← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

บรีฟแคมเปญใหม่ครั้งหน้า อย่าเริ่มจากเดาว่าลูกค้าเป็นใคร เริ่มจากสิ่งที่รู้แล้วจริง ๆ ในแชท

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 11:47อัปเดต 10 ก.ค. 11:47อ่าน 1 นาที
บรีฟแคมเปญใหม่ครั้งหน้า อย่าเริ่มจากเดาว่าลูกค้าเป็นใคร เริ่มจากสิ่งที่รู้แล้วจริง ๆ ในแชท
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การบรีฟแคมเปญโดยเดากลุ่มเป้าหมายแบบกว้าง ๆ ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน เพราะทุกอย่างเป็นสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์ ส่วนการบรีฟด้วยข้อมูลลูกค้าจริงจากแชท เช่น อายุจริง ความกังวลจริง คำถามจริงก่อนซื้อ ทำให้ทีมครีเอทีฟและมีเดียเริ่มต้นจากจุดที่แม่นกว่ามาก ไม่ต้องเสียเวลาทดสอบสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น

การประชุมบรีฟแคมเปญใหม่ในหลายบริษัทมักเริ่มต้นด้วยประโยคทำนอง 'กลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงอายุ 25-40 ที่สนใจความงาม' ซึ่งฟังดูมีเหตุผล แต่ถ้าถามต่อว่า 'รู้ได้ยังไงว่าใช่กลุ่มนี้' หลายครั้งคำตอบคือ 'เดาจากสินค้า' หรือ 'ดูคู่แข่งทำแบบนี้'

ปัญหาของการบรีฟแบบนี้คือทุกอย่างเป็นสมมติฐานที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ทีมครีเอทีฟและมีเดียต้องเริ่มทำงานจากศูนย์ทุกครั้ง แล้วรอผลลัพธ์จริงมาบอกว่าเดาถูกหรือผิด ซึ่งกว่าจะรู้ก็เสียทั้งเวลาและงบไปพอสมควรแล้ว

แต่ถ้าธุรกิจมีประวัติแชทลูกค้าที่ซื้อจริงสะสมอยู่แล้ว การบรีฟแคมเปญสามารถเริ่มจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเดา บทความนี้จะเทียบให้เห็นว่าสองแบบต่างกันตรงไหน และควรดึงอะไรจากแชทมาใส่ในบรีฟบ้าง

บรีฟแบบเดาเป็นยังไง และทำไมถึงเสี่ยง

บรีฟแบบเดาส่วนใหญ่มาจากการนั่งคิดในห้องประชุมว่ากลุ่มเป้าหมายที่ 'น่าจะ' สนใจสินค้าคือใคร ใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไป แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าเพราะไม่มีหลักฐานรองรับจริง หากทีมเดาผิดตั้งแต่ขั้นบรีฟ ทุกอย่างที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟหรือการเลือก audience ก็เดินไปผิดทางตามกันหมด

ที่แย่กว่านั้นคือกว่าจะรู้ว่าเดาผิด มักต้องรอผลจากการยิงแอดจริงเป็นสัปดาห์ ซึ่งเสียทั้งงบและเวลาไปกับสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น

บรีฟด้วยข้อมูลจริงจากแชท ต่างกันตรงไหน

ถ้าธุรกิจมีประวัติแชทลูกค้าที่ซื้อจริงสะสมไว้ ข้อมูลที่ควรดึงมาใส่ในบรีฟไม่ใช่แค่อายุหรือเพศ แต่เป็นสิ่งที่ลึกกว่านั้นมาก เช่น คำถามที่คนถามก่อนตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด, ช่วงเวลาที่คนทักเข้ามามากที่สุด, และข้อกังวลที่ทำให้คนลังเลก่อนซื้อ

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บรีฟเปลี่ยนจาก 'กลุ่มเป้าหมายน่าจะเป็นแบบนี้' เป็น 'กลุ่มเป้าหมายที่ซื้อจริงมีลักษณะแบบนี้ และสิ่งที่เขากังวลก่อนซื้อคือเรื่องนี้' ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงสำหรับทีมครีเอทีฟและมีเดีย

ตัวอย่างการบรีฟสองแบบสำหรับสินค้าเดียวกัน

ลองสมมติร้านขายรองเท้าวิ่งชื่อ 'รันเนอร์เฮาส์' ที่จะออกแคมเปญโปรโมทรุ่นใหม่ บรีฟแบบเดาอาจเขียนว่า 'กลุ่มเป้าหมายคือคนรักสุขภาพอายุ 20-35' ซึ่งกว้างมากและครีเอทีฟต้องเดาต่อว่าจะพูดเรื่องอะไร

ส่วนบรีฟที่ใช้ข้อมูลจากแชทจะเขียนต่างไปเลย เช่น 'จากประวัติแชท 3 เดือนที่ผ่านมา คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่องน้ำหนักรองเท้าและอาการปวดเข่าตอนวิ่งระยะไกล ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ปิดการขายมักถามเรื่องนี้ก่อนถามเรื่องราคา' ครีเอทีฟที่ได้บรีฟแบบนี้จะรู้ทันทีว่าควรเน้นพูดเรื่องน้ำหนักเบาและการรองรับแรงกระแทก แทนที่จะพูดกว้าง ๆ เรื่องสไตล์หรือราคา ต่างจากการตั้งกลุ่มเป้าหมายจากการเดาความตั้งใจค้นหาแบบเดิมที่ต้องรอผลจริงมายืนยันทีหลัง (ตัวเลขและตัวอย่างข้างต้นเป็นการยกตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ผลวิจัยที่ยืนยันแล้ว)

ถ้ายังไม่มีประวัติแชทมากพอ ควรทำยังไง

ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มหรือยังมีประวัติแชทน้อย อาจยังใช้วิธีนี้ได้ไม่เต็มที่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องกลับไปเดาทั้งหมด สามารถเริ่มจากตัวอย่างเล็ก ๆ ที่มีอยู่ก่อน เช่น ไล่ดูแชท 20-30 ห้องล่าสุดว่าคำถามที่พบซ้ำคืออะไร แล้วใส่ในบรีฟเป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ควบคู่กับสมมติฐานเดิม แทนที่จะทิ้งข้อมูลที่มีอยู่ไปเฉย ๆ วิธีนี้คล้ายกับการเริ่มดูคำค้นที่บ่งบอกความตั้งใจซื้อทีละน้อยก่อนขยายผลเป็นภาพรวม

สรุป

การบรีฟแคมเปญที่เริ่มจากการเดากลุ่มเป้าหมายแบบกว้าง ๆ มีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด เพราะทุกอย่างตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์ ในขณะที่การบรีฟด้วยข้อมูลลูกค้าจริงจากแชทให้จุดเริ่มต้นที่มั่นคงกว่ามาก

ไม่ต้องรอให้มีข้อมูลสมบูรณ์แบบก่อนถึงจะเริ่มเปลี่ยนวิธีบรีฟ แค่เริ่มไล่ดูแชทที่มีอยู่แล้วนำคำถามและข้อกังวลที่พบบ่อยมาใส่ในบรีฟครั้งถัดไป ก็จะเห็นความต่างจากบรีฟแบบเดาแบบเดิมได้ชัดเจน

  • บรีฟแบบเดากลุ่มเป้าหมายมีความเสี่ยงเพราะตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์
  • ข้อมูลจากแชทให้จุดเริ่มต้นที่แม่นกว่า เช่น คำถามและข้อกังวลจริงก่อนซื้อ
  • เริ่มจากตัวอย่างเล็ก ๆ ที่มีอยู่ก่อน แล้วปรับบรีฟให้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลที่สะสมเพิ่ม

คำถามที่พบบ่อย

ทุกแคมเปญต้องรอมีข้อมูลแชทมากพอก่อนถึงจะบรีฟได้ไหม

ไม่จำเป็นต้องรอ ถ้ายังไม่มีข้อมูลมากพอก็ใช้สมมติฐานเดิมประกอบกับข้อสังเกตเล็ก ๆ ที่มีอยู่ แล้วค่อยปรับบรีฟให้แม่นขึ้นในแคมเปญถัดไปเมื่อมีข้อมูลสะสมมากขึ้น

ข้อมูลจากแชทเอามาใส่ในบรีฟแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ที่สุด

ควรเป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรม เช่น คำถามที่พบบ่อยก่อนซื้อ ข้อกังวลที่ทำให้ลังเล และช่วงเวลาที่คนทักเข้ามามากที่สุด มากกว่าข้อมูลประชากรทั่วไปอย่างอายุหรือเพศเพียงอย่างเดียว

ทีมครีเอทีฟที่ไม่เคยเห็นแชทลูกค้าจะเข้าใจบรีฟแบบนี้ไหม

เข้าใจได้ดีกว่าบรีฟแบบเดาด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่ใช่ตัวเลขประชากรลอย ๆ การยกตัวอย่างบทสนทนาจริงประกอบบรีฟช่วยให้ทีมครีเอทีฟเห็นภาพลูกค้าชัดเจนขึ้นมาก

ถ้าข้อมูลจากแชทขัดกับสมมติฐานเดิมที่เคยเชื่อ ควรเชื่อฝั่งไหน

ควรให้น้ำหนักกับข้อมูลจริงจากแชทมากกว่า เพราะเป็นหลักฐานพฤติกรรมจริงของลูกค้าที่ซื้อแล้ว ในขณะที่สมมติฐานเดิมอาจมาจากการเดาที่ไม่เคยผ่านการพิสูจน์

การบรีฟแบบนี้ใช้เวลาเตรียมนานกว่าบรีฟแบบเดิมไหม

ใช้เวลาเตรียมมากกว่าเล็กน้อยในช่วงแรก เพราะต้องไล่ดูประวัติแชท แต่ในระยะยาวกลับประหยัดเวลากว่า เพราะลดโอกาสที่แคมเปญจะเดินผิดทางตั้งแต่ต้นจนต้องแก้ไขทีหลัง

มีเครื่องมือช่วยดึงข้อมูลมาบรีฟแคมเปญได้ไหม

มี เช่น linli ที่ผูกที่มาของแอดกับบทสนทนาและผลการปิดการขายไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้ย้อนดูได้ว่าแคมเปญไหนที่ลูกค้าถามคำถามแบบไหนก่อนซื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยลดเวลาไล่เช็กเองก่อนบรีฟแคมเปญถัดไป

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

จ้างแอดมินคนที่สองแล้วยอดปิดกลับแย่ลง เทรนทีมแชทยังไงไม่ให้ทำลายอัตราปิดการขาย

จ้างแอดมินคนที่สองแล้วยอดปิดกลับแย่ลง เทรนทีมแชทยังไงไม่ให้ทำลายอัตราปิดการขาย

หลายร้านจ้างแอดมินเพิ่มเพื่อรับออเดอร์ที่มากขึ้น แต่อัตราปิดการขายกลับตกแทนที่จะดีขึ้น บทความนี้ชวนดูว่าทำไม และวางระบบเทรนแบบไหนที่รักษาคุณภาพการปิดการขายไว้ได้
ติวเตอร์ภาษาโปรตุเกสธุรกิจคนเดียว ตั้งความคาดหวังยอดปิดเดือนแรกให้สมจริงก่อนเสียกำลังใจ

ติวเตอร์ภาษาโปรตุเกสธุรกิจคนเดียว ตั้งความคาดหวังยอดปิดเดือนแรกให้สมจริงก่อนเสียกำลังใจ

ผู้ให้บริการเฉพาะทางแบบคนเดียวมักตั้งเป้ายอดปิดเดือนแรกสูงเกินจริงเพราะเทียบกับธุรกิจทั่วไป บทความนี้ชวนคิดใหม่ผ่านเคสสมมติติวเตอร์ภาษาโปรตุเกสธุรกิจ
ใช้กรอบตรวจโครงสร้างเว็บหาหน้าลอย ลิงก์อ่อน และจุดที่ควรมีปุ่มแชทแต่ไม่มี

ใช้กรอบตรวจโครงสร้างเว็บหาหน้าลอย ลิงก์อ่อน และจุดที่ควรมีปุ่มแชทแต่ไม่มี

เว็บที่สะสมบทความมาหลายปีมักมีจุดรั่วที่มองไม่เห็น เช่น หน้าลอยที่ไม่มีใครเจอ หรือหน้าดังที่ไม่มีปุ่มแชท บทความนี้เสนอกรอบตรวจแบบเป็นระบบที่เอเจนซี่ใช้ได้กับลูกค้าทุกราย