← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

หลัง iOS14 ตัดสัญญาณ ทำไมกลยุทธ์ประมูลแบบเดิมถึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ทีมบรรณาธิการ linli16 ก.ค. 15:50อัปเดต 01 พ.ย. 09:27อ่าน 1 นาที
หลัง iOS14 ตัดสัญญาณ ทำไมกลยุทธ์ประมูลแบบเดิมถึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นส่วนตัวบนมือถือทำให้แพลตฟอร์มโฆษณาเห็นพฤติกรรมหลังคลิกของคนดูน้อยลงมาก ระบบประมูลที่เคยพึ่งข้อมูลละเอียดตัดสินใจ ตอนนี้ต้องพึ่งการคาดเดา (modeling) แทนมากขึ้น ผลคือกลยุทธ์เคาะราคาแบบเดิมที่คนคุมเองได้ผลน้อยลง และร้านที่ปรับไปพึ่งระบบอัตโนมัติพร้อมป้อนข้อมูลปิดการขายจากแชทที่แม่นยำ มักได้ผลลัพธ์ดีกว่า

มีเจ้าของร้านคนหนึ่งบ่นให้ผมฟังว่าวิธีเคาะราคาที่เขาใช้มาสามปี จู่ ๆ ก็ใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิม ต้นทุนต่อการทักพุ่งขึ้นแม้ตั้งค่าทุกอย่างเหมือนเดิมทุกประการ เขาสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิดไป ทั้งที่จริงปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาเลย

ตั้งแต่อุปกรณ์มือถือเริ่มจำกัดการติดตามผู้ใช้ข้ามแอประหว่างเจ้าของแอปต่าง ๆ อย่างเข้มงวดขึ้น แพลตฟอร์มโฆษณาก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น 'หลังคลิก' น้อยลงอย่างมาก ข้อมูลที่เคยไหลกลับไปบอกระบบว่าใครซื้อ ใครไม่ซื้อ หายไปเป็นสัดส่วนใหญ่ ระบบเลยต้องเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งยวง

บทความนี้จะอธิบายว่าการสูญเสียสัญญาณนี้ส่งผลต่อกลยุทธ์ประมูลยังไงจริง ๆ และทำไมร้านที่ปิดการขายในแชท LINE ถึงมีข้อได้เปรียบบางอย่างที่ร้านอีคอมเมิร์ซทั่วไปไม่มี

สูญเสียอะไรไปบ้างเมื่อสัญญาณหลังคลิกหายไป

ก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์มโฆษณาสามารถเห็นแทบทุกก้าวของคนที่คลิกโฆษณาไป ตั้งแต่เปิดเว็บ ดูสินค้า ใส่ตะกร้า ไปจนถึงจ่ายเงิน ข้อมูลละเอียดขนาดนี้ทำให้ระบบประมูลรู้แม่นยำว่าใครคือ 'คนที่น่าจะซื้อ' แล้วเสนอราคาที่เหมาะสมให้กับคนกลุ่มนั้นโดยเฉพาะ

พอมาตรการความเป็นส่วนตัวเข้มขึ้น คนจำนวนมากไม่ยินยอมให้ติดตามข้ามแอป ทำให้ข้อมูลหลังคลิกที่เคยได้ครบถ้วน เหลือแค่บางส่วน ระบบต้องใช้การประมาณการทางสถิติ (modeled conversions) มาเติมช่องว่างแทนข้อมูลจริง ซึ่งแม่นยำน้อยกว่าข้อมูลตรงจากผู้ใช้เสมอ

ผลที่ตามมาคือ การเคาะราคาแบบแมนวลที่อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวว่า 'กลุ่มนี้น่าจะให้ราคาเท่านี้' เริ่มไม่แม่นเหมือนเดิม เพราะแม้แต่ระบบเองก็ไม่มีข้อมูลสดพอจะยืนยันสมมติฐานของคุณได้อีกต่อไป

ทำไมประมูลแบบให้ระบบตัดสินใจถึงมาแทนที่การเคาะราคาเอง

เมื่อข้อมูลรายบุคคลน้อยลง กลยุทธ์ที่พึ่งพาการดูข้อมูลระดับผู้ใช้แต่ละคนแล้วเคาะราคาปรับตามมือ จะยิ่งด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ เพราะคนเคาะเองก็ไม่มีข้อมูลพอจะตัดสินใจแม่นเช่นกัน ตรงนี้เองที่ทำให้กลยุทธ์แบบให้อัลกอริทึมช่วยตัดสินใจโดยอิงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เริ่มได้เปรียบมากขึ้น เพราะระบบสามารถรวมสัญญาณที่กระจัดกระจายจากหลายแหล่งมาประมวลผลพร้อมกันได้ดีกว่ามนุษย์คนเดียว

แต่กลยุทธ์แบบให้ระบบตัดสินใจจะดีได้ก็ต่อเมื่อมัน 'มีเป้าหมายที่ถูกต้องให้ไล่ตาม' ถ้าคุณป้อนสัญญาณ conversion ที่หยาบหรือช้าเข้าไป ระบบก็จะเรียนรู้ผิดเหมือนเดิม เพียงแต่คราวนี้ผิดเร็วกว่าและกว้างกว่าเพราะมันตัดสินใจอัตโนมัติทั้งวันทั้งคืน

จุดที่ร้านซึ่งปิดการขายผ่านแชท LINE ได้เปรียบกว่าอีคอมเมิร์ซทั่วไป

อีคอมเมิร์ซที่พึ่งพาการติดตามพฤติกรรมบนเว็บล้วน ๆ โดนผลกระทบจากมาตรการความเป็นส่วนตัวเต็ม ๆ เพราะข้อมูลที่เคยได้มาจากคุกกี้หรือการติดตามข้ามแอปหายไปมาก แต่ร้านที่ปิดการขายผ่านการคุยในแชทมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ส่งตรงจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์กลับไปยังแพลตฟอร์มได้โดยไม่ต้องพึ่งการติดตามฝั่งอุปกรณ์ผู้ใช้เลย

เมื่อสถานะ 'ปิดการขายจริงในแชท' ถูกส่งกลับไปแบบตรงและเร็ว ระบบประมูลจะได้สัญญาณคุณภาพสูงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดการติดตามฝั่งมือถือมากเท่าฝั่งอีคอมเมิร์ซ นี่คือช่องทางที่ร้านค้าที่ใช้ LINE เป็นช่องปิดการขายควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ตอนที่สัญญาณจากที่อื่นหายไปเรื่อย ๆ

ปรับกลยุทธ์ประมูลยังไงให้เข้ากับยุคสัญญาณหาย

  1. ลดการเคาะราคาแบบแมนวลที่ปรับบ่อยตามความรู้สึก แล้วให้เวลาระบบอัตโนมัติเรียนรู้จากเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่องแทน
  2. เร่งความเร็วในการส่งสถานะปิดการขายจากแชทกลับไปยังแพลตฟอร์ม เพราะยิ่งใกล้เวลาจริงเท่าไหร่ ยิ่งช่วยชดเชยข้อมูลที่หายไปจากฝั่งอุปกรณ์ได้มากเท่านั้น
  3. อย่าตัดสินผลลัพธ์เร็วเกินไปหลังปรับกลยุทธ์ เพราะระบบอัตโนมัติต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลก่อนจะเริ่มตัดสินใจแม่นยำขึ้น
  4. จับตาดูว่าสัดส่วน conversion ที่เป็นข้อมูลจริงกับข้อมูลประมาณการต่างกันแค่ไหนในหน้ารายงานแพลตฟอร์ม เพื่อประเมินว่าคุณควรพึ่งการตัดสินใจของระบบมากแค่ไหน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องยุคหลังสัญญาณหาย

  • คิดว่าปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเคาะราคาให้สูงขึ้น ราคาสูงช่วยชนะประมูลระยะสั้นได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ระบบขาดข้อมูลตัดสินใจแม่นยำ
  • เข้าใจว่าทุกแพลตฟอร์มโดนผลกระทบเท่ากัน แพลตฟอร์มที่พึ่งพาการติดตามฝั่งเว็บมากมักโดนหนักกว่าแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลจากภายในแอปตัวเองอยู่แล้ว
  • ปล่อยให้ระบบอัตโนมัติทำงานโดยไม่เช็กคุณภาพสัญญาณ conversion ที่ป้อนเข้าไปเลย ระบบเก่งแค่ไหนก็เรียนรู้ผิดได้ถ้าข้อมูลตั้งต้นเพี้ยน

สรุป

การจำกัดการติดตามฝั่งมือถือไม่ได้แค่เปลี่ยนตัวเลขในหน้ารายงาน แต่เปลี่ยนวิธีที่ระบบประมูลทั้งระบบตัดสินใจ กลยุทธ์ที่เคยได้ผลเพราะคนเคาะเองมีข้อมูลพอ ตอนนี้ต้องพึ่งการที่ระบบเรียนรู้จากสัญญาณคุณภาพดีแทน

ร้านที่ปิดการขายผ่านแชทมีไพ่ใบหนึ่งที่ร้านอีคอมเมิร์ซทั่วไปไม่มีเต็มที่ นั่นคือข้อมูลปิดการขายจริงที่ส่งตรงได้โดยไม่ผ่านการติดตามฝั่งอุปกรณ์ ใช้ไพ่ใบนี้ให้คุ้มก่อนที่คู่แข่งจะเริ่มทำเหมือนกัน

  • การจำกัดการติดตามฝั่งมือถือทำให้ระบบประมูลเห็นข้อมูลหลังคลิกน้อยลง ต้องพึ่งการประมาณการแทน
  • กลยุทธ์เคาะราคาเองแม่นยำน้อยลง ขณะที่ระบบอัตโนมัติที่มีเป้าหมายชัดเจนเริ่มได้เปรียบ
  • ข้อมูลปิดการขายจากแชทที่ส่งเร็วและแม่นยำ คือสัญญาณคุณภาพสูงที่ช่วยชดเชยข้อมูลที่หายไป

คำถามที่พบบ่อย

ยังควรเคาะราคาเองอยู่ไหมในยุคนี้

ยังมีที่ทางอยู่บ้างสำหรับแคมเปญเฉพาะทางที่มีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้ว แต่โดยรวมแนวโน้มคือให้ระบบช่วยตัดสินใจมากขึ้น เพราะระบบเข้าถึงสัญญาณที่กระจายอยู่หลายแหล่งได้ดีกว่ามนุษย์คนเดียว

ทำไมต้นทุนโฆษณาถึงดูผันผวนมากขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงนี้

เพราะระบบมีข้อมูลจริงน้อยลงและต้องพึ่งการประมาณการมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจแกว่งได้ง่ายกว่าตอนที่มีข้อมูลรายบุคคลครบถ้วน

การส่งข้อมูลปิดการขายจากแชทช่วยได้จริงแค่ไหน

ช่วยได้มากในทางทฤษฎี เพราะเป็นสัญญาณที่ไม่ต้องพึ่งการติดตามฝั่งอุปกรณ์ผู้ใช้ แต่ต้องส่งเร็วและแม่นยำ ถ้าส่งช้าหรือแท็กผิดก็ยังเจอปัญหาคุณภาพสัญญาณเหมือนเดิม

ร้านขนาดเล็กที่มี conversion น้อยจะปรับตัวยังไง

ควรให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของการส่งข้อมูลมากกว่าจำนวน เริ่มจากนิยาม conversion ให้ชัดตั้งแต่ต้น แล้วส่งให้ครบทุกครั้งแม้ปริมาณจะยังน้อยอยู่

ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ทันทีไหมถ้ายังไม่เจอปัญหาต้นทุนพุ่ง

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบบฉุกละหุก แต่ควรเริ่มทดลองปรับทีละแคมเปญเพื่อดูผล เพราะแนวโน้มของอุตสาหกรรมโดยรวมกำลังเคลื่อนไปทางนี้อยู่แล้ว

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพดานความถี่ที่ TikTok, Facebook และ Google ทนได้ไม่เท่ากัน ตั้งเพดานผิดแพลตฟอร์มเสียเงินฟรี

เพดานความถี่ที่ TikTok, Facebook และ Google ทนได้ไม่เท่ากัน ตั้งเพดานผิดแพลตฟอร์มเสียเงินฟรี

จุดที่ความถี่โฆษณาเริ่มทำร้ายต้นทุนไม่ได้เท่ากันทุกแพลตฟอร์ม เอาเพดานของ Facebook ไปใช้กับ TikTok อาจทำให้เผางบไปกับความรำคาญโดยไม่รู้ตัว บทความนี้เทียบว่าแต่ละแพลตฟอร์มทนความถี่ได้แค่ไหนและทำไม
ปิดแอดสองอาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่ามันได้ผลจริง เมื่อไหร่ที่การทดสอบ Incrementality คุ้มเสียงบไปทดลอง

ปิดแอดสองอาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่ามันได้ผลจริง เมื่อไหร่ที่การทดสอบ Incrementality คุ้มเสียงบไปทดลอง

ตัวเลข conversion ที่แพลตฟอร์มรายงานอาจไม่ใช่ยอดขายที่เกิดขึ้น 'เพิ่ม' จากโฆษณาจริง การทดสอบ incrementality ช่วยตอบคำถามนี้ได้ แต่มีต้นทุนที่ต้องยอมเสียไปก่อน บทความนี้ชวนคิดว่าคุ้มที่จะทำแค่ไหนและเมื่อไหร่
แบรนด์กำลังโดนแฮชแท็กแบนในโซเชียล ดูสัญญาณอะไรในแชทถึงจะรู้ว่าถึงเวลาหยุดแอดจริง ๆ

แบรนด์กำลังโดนแฮชแท็กแบนในโซเชียล ดูสัญญาณอะไรในแชทถึงจะรู้ว่าถึงเวลาหยุดแอดจริง ๆ

ตอนแบรนด์โดนดราม่าไวรัล คำถามที่ตอบยากที่สุดคือ ‘ควรหยุดยิงแอดตอนไหน’ บทความนี้เสนอกรอบตัดสินใจจากสัญญาณข้อมูลในแชท ไม่ใช่จากความรู้สึกกลัว