บรีฟแคมเปญใหม่ครั้งหน้า อย่าเริ่มจากเดาว่าลูกค้าเป็นใคร เริ่มจากสิ่งที่รู้แล้วจริง ๆ ในแชท
สรุปสั้น ๆ
การบรีฟแคมเปญโดยเดากลุ่มเป้าหมายแบบกว้าง ๆ ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน เพราะทุกอย่างเป็นสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์ ส่วนการบรีฟด้วยข้อมูลลูกค้าจริงจากแชท เช่น อายุจริง ความกังวลจริง คำถามจริงก่อนซื้อ ทำให้ทีมครีเอทีฟและมีเดียเริ่มต้นจากจุดที่แม่นกว่ามาก ไม่ต้องเสียเวลาทดสอบสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น
การประชุมบรีฟแคมเปญใหม่ในหลายบริษัทมักเริ่มต้นด้วยประโยคทำนอง 'กลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงอายุ 25-40 ที่สนใจความงาม' ซึ่งฟังดูมีเหตุผล แต่ถ้าถามต่อว่า 'รู้ได้ยังไงว่าใช่กลุ่มนี้' หลายครั้งคำตอบคือ 'เดาจากสินค้า' หรือ 'ดูคู่แข่งทำแบบนี้'
ปัญหาของการบรีฟแบบนี้คือทุกอย่างเป็นสมมติฐานที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ทีมครีเอทีฟและมีเดียต้องเริ่มทำงานจากศูนย์ทุกครั้ง แล้วรอผลลัพธ์จริงมาบอกว่าเดาถูกหรือผิด ซึ่งกว่าจะรู้ก็เสียทั้งเวลาและงบไปพอสมควรแล้ว
แต่ถ้าธุรกิจมีประวัติแชทลูกค้าที่ซื้อจริงสะสมอยู่แล้ว การบรีฟแคมเปญสามารถเริ่มจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเดา บทความนี้จะเทียบให้เห็นว่าสองแบบต่างกันตรงไหน และควรดึงอะไรจากแชทมาใส่ในบรีฟบ้าง
บรีฟแบบเดาเป็นยังไง และทำไมถึงเสี่ยง
บรีฟแบบเดาส่วนใหญ่มาจากการนั่งคิดในห้องประชุมว่ากลุ่มเป้าหมายที่ 'น่าจะ' สนใจสินค้าคือใคร ใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไป แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าเพราะไม่มีหลักฐานรองรับจริง หากทีมเดาผิดตั้งแต่ขั้นบรีฟ ทุกอย่างที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟหรือการเลือก audience ก็เดินไปผิดทางตามกันหมด
ที่แย่กว่านั้นคือกว่าจะรู้ว่าเดาผิด มักต้องรอผลจากการยิงแอดจริงเป็นสัปดาห์ ซึ่งเสียทั้งงบและเวลาไปกับสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่ต้น
บรีฟด้วยข้อมูลจริงจากแชท ต่างกันตรงไหน
ถ้าธุรกิจมีประวัติแชทลูกค้าที่ซื้อจริงสะสมไว้ ข้อมูลที่ควรดึงมาใส่ในบรีฟไม่ใช่แค่อายุหรือเพศ แต่เป็นสิ่งที่ลึกกว่านั้นมาก เช่น คำถามที่คนถามก่อนตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด, ช่วงเวลาที่คนทักเข้ามามากที่สุด, และข้อกังวลที่ทำให้คนลังเลก่อนซื้อ
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บรีฟเปลี่ยนจาก 'กลุ่มเป้าหมายน่าจะเป็นแบบนี้' เป็น 'กลุ่มเป้าหมายที่ซื้อจริงมีลักษณะแบบนี้ และสิ่งที่เขากังวลก่อนซื้อคือเรื่องนี้' ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงสำหรับทีมครีเอทีฟและมีเดีย
ตัวอย่างการบรีฟสองแบบสำหรับสินค้าเดียวกัน
ลองสมมติร้านขายรองเท้าวิ่งชื่อ 'รันเนอร์เฮาส์' ที่จะออกแคมเปญโปรโมทรุ่นใหม่ บรีฟแบบเดาอาจเขียนว่า 'กลุ่มเป้าหมายคือคนรักสุขภาพอายุ 20-35' ซึ่งกว้างมากและครีเอทีฟต้องเดาต่อว่าจะพูดเรื่องอะไร
ส่วนบรีฟที่ใช้ข้อมูลจากแชทจะเขียนต่างไปเลย เช่น 'จากประวัติแชท 3 เดือนที่ผ่านมา คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่องน้ำหนักรองเท้าและอาการปวดเข่าตอนวิ่งระยะไกล ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ปิดการขายมักถามเรื่องนี้ก่อนถามเรื่องราคา' ครีเอทีฟที่ได้บรีฟแบบนี้จะรู้ทันทีว่าควรเน้นพูดเรื่องน้ำหนักเบาและการรองรับแรงกระแทก แทนที่จะพูดกว้าง ๆ เรื่องสไตล์หรือราคา ต่างจากการตั้งกลุ่มเป้าหมายจากการเดาความตั้งใจค้นหาแบบเดิมที่ต้องรอผลจริงมายืนยันทีหลัง (ตัวเลขและตัวอย่างข้างต้นเป็นการยกตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ผลวิจัยที่ยืนยันแล้ว)
ถ้ายังไม่มีประวัติแชทมากพอ ควรทำยังไง
ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มหรือยังมีประวัติแชทน้อย อาจยังใช้วิธีนี้ได้ไม่เต็มที่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องกลับไปเดาทั้งหมด สามารถเริ่มจากตัวอย่างเล็ก ๆ ที่มีอยู่ก่อน เช่น ไล่ดูแชท 20-30 ห้องล่าสุดว่าคำถามที่พบซ้ำคืออะไร แล้วใส่ในบรีฟเป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ควบคู่กับสมมติฐานเดิม แทนที่จะทิ้งข้อมูลที่มีอยู่ไปเฉย ๆ วิธีนี้คล้ายกับการเริ่มดูคำค้นที่บ่งบอกความตั้งใจซื้อทีละน้อยก่อนขยายผลเป็นภาพรวม
สรุป
การบรีฟแคมเปญที่เริ่มจากการเดากลุ่มเป้าหมายแบบกว้าง ๆ มีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด เพราะทุกอย่างตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์ ในขณะที่การบรีฟด้วยข้อมูลลูกค้าจริงจากแชทให้จุดเริ่มต้นที่มั่นคงกว่ามาก
ไม่ต้องรอให้มีข้อมูลสมบูรณ์แบบก่อนถึงจะเริ่มเปลี่ยนวิธีบรีฟ แค่เริ่มไล่ดูแชทที่มีอยู่แล้วนำคำถามและข้อกังวลที่พบบ่อยมาใส่ในบรีฟครั้งถัดไป ก็จะเห็นความต่างจากบรีฟแบบเดาแบบเดิมได้ชัดเจน
- บรีฟแบบเดากลุ่มเป้าหมายมีความเสี่ยงเพราะตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ยังไม่พิสูจน์
- ข้อมูลจากแชทให้จุดเริ่มต้นที่แม่นกว่า เช่น คำถามและข้อกังวลจริงก่อนซื้อ
- เริ่มจากตัวอย่างเล็ก ๆ ที่มีอยู่ก่อน แล้วปรับบรีฟให้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลที่สะสมเพิ่ม
คำถามที่พบบ่อย
ทุกแคมเปญต้องรอมีข้อมูลแชทมากพอก่อนถึงจะบรีฟได้ไหม
ไม่จำเป็นต้องรอ ถ้ายังไม่มีข้อมูลมากพอก็ใช้สมมติฐานเดิมประกอบกับข้อสังเกตเล็ก ๆ ที่มีอยู่ แล้วค่อยปรับบรีฟให้แม่นขึ้นในแคมเปญถัดไปเมื่อมีข้อมูลสะสมมากขึ้น
ข้อมูลจากแชทเอามาใส่ในบรีฟแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ที่สุด
ควรเป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรม เช่น คำถามที่พบบ่อยก่อนซื้อ ข้อกังวลที่ทำให้ลังเล และช่วงเวลาที่คนทักเข้ามามากที่สุด มากกว่าข้อมูลประชากรทั่วไปอย่างอายุหรือเพศเพียงอย่างเดียว
ทีมครีเอทีฟที่ไม่เคยเห็นแชทลูกค้าจะเข้าใจบรีฟแบบนี้ไหม
เข้าใจได้ดีกว่าบรีฟแบบเดาด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่ใช่ตัวเลขประชากรลอย ๆ การยกตัวอย่างบทสนทนาจริงประกอบบรีฟช่วยให้ทีมครีเอทีฟเห็นภาพลูกค้าชัดเจนขึ้นมาก
ถ้าข้อมูลจากแชทขัดกับสมมติฐานเดิมที่เคยเชื่อ ควรเชื่อฝั่งไหน
ควรให้น้ำหนักกับข้อมูลจริงจากแชทมากกว่า เพราะเป็นหลักฐานพฤติกรรมจริงของลูกค้าที่ซื้อแล้ว ในขณะที่สมมติฐานเดิมอาจมาจากการเดาที่ไม่เคยผ่านการพิสูจน์
การบรีฟแบบนี้ใช้เวลาเตรียมนานกว่าบรีฟแบบเดิมไหม
ใช้เวลาเตรียมมากกว่าเล็กน้อยในช่วงแรก เพราะต้องไล่ดูประวัติแชท แต่ในระยะยาวกลับประหยัดเวลากว่า เพราะลดโอกาสที่แคมเปญจะเดินผิดทางตั้งแต่ต้นจนต้องแก้ไขทีหลัง
มีเครื่องมือช่วยดึงข้อมูลมาบรีฟแคมเปญได้ไหม
มี เช่น linli ที่ผูกที่มาของแอดกับบทสนทนาและผลการปิดการขายไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้ย้อนดูได้ว่าแคมเปญไหนที่ลูกค้าถามคำถามแบบไหนก่อนซื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยลดเวลาไล่เช็กเองก่อนบรีฟแคมเปญถัดไป
บทความที่เกี่ยวข้อง


