต่อแอด

อย่างแรกที่เปลี่ยนคือการเกลี่ยงบ — เงินจะย้ายจากแคมเปญ ROAS สวยแต่มาร์จินบาง ไปหาแคมเปญที่ทำกำไรจริง โดยไม่ต้องเถียงกันด้วยความรู้สึกอีก อย่างที่สองคือกลยุทธ์สินค้า บางร้านพบว่าสินค้าเรือธงที่ยิงแอดหนักที่สุดคือตัวที่กำไรบางที่สุด แล้วหันมาใช้มันเป็นตัวเปิดประตู (พาคนเข้าแชท) แล้วให้แอดมินเชียร์รุ่นที่มาร์จินดีกว่าแทน — เกมนี้เล่นได้ก็ต่อเมื่อรู้มาร์จินต่อ SKU เท่านั้น

อย่างที่สามซึ่งลึกที่สุด: การประเมินความคุ้มระยะยาว เมื่อกำไรต่อออเดอร์แม่น การคำนวณมูลค่าตลอดอายุลูกค้าเทียบต้นทุนหาลูกค้าก็แม่นตาม และคุณจะตอบคำถามอย่าง ‘ยอมขาดทุนออเดอร์แรกเพื่อได้ลูกค้าประจำ คุ้มไหม’ ด้วยตัวเลขแทนศรัทธา รวมถึงรู้ว่ากี่เดือนถึงคืนทุนค่าแอดของลูกค้าแต่ละกลุ่มจริง ๆ

ข้อควรระวังเดียว: อย่าหลงรายละเอียดจนรายงานไม่เสร็จ เริ่มจาก COGS + ค่าธรรมเนียม + ค่าส่ง สามตัวนี้ครอบคลุมต้นทุนแปรผันส่วนใหญ่แล้ว ค่าโสหุ้ยคงที่อย่างเงินเดือนค่าเช่าไว้ชั้นถัดไป รายงานหยาบที่ออกทุกสัปดาห์ ชนะรายงานเป๊ะที่ไม่เคยเสร็จเสมอ

สรุป

ยอดขายคือคำโฆษณา กำไรคือความจริง — และช่องว่างระหว่างสองตัวนี้คือที่ที่ธุรกิจยิงแอดขาดทุนซ่อนตัวอยู่ได้เป็นเดือน ๆ โดยไม่มีใครรู้ การเชื่อม MyShop เข้ากับข้อมูลต้นทุนไม่ใช่งานบัญชีน่าเบื่อ มันคือการติดมิเตอร์ให้เห็นว่าเงินโฆษณาแต่ละบาทงอกกลับมาจริงเท่าไหร่

เริ่มสัปดาห์นี้ด้วยขั้นที่หนึ่งขั้นเดียว: ทำทะเบียนต้นทุนต่อ SKU ให้ครบและจริง แค่เอาตัวเลขนั้นไปทาบกับยอดขายแคมเปญล่าสุดด้วยมือหนึ่งครั้ง คุณอาจเจอลู่วิ่งไฟฟ้าของตัวเองซ่อนอยู่ในรายงานที่เคยดูสวยก็ได้

  • ROAS เท่ากันไม่ได้แปลว่ากำไรเท่ากัน — มาร์จินต่อ SKU คือตัวแปรที่ ROAS มองไม่เห็น
  • ต่อท่อสามขา: ออเดอร์ MyShop + ต้นทุนจากบัญชี + แคมเปญต้นทาง = กำไรจริงต่อแอด
  • เริ่มจากต้นทุนแปรผันสามตัว (COGS/ธรรมเนียม/ค่าส่ง) — รายงานหยาบที่ออกจริง ชนะรายงานเป๊ะที่ไม่เสร็จ

คำถามที่พบบ่อย

ร้านเล็ก ๆ ไม่มีระบบบัญชี ทำเรื่องนี้ได้ไหม

ได้ ใช้ตารางคำนวณแทนระบบบัญชีไปก่อน ขอแค่มีต้นทุนต่อ SKU ที่อัปเดตจริง แล้ว export ออเดอร์จาก MyShop มาให้สูตรหักต้นทุนอัตโนมัติ หัวใจไม่ใช่ซอฟต์แวร์หรู แต่คือการเห็นกำไรจริงต่อแคมเปญสม่ำเสมอ พอโตแล้วค่อยย้ายเข้าระบบบัญชีเต็มตัว

ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี

ตอบแบบตัวเลขกลางไม่ได้ เพราะขึ้นกับมาร์จินสินค้าของคุณโดยตรง ร้านมาร์จิน 60% อาจกำไรตั้งแต่ ROAS 2 ขณะที่ร้านมาร์จิน 15% ต้องการ ROAS 7 ขึ้นไปถึงเริ่มคุ้ม จุดคุ้มทุนหยาบ ๆ คือ 1 หารด้วยมาร์จิน เช่น มาร์จิน 25% ต้องการ ROAS อย่างน้อย 4 นี่คือเหตุผลที่ควรย้ายไปดูกำไรจริงแทนการหาเลข ROAS วิเศษ

ค่าใช้จ่ายไหนบ้างที่ควรหักตอนคำนวณกำไรต่อแคมเปญ

ชั้นแรกเอาเฉพาะต้นทุนแปรผันที่ผูกกับออเดอร์: ต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียมชำระเงิน ค่าแพ็กค่าส่ง และค่าแอดของแคมเปญนั้น แค่นี้ก็เปลี่ยนการตัดสินใจได้มหาศาลแล้ว ค่าโสหุ้ยคงที่อย่างเงินเดือนและค่าเช่าค่อยจัดสรรทีหลังเมื่อระบบนิ่ง อย่าให้ความสมบูรณ์แบบขวางรายงานฉบับแรก

ต้นทุนสินค้าเปลี่ยนบ่อย จะจัดการยังไง

ตั้งจุดอัปเดตเดียวคือทะเบียนต้นทุนกลาง แล้วให้ทุกรายงานดึงจากที่เดียวกัน เมื่อซัพพลายเออร์ขึ้นราคาให้แก้ที่ทะเบียนพร้อมวันที่มีผล ระบบที่ดีควรเก็บต้นทุน ณ วันขายไว้กับออเดอร์ด้วย เพื่อให้กำไรย้อนหลังไม่ถูกเขียนทับด้วยต้นทุนใหม่

ยอดที่ปิดในแชทโดยไม่ผ่าน MyShop จะรวมยังไง

เป็นเคสที่เจอบ่อยในไทย ทางแก้คือให้แอดมินบันทึกดีลที่ปิดนอกระบบลงช่องทางกลางเดียวกันเสมอ พร้อมรหัสสินค้าและที่มาของลูกค้า วินัยตรงนี้สำคัญกว่าเครื่องมือ เพราะกำไรต่อแคมเปญจะแม่นแค่ไหนขึ้นกับว่ายอดเข้าระบบครบแค่ไหน

ควรดูรายงานกำไรต่อแคมเปญบ่อยแค่ไหน

รายสัปดาห์คือจังหวะที่สมดุลระหว่างเร็วพอจะหยุดแคมเปญขาดทุนก่อนเจ็บหนัก กับช้าพอให้ข้อมูลสะสมจนไม่แกว่งเกินไป ส่วนรายวันเหมาะเฉพาะช่วงเปิดแคมเปญใหม่หรือช่วงแคมเปญใหญ่ที่เผาเงินเร็ว

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนคนทักครั้งเดียว เป็นลูกค้าประจำรายปีด้วย Membership ใน LINE

เปลี่ยนคนทักครั้งเดียว เป็นลูกค้าประจำรายปีด้วย Membership ใน LINE

ต้นทุนหาลูกค้าใหม่แพงขึ้นทุกปี แต่คนที่เคยซื้อกลับหายไปในลิสต์เพื่อนเงียบ ๆ บทความนี้เล่าวิธีวางระบบสมาชิกใน LINE ให้คนซื้อครั้งแรกกลายเป็นคนที่กลับมาซื้อทั้งปี โดยไม่ต้องยิงแอดหาเขาใหม่ทุกครั้ง
ยิงแอดไปเว็บ แต่ Tag ไม่ยิง Event กลับ Ads Manager ตอนกดปุ่ม LINE วิธี Debug ทำยังไง

ยิงแอดไปเว็บ แต่ Tag ไม่ยิง Event กลับ Ads Manager ตอนกดปุ่ม LINE วิธี Debug ทำยังไง

แอดวิ่ง เว็บมีคนเข้า คนทักไลน์ก็มี แต่ Ads Manager โชว์ conversion เป็นศูนย์ — อาการนี้เจอกันทุกบ้าน บทความนี้คือบันไดไล่ตรวจทีละขั้น จากง่ายสุดไปลึกสุด พร้อมสาเหตุยอดฮิตที่เจอซ้ำ ๆ
คนที่เห็นแอดออนไลน์เดินมาที่บูธจริงกี่คน วัดด้วย LINE Beacon ในอีเวนต์

คนที่เห็นแอดออนไลน์เดินมาที่บูธจริงกี่คน วัดด้วย LINE Beacon ในอีเวนต์

ออกบูธทีเสียเป็นแสน แต่ตอบไม่ได้ว่าแอดที่ยิงชวนคนมางานได้ผลแค่ไหน LINE Beacon คือสะพานเชื่อมโลกออนไลน์กับหน้างานที่ธุรกิจไทยมีอยู่แล้วแต่ไม่ค่อยหยิบมาใช้