← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ปิดแอดสองอาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่ามันได้ผลจริง เมื่อไหร่ที่การทดสอบ Incrementality คุ้มเสียงบไปทดลอง

ทีมบรรณาธิการ linli16 ก.ค. 15:50อัปเดต 01 พ.ย. 09:27อ่าน 1 นาที
ปิดแอดสองอาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่ามันได้ผลจริง เมื่อไหร่ที่การทดสอบ Incrementality คุ้มเสียงบไปทดลอง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ตัวเลข conversion ที่แพลตฟอร์มรายงานบอกแค่ว่าใครซื้อหลังเห็นโฆษณา ไม่ได้บอกว่าเขาจะซื้ออยู่แล้วแม้ไม่เห็นโฆษณาหรือไม่ การทดสอบ incrementality คือวิธีเดียวที่จะแยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ แต่ต้องแลกด้วยการยอมปิดหรือลดแอดบางส่วนชั่วคราวเพื่อเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ ซึ่งมีต้นทุนโอกาสที่ต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจทำ

เจ้าของร้านคนหนึ่งเคยตั้งคำถามที่ฟังดูง่ายแต่ตอบยากมากว่า 'ถ้าผมหยุดยิงแอดไปเลย ยอดขายจะหายไปเท่าไหร่จริง ๆ' คำถามนี้สำคัญมากเพราะรายงานของแพลตฟอร์มบอกแค่ว่าใครเห็นโฆษณาแล้วซื้อ แต่ไม่ได้บอกว่าคนกลุ่มนั้นจะซื้ออยู่ดีแม้ไม่เห็นโฆษณาเลยหรือเปล่า

คนจำนวนไม่น้อยซื้อของเพราะรู้จักร้านอยู่แล้ว หรือกำลังจะกลับมาซื้อซ้ำอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณา ถ้าแพลตฟอร์มนับคนกลุ่มนี้เป็น conversion ที่มาจากแอด คุณอาจกำลังจ่ายเงินเพื่อ 'แย่งเครดิต' จากยอดขายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ใช่สร้างยอดขายใหม่จริง ๆ

Incrementality คืออะไร และต่างจากตัวเลข conversion ปกติยังไง

ตัวเลข conversion ที่แพลตฟอร์มรายงานตอบคำถามว่า 'ใครเห็นโฆษณาแล้วซื้อ' ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่อาจไม่ใช่เหตุและผลเสมอไป ในขณะที่ Incrementality พยายามตอบคำถามที่ต่างออกไปคือ 'มียอดขายเพิ่มขึ้นจริงเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับถ้าไม่มีโฆษณาเลย' ซึ่งเป็นคำถามที่วัดผลกระทบเชิงเหตุผลจริง ๆ

วิธีวัดที่ใช้กันทั่วไปคือแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นสองกลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มหนึ่งยังเห็นโฆษณาตามปกติ อีกกลุ่มถูกกันไม่ให้เห็นโฆษณาชั่วคราว แล้วเทียบยอดขายของสองกลุ่มนี้ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นคือยอดขายที่โฆษณาสร้างเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ยอดที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ต้นทุนของการทดสอบที่มักถูกมองข้าม

  • เสียโอกาสขายในช่วงทดสอบ กลุ่มที่ถูกกันไม่ให้เห็นโฆษณาอาจมียอดขายลดลงจริงในช่วงนั้น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องยอมรับเพื่อแลกกับข้อมูลที่แม่นยำกว่า
  • ต้องใช้เวลาพอสมควรถึงจะได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ การทดสอบสั้นเกินไปอาจให้ผลที่ผันผวนจากปัจจัยระยะสั้น ไม่ได้สะท้อนภาพจริง
  • ต้องมีปริมาณข้อมูลมากพอในทั้งสองกลุ่ม ธุรกิจที่มียอดขายต่อวันน้อยอยู่แล้วอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

เมื่อไหร่ที่การทดสอบนี้คุ้มค่าที่จะทำ

การทดสอบ incrementality เหมาะกับธุรกิจที่มีงบโฆษณาก้อนใหญ่พอสมควรและใช้มานานจนสงสัยว่าส่วนหนึ่งของงบอาจกำลังจ่ายซ้ำให้กับลูกค้าที่จะซื้ออยู่แล้ว โดยเฉพาะแคมเปญที่ยิงหาลูกค้าเก่าซ้ำ ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะแย่งเครดิตจากยอดขายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วมากกว่าแคมเปญหาลูกค้าใหม่

ธุรกิจที่งบยังเล็กหรือเพิ่งเริ่มยิงแอดอาจยังไม่ถึงจุดที่ควรลงทุนเวลาและงบไปกับการทดสอบแบบนี้ เพราะต้นทุนโอกาสจากการหยุดหรือลดแอดชั่วคราวอาจสูงกว่าประโยชน์ที่ได้ในสัดส่วนของธุรกิจขนาดนั้น ควรให้ความสำคัญกับการสร้างฐานลูกค้าให้แน่นก่อน

วิธีทดสอบแบบเบา ๆ สำหรับร้านที่ไม่พร้อมทำเต็มรูปแบบ

  1. เริ่มจากพื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ไม่กระทบยอดขายรวมมากเกินไป แทนที่จะทดสอบกับทั้งแคมเปญในคราวเดียว
  2. เลือกช่วงเวลาที่ไม่ใช่ฤดูกาลพีคของธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงที่การหยุดแอดจะกระทบยอดขายรวมมากเกินไป
  3. เทียบยอดขายของกลุ่มที่หยุดแอดกับกลุ่มที่ยังยิงอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เทียบกับเดือนก่อนหน้า เพราะปัจจัยตามฤดูกาลอาจทำให้ผลลัพธ์เพี้ยน
  4. ใช้ผลที่ได้ปรับสัดส่วนงบระหว่างแคมเปญหาลูกค้าใหม่กับแคมเปญยิงซ้ำลูกค้าเก่า แทนที่จะตัดงบทั้งหมดออกจากผลทดสอบเพียงครั้งเดียว

สรุป

รายงาน conversion ที่เห็นในหน้าแดชบอร์ดตอบคำถามว่าใครซื้อหลังเห็นโฆษณา แต่ไม่ได้ตอบว่ายอดนั้นเกิดขึ้น 'เพิ่ม' จริงหรือเปล่า การทดสอบ incrementality คือวิธีเดียวที่จะรู้คำตอบนั้น แต่มีต้นทุนที่ต้องยอมจ่ายก่อนจะได้คำตอบมา

ก่อนตัดสินใจทำ ให้ชั่งน้ำหนักระหว่างขนาดงบที่สงสัยว่าอาจสูญเปล่ากับต้นทุนโอกาสที่ต้องเสียไปช่วงทดสอบ ถ้างบก้อนที่สงสัยใหญ่พอ การลงทุนเวลาทดสอบสักครั้งมักคุ้มค่ากว่าจ่ายซ้ำต่อไปโดยไม่รู้คำตอบ

  • Incrementality วัดว่ายอดขายเพิ่มขึ้นจริงเท่าไหร่จากโฆษณา ต่างจาก conversion ปกติที่แค่บอกว่าใครเห็นแล้วซื้อ
  • ต้นทุนหลักคือโอกาสขายที่เสียไปในกลุ่มควบคุมช่วงทดสอบ ต้องชั่งน้ำหนักกับขนาดงบที่สงสัยว่าสูญเปล่า
  • เหมาะกับธุรกิจที่งบใหญ่พอและสงสัยแคมเปญยิงซ้ำลูกค้าเก่า มากกว่าธุรกิจเล็กที่เพิ่งเริ่มยิงแอด

คำถามที่พบบ่อย

การทดสอบ incrementality ต่างจากการทดสอบ A/B ครีเอทีฟยังไง

A/B ครีเอทีฟเทียบว่าครีเอทีฟไหนได้ผลดีกว่ากันในกลุ่มคนที่เห็นโฆษณาทั้งคู่ ส่วน incrementality เทียบว่ามีโฆษณาเลยกับไม่มีโฆษณาเลย ต่างกันแค่ไหน เป็นคำถามคนละระดับกัน

ต้องหยุดแอดทั้งหมดไหมถึงจะทดสอบได้

ไม่จำเป็น สามารถทำแบบแบ่งกลุ่มเล็กเป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่เห็นโฆษณาชั่วคราว โดยส่วนที่เหลือยังยิงตามปกติ ลดผลกระทบต่อยอดขายรวมได้

ธุรกิจขนาดเล็กควรทำการทดสอบนี้ไหม

ถ้างบโฆษณายังเล็กและยังไม่มีข้อมูลย้อนหลังมากพอ อาจยังไม่คุ้มที่จะทำครบทุกส่วน ควรให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลพื้นฐานให้แน่นก่อน

ผลทดสอบครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไปไหม

ไม่ควรยึดตายตัว เพราะพฤติกรรมลูกค้าและสภาพตลาดเปลี่ยนไปตามเวลา ควรทดสอบซ้ำเป็นระยะโดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหรือกลยุทธ์หลัก

ถ้าผลทดสอบออกมาว่าโฆษณาไม่ได้สร้างยอดเพิ่มเลย ควรทำยังไง

ไม่ควรตัดสินใจหยุดโฆษณาทั้งหมดทันที ควรพิจารณาว่าแคมเปญไหนที่ผลกระทบน้อยที่สุด แล้วปรับลดหรือปรับกลยุทธ์เฉพาะส่วนนั้น พร้อมทดสอบซ้ำเพื่อยืนยันผล

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

แบรนด์กำลังโดนแฮชแท็กแบนในโซเชียล ดูสัญญาณอะไรในแชทถึงจะรู้ว่าถึงเวลาหยุดแอดจริง ๆ

แบรนด์กำลังโดนแฮชแท็กแบนในโซเชียล ดูสัญญาณอะไรในแชทถึงจะรู้ว่าถึงเวลาหยุดแอดจริง ๆ

ตอนแบรนด์โดนดราม่าไวรัล คำถามที่ตอบยากที่สุดคือ ‘ควรหยุดยิงแอดตอนไหน’ บทความนี้เสนอกรอบตัดสินใจจากสัญญาณข้อมูลในแชท ไม่ใช่จากความรู้สึกกลัว
คนที่รู้ว่าพิกเซลไหนผูกกับแคมเปญไหนลาออกไป ความรู้เรื่องวัดผลส่งต่อยากกว่าสคริปต์ขายเยอะ

คนที่รู้ว่าพิกเซลไหนผูกกับแคมเปญไหนลาออกไป ความรู้เรื่องวัดผลส่งต่อยากกว่าสคริปต์ขายเยอะ

สอนสคริปต์แอดมินคนใหม่ไม่ยาก แต่ถ้าคนที่ลาออกไปคือคนเดียวที่เข้าใจว่า UTM แต่ละชุดตั้งไว้ทำไม พิกเซลไหนผูกกับแคมเปญไหน ความรู้แบบนี้ส่งต่อยากกว่ามาก
ก่อนดราม่าจะเกิด สัญญาณมักโผล่ในแชทมาก่อนเสมอ วางระบบมอนิเตอร์อารมณ์แชทเป็นเรดาร์เตือนความเสี่ยงชื่อเสียง

ก่อนดราม่าจะเกิด สัญญาณมักโผล่ในแชทมาก่อนเสมอ วางระบบมอนิเตอร์อารมณ์แชทเป็นเรดาร์เตือนความเสี่ยงชื่อเสียง

แทนที่จะรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยตั้งรับ ร้านที่วางระบบติดตามอารมณ์ของแชทลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ มักเห็นสัญญาณความไม่พอใจสะสมก่อนที่มันจะกลายเป็นดราม่าใหญ่ในโซเชียล