ร้านอาหารสัตว์กับลูกค้าที่ถามก่อนซื้อทุกครั้ง: เปลี่ยนคำปรึกษาใน LINE ให้เป็นออเดอร์ประจำ
สรุปสั้น ๆ
ลูกค้าร้านสัตว์เลี้ยงถามเยอะเพราะกลัวเลือกอาหารผิดแล้วน้องป่วย ไม่ใช่เพราะเรื่องมาก ร้านที่ได้ลูกค้าประจำจึงไม่ใช่ร้านที่ตอบราคาไวสุด แต่คือร้านที่ถามกลับให้ถูกว่าน้องเป็นสัตว์อะไร อายุเท่าไหร่ มีปัญหาสุขภาพอะไร แล้วแนะนำให้ตรงเคส คำปรึกษาที่ดีนี่แหละที่กลายเป็นออเดอร์ที่ซื้อซ้ำ
ร้านขายอาหารและของใช้สัตว์เลี้ยงเจ้าหนึ่งเปิดในโครงการหมู่บ้าน ขายหน้าร้านก็พอได้ แต่เจ้าของอยากดันยอดออนไลน์ เลยยิงแอดชวนคนทักเข้า LINE พอทำไปสักพักเขาโทรมาบ่นว่า 'คนทักเยอะแต่ถามอย่างเดียว ถามยี่ห้อนี้ดีไหม ให้แมวกินได้ไหม แล้วก็หายไป กว่าจะขายได้สักออเดอร์เหนื่อยมาก'
ผมขอเข้าไปนั่งอ่านแชทย้อนหลังสองสัปดาห์ แล้วเห็นภาพชัดเลย ลูกค้าพิมพ์มาว่า 'อาหารแมวยี่ห้อ A ราคาเท่าไหร่คะ' แอดมินตอบราคาปุ๊บ ลูกค้าเงียบ อีกคนถามว่า 'น้องหมาแพ้ไก่ กินอันไหนได้บ้าง' แอดมินตอบว่า 'มีสูตรแซลมอนค่ะ' แล้วก็จบ ไม่มีใครถามต่อว่าน้องหนักเท่าไหร่ อายุเท่าไหร่ เคยกินอะไรมาก่อน
ประเด็นคือคนเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ซื้อของกินให้ตัวเอง เขาซื้อให้สิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้และเขารักมาก ความกลัวอันดับหนึ่งคือเลือกผิดแล้วน้องท้องเสียหรือไม่ยอมกิน ร้านนี้ตอบทุกคำถามถูกหมด แต่ตอบเหมือนเครื่องคิดเลข ไม่เหมือนคนที่เข้าใจว่าเขากังวลอะไร บทความนี้ผมจะเล่าว่าเราปรับตรงนี้ยังไงจนคนที่เคยถามแล้วหาย กลายมาเป็นลูกค้าที่สั่งประจำทุกเดือน
ร้านตอบถูก แต่ตอบผิดคำถามที่ลูกค้ากลัวจริง
เวลาลูกค้าพิมพ์ว่า 'ยี่ห้อนี้ดีไหมคะ' สิ่งที่เขาถามจริง ๆ ไม่ใช่ 'ยี่ห้อนี้ได้รางวัลอะไรมาบ้าง' แต่คือ 'มันเหมาะกับน้องของฉันไหม น้องจะยอมกินไหม จะทำให้ท้องเสียเปล่า' คนละคำถามกันเลย ร้านที่ตอบแค่ว่า 'ดีค่ะ ขายดีมาก' เท่ากับไม่ได้ตอบสิ่งที่เขากังวลอยู่
ผมเลยให้แอดมินเปลี่ยนวิธีคิด แทนที่จะรีบตอบว่าอาหารตัวไหนดี ให้ถามกลับก่อนเสมอว่าน้องเป็นสัตว์อะไร พันธุ์อะไร อายุเท่าไหร่ น้ำหนักประมาณไหน แล้วตอนนี้กินอะไรอยู่ มีปัญหาสุขภาพหรือแพ้อะไรไหม พอถามแบบนี้ ลูกค้ารู้สึกทันทีว่าร้านนี้ใส่ใจน้องของเขา ไม่ได้แค่อยากขายของ
ความต่างนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะพอเราถามละเอียด เราจะแนะนำได้ตรงเคส เช่น น้องแมวอายุ 8 ปีที่เริ่มมีปัญหาไต ไม่ควรกินสูตรโปรตีนสูงเหมือนแมวเด็ก ถ้าเราแนะนำถูก ลูกค้าจะรู้สึกว่าเราคือคนที่เขาไว้ใจได้ ไม่ใช่แค่ร้านที่ถูกที่สุด และคนที่ไว้ใจร้านคือคนที่กลับมาซื้อซ้ำ
สร้าง 'โปรไฟล์น้อง' ตั้งแต่แชทแรก แล้วชีวิตง่ายขึ้นทั้งขบวน
สิ่งที่เราทำต่อคือให้แอดมินจดข้อมูลน้องของลูกค้าแต่ละคนไว้ พอรู้ว่าบ้านนี้เลี้ยงโกลเด้นหนัก 28 กิโล อายุ 3 ปี กินสูตรควบคุมน้ำหนักอยู่ ครั้งต่อไปที่ลูกค้าทักมา แอดมินไม่ต้องถามใหม่ทั้งหมด ทักได้เลยว่า 'น้องบอลใกล้หมดถุงหรือยังคะ' ลูกค้าประทับใจมากที่ร้านจำน้องของเขาได้
การจดโปรไฟล์ยังช่วยเรื่องการเดาว่าลูกค้าจะกลับมาเมื่อไหร่ อาหารถุงหนึ่งกินได้ประมาณกี่วันเรารู้จากน้ำหนักน้อง พอใกล้ครบเราทักไปเตือนก่อนของหมดพอดี ลูกค้าไม่ต้องกังวลว่าจะลืมสั่งจนน้องอดกิน อันนี้คือจุดที่การขายกลายเป็นบริการ
- ชนิดและพันธุ์สัตว์ — สุนัข/แมว/พันธุ์ เพราะความต้องการต่างกันมาก
- อายุและน้ำหนัก — ตัวกำหนดสูตรและปริมาณอาหารต่อวัน
- อาหารที่กินอยู่ตอนนี้ — เพื่อแนะนำการเปลี่ยนสูตรแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้ท้องเสีย
- ปัญหาสุขภาพ/อาการแพ้ — ไต ผิวหนัง แพ้ไก่ ฯลฯ ตัวชี้ว่าห้ามแนะนำอะไร
- รอบที่ของน่าจะหมด — คำนวณจากน้ำหนักน้อง เอาไว้ทักเตือนก่อนของหมด
อ่านสองบทแชทนี้ แล้วดูว่าอันไหนที่คุณอยากซื้อด้วย
แบบแรกคือแบบที่ร้านนี้เคยทำ ลูกค้า: 'อาหารแมวคิทเท่นถุงเล็กมีไหมคะ' แอดมิน: 'มีค่ะ ถุง 1 กิโล 320 บาท' ลูกค้า: 'อ๋อค่ะ' แล้วเงียบ จบตรงนั้น ร้านตอบเร็ว ตอบถูก แต่ไม่ได้ออเดอร์
แบบที่สองคือหลังปรับ ลูกค้า: 'อาหารแมวคิทเท่นถุงเล็กมีไหมคะ' แอดมิน: 'มีค่ะ พอดีลูกแมวช่วงกำลังโตต้องการโปรตีนสูงหน่อย ขอถามนิดนึงนะคะ น้องอายุประมาณกี่เดือน แล้วตอนนี้กินสูตรไหนอยู่คะ เดี๋ยวแนะนำให้ตรงกับวัยน้องเลย เผื่อบางสูตรเปลี่ยนแล้วน้องปรับตัวง่ายกว่า' — ลูกค้าตอบกลับทันทีว่า 'สองเดือนค่ะ เพิ่งรับมาเลย ยังไม่รู้ให้กินอะไรดี'
เห็นความต่างไหมครับ พอแอดมินแสดงว่าเข้าใจว่าลูกแมวสองเดือนต้องดูแลพิเศษ ลูกค้าที่กำลังกังวลเพราะเพิ่งรับน้องมาก็เปิดใจเล่าหมด จากคำถามเรื่องถุงเล็ก กลายเป็นการแนะนำอาหาร วิตามิน และของใช้จำเป็นสำหรับลูกแมวใหม่ ออเดอร์แรกโตขึ้นเป็นเท่าตัว และลูกค้ากลุ่มนี้แหละที่มักกลายเป็นลูกค้าประจำ เพราะเขาผูกพันกับร้านที่ช่วยเขาดูแลน้องตั้งแต่วันแรก
หัวใจของธุรกิจนี้ไม่ใช่ออเดอร์แรก แต่คือออเดอร์ที่สอง สาม สี่
ธุรกิจอาหารสัตว์มีข้อได้เปรียบที่หลายคนมองข้าม คือมันเป็นของกินที่ต้องซื้อซ้ำเรื่อย ๆ ตราบใดที่น้องยังอยู่ อาหารถุงหนึ่งหมดก็ต้องซื้อใหม่ ถ้าคุณได้ใจลูกค้าตั้งแต่ครั้งแรก เขาไม่มีเหตุผลจะเปลี่ยนร้าน เพราะการเปลี่ยนสูตรอาหารทีต้องลุ้นว่าน้องจะยอมกินไหม คนส่วนใหญ่ขี้เกียจเสี่ยง
เราเลยโฟกัสไปที่การทำให้ลูกค้าสั่งซ้ำง่ายที่สุด พอใกล้ครบรอบ แอดมินทักไปเตือนแบบเป็นกันเอง ไม่ใช่ยิงโปรขายของ ลูกค้าแค่พิมพ์ว่า 'สั่งเหมือนเดิมค่ะ' ก็จบ นี่คือแนวคิดเดียวกับการดูแลลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งต้นทุนถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก
ที่น่าสนใจคือพอเราเริ่มมองลูกค้าเป็น 'คนที่จะซื้อไปอีกนาน' ไม่ใช่ 'ออเดอร์ครั้งเดียว' ตัวเลขที่เจ้าของสนใจก็เปลี่ยนไป เขาเลิกดูแค่ว่าออเดอร์แรกกำไรเท่าไหร่ แล้วหันมาดูมูลค่าที่ลูกค้าคนหนึ่งสร้างตลอดเวลาที่อยู่กับร้านเทียบกับค่าแอดที่จ่ายไปดึงเขามา ซึ่งพอคิดแบบนี้ ค่าแอด 55 บาทต่อการทัก ที่ดูแพงในออเดอร์แรก กลับถูกมากเมื่อเทียบกับยอดที่ลูกค้าซื้อตลอดปี
ตัวเลขที่ขยับ และสิ่งที่เจ้าของเข้าใจผิดมาตลอด
ก่อนปรับ จากคนทัก 100 คน ร้านปิดการขายได้ราว 18 คน และเกือบทั้งหมดซื้อครั้งเดียวแล้วหายไป หลังปรับวิธีถาม-แนะนำ และเริ่มจดโปรไฟล์น้อง จากคนทัก 100 คน ปิดได้ราว 30 คน ตัวเลขนี้ดีขึ้นแต่ยังไม่ใช่จุดที่ทำให้เจ้าของตาโต
สิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองคือ ตอนที่เราลองไล่ดูลูกค้าที่ปิดได้ในเดือนแรกว่าสามเดือนถัดมาเขาทำอะไรบ้าง ปรากฏว่ากว่าครึ่งสั่งซ้ำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง บางคนสั่งทุกเดือน พอเอายอดรวมทั้งสามเดือนมาหารด้วยค่าแอดที่จ่ายไปดึงเขามาครั้งแรก เจ้าของถึงเข้าใจว่าเขาประเมินความคุ้มของแอดต่ำไปมาก เพราะดูแค่ออเดอร์แรก
จุดที่เราต้องแก้ระหว่างทางคือ เดิมทีร้านไม่รู้เลยว่าลูกค้าที่สั่งซ้ำเมื่อวานเป็นคนเดียวกับที่มาจากแอดเมื่อเดือนก่อน เพราะไม่มีที่บันทึกเชื่อมโยง ทำให้ยอดซื้อซ้ำถูกนับเป็น 'ลูกค้าที่อยู่ ๆ ก็ทักมา' พอเราผูกบทสนทนากลับไปที่แอดต้นทางได้ ภาพความคุ้มค่าจริงถึงโผล่ออกมา และนั่นเปลี่ยนวิธีที่เจ้าของตัดสินใจเรื่องงบไปเลย
สรุป
ลูกค้าร้านสัตว์เลี้ยงไม่ได้เรื่องมาก เขาแค่กลัวเลือกผิดแล้วน้องเดือดร้อน ร้านที่ได้ใจเขาจึงไม่ใช่ร้านที่ตอบราคาไวสุด แต่คือร้านที่ถามกลับให้ถูก แนะนำให้ตรงเคส และจำน้องของเขาได้ คำปรึกษาที่จริงใจนี่แหละที่กลายเป็นออเดอร์แรกที่ใหญ่ขึ้นและออเดอร์ซ้ำที่ตามมา
- ลูกค้าถามเยอะเพราะกลัวเลือกผิด ไม่ใช่เรื่องมาก — ตอบความกลัวก่อนตอบราคา
- จดโปรไฟล์น้องไว้ ทำให้แนะนำตรงเคสและทักเตือนสั่งซ้ำได้พอดีรอบ
- วัดความคุ้มจากมูลค่าตลอดอายุลูกค้า ไม่ใช่แค่ออเดอร์แรก
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมลูกค้าร้านสัตว์เลี้ยงถามเยอะแล้วไม่ค่อยซื้อ
เพราะเขาซื้อของให้สิ่งมีชีวิตที่รักและเลือกผิดไม่ได้ ความกลัวหลักคือน้องจะท้องเสียหรือไม่ยอมกิน ถ้าร้านตอบแค่ราคาโดยไม่แตะความกังวลตรงนั้น ลูกค้ามักเงียบเพราะยังไม่ได้คำตอบในสิ่งที่กลัวจริง ๆ
ควรถามอะไรลูกค้าก่อนแนะนำอาหารสัตว์
อย่างน้อยควรรู้ว่าน้องเป็นสัตว์อะไร พันธุ์ อายุ น้ำหนัก อาหารที่กินอยู่ และปัญหาสุขภาพหรืออาการแพ้ เพราะสูตรที่เหมาะกับลูกแมวต่างจากแมวแก่ที่มีปัญหาไตอย่างสิ้นเชิง การถามก่อนแนะนำทำให้ตรงเคสและลูกค้ารู้สึกว่าร้านใส่ใจน้องของเขา
การจดข้อมูลน้องของลูกค้าไว้ช่วยอะไรบ้าง
ช่วยให้ครั้งต่อไปไม่ต้องถามซ้ำ ทักได้ตรงตัวว่า 'น้องบอลใกล้หมดหรือยัง' ซึ่งลูกค้าประทับใจ และยังช่วยกะได้ว่าอาหารน่าจะหมดเมื่อไหร่ เพื่อทักเตือนก่อนของหมดพอดี เปลี่ยนการขายให้กลายเป็นบริการที่ลูกค้าไม่อยากเปลี่ยนร้าน
ควรทักเตือนลูกค้าให้สั่งซ้ำบ่อยแค่ไหน ไม่ให้รำคาญ
ยึดจากรอบที่ของน่าจะหมดจริง ไม่ใช่ยิงโปรถี่ ๆ ถ้าอาหารถุงหนึ่งกินได้ราวหนึ่งเดือน การทักเตือนก่อนครบรอบเล็กน้อยแบบเป็นกันเองมักได้รับการตอบรับดี เพราะช่วยไม่ให้น้องอดกิน ต่างจากข้อความขายของที่ลูกค้ามักเมิน
อาหารสัตว์ควรวัดความคุ้มของแอดยังไง เพราะราคาต่อออเดอร์ไม่สูง
ไม่ควรตัดสินจากออเดอร์แรกอย่างเดียว เพราะเป็นสินค้าที่ซื้อซ้ำ ควรดูมูลค่าที่ลูกค้าคนหนึ่งสร้างตลอดหลายเดือนเทียบกับค่าแอดที่ดึงเขามา ค่าแอดที่ดูแพงในออเดอร์แรกมักถูกลงมากเมื่อคิดรวมยอดซื้อซ้ำ
จะรู้ได้ยังไงว่ายอดซื้อซ้ำมาจากลูกค้าที่แอดพามาตอนแรก
ต้องมีที่บันทึกเชื่อมโยงว่าลูกค้าคนนี้มาจากแอดตัวไหนตั้งแต่แรก ไม่งั้นยอดซื้อซ้ำจะถูกนับเป็นลูกค้าที่อยู่ ๆ ก็ทักมา ทำให้ประเมินความคุ้มของแอดต่ำกว่าจริง การผูกบทสนทนากลับไปที่ที่มาของแอดจึงช่วยให้เห็นภาพตามความเป็นจริง
บทความที่เกี่ยวข้อง


