← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

เพดานความถี่ที่ TikTok, Facebook และ Google ทนได้ไม่เท่ากัน ตั้งเพดานผิดแพลตฟอร์มเสียเงินฟรี

ทีมบรรณาธิการ linli16 ก.ค. 15:50อัปเดต 16 ก.ค. 15:50อ่าน 1 นาที
เพดานความถี่ที่ TikTok, Facebook และ Google ทนได้ไม่เท่ากัน ตั้งเพดานผิดแพลตฟอร์มเสียเงินฟรี
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ความถี่ที่คนหนึ่งคนเห็นโฆษณาซ้ำก่อนจะเริ่มรำคาญไม่เท่ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์และความคาดหวังของคนดูต่างกันโดยพื้นฐาน การเอาเพดานความถี่ที่เคยได้ผลบน Facebook ไปใช้กับ TikKok หรือ Google Display ตรง ๆ มักทำให้ตั้งเพดานผิดจุด เสียงบไปกับความรำคาญของคนดูโดยไม่รู้ตัว

ทีมการตลาดของร้านหนึ่งเคยตั้งเพดานความถี่ไว้ที่หกครั้งต่อสัปดาห์เท่ากันทุกแพลตฟอร์ม เพราะเป็นตัวเลขที่เคยได้ผลดีตอนใช้บน Facebook พอเอาไปใช้กับ TikTok กลับพบว่าต้นทุนต่อการทักแพงขึ้นเร็วกว่าที่คาด ในขณะที่บน Google Display เพดานเดียวกันนี้ยังไม่ทันถึงจุดที่คนเริ่มรำคาญด้วยซ้ำ

สาเหตุคือแต่ละแพลตฟอร์มมีจังหวะและบริบทที่คนเจอโฆษณาต่างกันมาก การตั้งเพดานความถี่แบบเดียวใช้ทุกที่จึงเป็นการมองข้ามความต่างที่สำคัญมากพอจะกำหนดว่าคุณกำลังเผางบทิ้งหรือใช้งบคุ้มค่า

ทำไมจุดที่คนเริ่มรำคาญถึงไม่เท่ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม

บน TikTok คนไถฟีดวิดีโอต่อเนื่องหลายสิบถึงหลายร้อยคลิปต่อวัน ทำให้พบเจอครีเอทีฟเดิมซ้ำได้เร็วมากภายในเวลาไม่กี่วัน ความคุ้นตาเกิดขึ้นเร็ว และความรำคาญก็ตามมาเร็วตาม เพดานความถี่ที่เหมาะสมบน TikTok จึงมักต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่นในหน่วยเวลาเดียวกัน

บน Facebook จังหวะการเปิดแอปและเลื่อนฟีดช้ากว่า คนไม่ได้เจอโฆษณาถี่เท่า TikTok ในช่วงเวลาเท่ากัน ทำให้ทนความถี่ได้มากกว่าเล็กน้อย แต่ยังไวต่อความรำคาญมากกว่า Google Display เพราะเป็นพื้นที่ที่คนคาดหวังคอนเทนต์ส่วนตัว การเจอโฆษณาขายของถี่เกินไปจึงรู้สึกแทรกแซงมากกว่า

ส่วน Google Display กระจายโฆษณาผ่านเว็บไซต์พันธมิตรจำนวนมาก คนหนึ่งคนมักเจอโฆษณาเดิมในบริบทที่หลากหลายกว่า ไม่ได้จดจ่ออยู่กับหน้าเดียวนาน ๆ เหมือนฟีดโซเชียล ทำให้เพดานความถี่ที่ทนได้มักสูงกว่าสองแพลตฟอร์มแรกพอสมควรก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณลบ

กรอบเปรียบเทียบเพดานความถี่ตั้งต้น (เป็นตัวอย่างกรอบคิด ไม่ใช่ค่าตายตัวของทุกธุรกิจ)

แพลตฟอร์มลักษณะการเสพคอนเทนต์แนวโน้มเพดานความถี่ต่อสัปดาห์ที่ควรเริ่มระวัง
TikTokไถวิดีโอสั้นต่อเนื่องหลายสิบคลิปต่อวันต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่น มักเริ่มระวังเร็วกว่า
Facebookเปิดฟีดเป็นช่วง ๆ ระหว่างวันปานกลาง อยู่ระหว่าง TikTok กับ Google Display
Google Displayเจอโฆษณากระจายในหลายเว็บไซต์พันธมิตรทนได้สูงกว่า เพราะบริบทที่เจอหลากหลายกว่า

ผลกระทบต่อแคมเปญที่หวังให้คนทักเข้าไลน์โดยเฉพาะ

แคมเปญที่ต้องการให้คนกดทักเข้าไลน์อาศัย 'การตัดสินใจ' ไม่ใช่แค่การจดจำแบรนด์ เมื่อความถี่เกินเพดานที่แต่ละแพลตฟอร์มทนได้ คนที่จะทักส่วนใหญ่ทักไปแล้วตั้งแต่รอบแรก ๆ การยิงต่อจึงกลายเป็นการจ่ายเพื่อความรำคาญมากกว่ายอดทักใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาหนักกว่าบนแพลตฟอร์มที่คนทนความถี่ได้น้อยอย่าง TikTok

ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณเชิงลบอย่างการซ่อนโฆษณาหรือเลื่อนผ่านเร็วที่เกิดจากความถี่สูงเกินไปส่งผลย้อนกลับไปที่คุณภาพโฆษณาในระบบประมูลด้วย ยิ่งแพลตฟอร์มไหนคนไวต่อความรำคาญมาก ผลกระทบด้านต้นทุนก็ยิ่งเกิดเร็วตาม

ตั้งเพดานความถี่แยกตามแพลตฟอร์มยังไงให้แม่นกับธุรกิจตัวเอง

  1. อย่าตั้งเพดานความถี่ตัวเลขเดียวใช้ทุกแพลตฟอร์ม ให้เริ่มจากกรอบเปรียบเทียบข้างต้นแล้วปรับตามข้อมูลจริงของร้าน
  2. สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างความถี่กับอัตราทักของแต่ละแพลตฟอร์มแยกกัน แล้วหาจุดที่อัตราทักเริ่มทรงตัวหรือลดลงทั้งที่ความถี่ยังไต่ขึ้น
  3. ตั้งเพดานให้ต่ำกว่าจุดที่พบว่าอัตราทักเริ่มลดลงเล็กน้อย เพื่อเผื่อความปลอดภัย แล้วปรับใหม่ทุกครั้งที่รีเฟรชครีเอทีฟ
  4. ทบทวนเพดานเป็นระยะ เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ในแต่ละแพลตฟอร์มเปลี่ยนไปตามการอัปเดตฟีเจอร์และเทรนด์การใช้งาน

สรุป

ความถี่ที่พอดีไม่มีตัวเลขสากลที่ใช้ได้ทุกที่ มันขึ้นกับว่าคนดูแพลตฟอร์มนั้นเสพคอนเทนต์แบบไหนและคาดหวังอะไร การเอาเพดานของแพลตฟอร์มหนึ่งไปใช้กับอีกแพลตฟอร์มตรง ๆ คือความผิดพลาดที่มองข้ามได้ง่ายแต่ส่งผลต่อต้นทุนจริง

ลองแยกดูรายงานความถี่ของแต่ละแพลตฟอร์มที่กำลังใช้อยู่ตอนนี้ ถ้ายังใช้ตัวเลขเดียวกันหมด นี่คือจุดเริ่มต้นที่ควรกลับไปทบทวนก่อนงบเดือนหน้าจะเผาไปกับความรำคาญโดยไม่รู้ตัว

  • จุดที่ความถี่เริ่มทำร้ายต้นทุนไม่เท่ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม ขึ้นกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของคนดู
  • TikTok มักทนความถี่ได้ต่ำสุด Google Display มักทนได้สูงสุด โดยมี Facebook อยู่ตรงกลาง
  • ตั้งเพดานแยกตามแพลตฟอร์มและปรับตามข้อมูลจริง แทนที่จะใช้ตัวเลขเดียวกันทุกที่

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมไม่ใช้เพดานความถี่เดียวกันไปเลยให้ง่าย

เพราะพฤติกรรมและความคาดหวังของคนดูต่างกันมากในแต่ละแพลตฟอร์ม การใช้เพดานเดียวกันมักทำให้แพลตฟอร์มหนึ่งเผางบทิ้งไปกับความรำคาญ ในขณะที่อีกแพลตฟอร์มยังไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่

TikTok ต้องตั้งเพดานต่ำกว่าเสมอไปไหม

โดยทั่วไปมักต่ำกว่าเพราะคนเสพคอนเทนต์เร็วและถี่กว่า แต่ควรยืนยันด้วยข้อมูลจริงของร้านตัวเองเสมอ เพราะกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มอาจมีพฤติกรรมต่างจากค่าเฉลี่ยทั่วไป

ถ้าไม่มีข้อมูลย้อนหลังมากพอ ควรเริ่มตั้งเพดานยังไง

เริ่มจากกรอบเปรียบเทียบตั้งต้นตามลักษณะแพลตฟอร์ม แล้วสังเกตอัตราทักในสองสัปดาห์แรกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับให้เหมาะกับธุรกิจจริง

การรีเฟรชครีเอทีฟช่วยยืดเพดานความถี่ได้จริงไหม

ช่วยได้ในระดับหนึ่งเพราะทำให้คนไม่เห็นภาพเดิมซ้ำทุกครั้ง แต่ไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติพื้นฐานของแต่ละแพลตฟอร์มไปทั้งหมด ยังต้องปรับเพดานให้เหมาะกับแพลตฟอร์มอยู่ดี

แพลตฟอร์มไหนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากที่สุด

แพลตฟอร์มที่มีอัตราการเสพคอนเทนต์ต่อวันสูงและกลุ่มเป้าหมายแคบมักได้รับผลกระทบเร็วและชัดที่สุด ควรเฝ้าดูรายงานความถี่บ่อยกว่าแพลตฟอร์มอื่น

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Meta Ads → LINE Checker

ตรวจว่า fbclid, Pixel และเส้นทางเข้า LINE ของคุณพร้อมให้ Meta วัด Conversion หรือยัง

ตรวจความพร้อมฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปิดแอดสองอาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่ามันได้ผลจริง เมื่อไหร่ที่การทดสอบ Incrementality คุ้มเสียงบไปทดลอง

ปิดแอดสองอาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่ามันได้ผลจริง เมื่อไหร่ที่การทดสอบ Incrementality คุ้มเสียงบไปทดลอง

ตัวเลข conversion ที่แพลตฟอร์มรายงานอาจไม่ใช่ยอดขายที่เกิดขึ้น 'เพิ่ม' จากโฆษณาจริง การทดสอบ incrementality ช่วยตอบคำถามนี้ได้ แต่มีต้นทุนที่ต้องยอมเสียไปก่อน บทความนี้ชวนคิดว่าคุ้มที่จะทำแค่ไหนและเมื่อไหร่
แบรนด์กำลังโดนแฮชแท็กแบนในโซเชียล ดูสัญญาณอะไรในแชทถึงจะรู้ว่าถึงเวลาหยุดแอดจริง ๆ

แบรนด์กำลังโดนแฮชแท็กแบนในโซเชียล ดูสัญญาณอะไรในแชทถึงจะรู้ว่าถึงเวลาหยุดแอดจริง ๆ

ตอนแบรนด์โดนดราม่าไวรัล คำถามที่ตอบยากที่สุดคือ ‘ควรหยุดยิงแอดตอนไหน’ บทความนี้เสนอกรอบตัดสินใจจากสัญญาณข้อมูลในแชท ไม่ใช่จากความรู้สึกกลัว
คนที่รู้ว่าพิกเซลไหนผูกกับแคมเปญไหนลาออกไป ความรู้เรื่องวัดผลส่งต่อยากกว่าสคริปต์ขายเยอะ

คนที่รู้ว่าพิกเซลไหนผูกกับแคมเปญไหนลาออกไป ความรู้เรื่องวัดผลส่งต่อยากกว่าสคริปต์ขายเยอะ

สอนสคริปต์แอดมินคนใหม่ไม่ยาก แต่ถ้าคนที่ลาออกไปคือคนเดียวที่เข้าใจว่า UTM แต่ละชุดตั้งไว้ทำไม พิกเซลไหนผูกกับแคมเปญไหน ความรู้แบบนี้ส่งต่อยากกว่ามาก