← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

ธุรกิจ B2B ปิดดีลผ่านแชท: จัดการวงจรขายยาวใน LINE โดยไม่ปล่อยดีลหลุด

02 ส.ค. 04:07 · อ่าน 1 นาที
ธุรกิจ B2B ปิดดีลผ่านแชท: จัดการวงจรขายยาวใน LINE โดยไม่ปล่อยดีลหลุด

สรุปสั้น ๆ

ดีล B2B ต่างจาก B2C ตรงที่คนทักน้อยแต่มูลค่าสูง ตัดสินใจเป็นทีม และวงจรขายยาวหลายเดือน กุญแจไม่ใช่การเร่งปิด แต่คือการคัดกรองว่าใครคือดีลจริง ตามอย่างมีจังหวะและมีเหตุผลใหม่ทุกครั้ง และบันทึกให้รู้ตลอดว่าแต่ละดีลคุยถึงไหน ติดที่ใคร

ทีมขายของบริษัทที่ขายซอฟต์แวร์และบริการให้ธุรกิจด้วยกัน ทักมาปรึกษาผมด้วยอาการที่ B2B เจอกันแทบทุกที่ 'ลีดเข้ามาก็คุยดีนะ แต่หลายดีลค้างเป็นเดือนแล้วก็เงียบหายไปเอง เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหลุดตอนไหน' นี่คือปัญหาที่ต่างจากการขายของชิ้นเล็กที่จบในแชทวันเดียวโดยสิ้นเชิง

ก่อนจะแก้ ต้องเข้าใจธรรมชาติของ B2B ก่อน หนึ่งคือคนที่ทักมาอาจไม่ใช่คนตัดสินใจ เขาอาจเป็นทีมที่ไปหาข้อมูลให้ผู้บริหาร สองคือดีลมูลค่าสูง ตัดสินใจผิดกระทบทั้งองค์กร เขาเลยรอบคอบและขอเทียบหลายเจ้า สามคือวงจรขายยาว ตั้งแต่คุยครั้งแรกถึงเซ็นสัญญาอาจหลายเดือน เพราะต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้น

ผมเข้าไปช่วยจัดระบบการดูแลดีลใหม่ ไม่ได้เน้นเร่งปิด แต่เน้นสองเรื่อง — รู้ว่าใครคือดีลที่ควรทุ่มเวลา และไม่ปล่อยดีลจริงหลุดเพราะตามไม่เป็นหรือลืมว่าคุยอะไรไปแล้ว บทความนี้เล่าจากสิ่งที่เราทำจริง

ไม่ใช่ทุกคนที่ทักมาคือดีลที่ควรทุ่มเวลา

ในงาน B2B เวลาของทีมขายมีจำกัดและมีค่ามาก การทุ่มเวลาทำข้อเสนอละเอียดให้ทุกคนที่ทักมาถามคือการกระจายกำลังผิดจุด เราออกแบบชุดคำถามคัดกรองที่ถามอย่างเป็นมืออาชีพตั้งแต่ต้น โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกโดนสอบสวน

คำถามที่ช่วยได้มากคือ ปัญหาหรือความต้องการหลักคืออะไร ขนาดองค์กรหรือปริมาณการใช้งานประมาณไหน มีกำหนดเวลาที่อยากเริ่มใช้เมื่อไหร่ และใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ คำถามเรื่องกำหนดเวลาและผู้เกี่ยวข้องช่วยแยกคนที่วางแผนจริงออกจากคนที่แค่สำรวจตลาดล่วงหน้า

จุดที่ผมย้ำคือ การคัดกรองไม่ได้แปลว่าเมินคนที่ยังไม่พร้อม คนที่บอกว่า 'ยังอยู่ช่วงศึกษา ปีหน้าถึงจะมีงบ' ก็มีค่า เราแค่จัดเขาไว้อีกกลุ่มเพื่อดูแลระยะยาว ไม่ทุ่มเวลาทำข้อเสนอด่วนให้ตอนนี้ การรู้ว่าใครอยู่จุดไหนช่วยจัดลำดับความสำคัญได้ถูก และไม่เผาเวลาทีมขายไปกับดีลที่ยังไม่สุก

คนที่คุยกับเรา มักไม่ใช่คนที่เซ็น

ความจริงที่ทีมขาย B2B ต้องยอมรับคือ คนที่แชทกับเราอยู่บ่อยครั้งไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย เขาอาจเป็นคนที่รวบรวมข้อมูลไปเสนอทีมหรือผู้บริหาร ถ้าเรามองข้ามจุดนี้ เราจะเสนอแบบที่ปิดได้เฉพาะกับคนตรงหน้า แต่ไปไม่ถึงคนที่เซ็นจริง

เราปรับวิธีคิดใหม่ ทุกอย่างที่เราส่งให้คนที่คุยด้วย ต้องอยู่ในรูปที่เขาเอาไปเสนอต่อได้ง่าย ไม่ใช่แค่ราคาลอย ๆ แต่มีเหตุผล มีการเทียบให้เห็นคุณค่า มีเคสที่เราเคยทำให้องค์กรลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เขาเอาไปพูดแทนเราในห้องประชุมที่เราไม่ได้อยู่ด้วยได้

เรายังถามตรง ๆ อย่างสุภาพว่า 'นอกจากคุณแล้ว มีใครอีกไหมครับที่ต้องเห็นข้อมูลนี้ เดี๋ยวผมจัดให้อยู่ในรูปที่ส่งต่อง่าย' คำถามนี้ช่วยให้เรารู้ว่าดีลต้องผ่านใครบ้าง และเตรียมข้อมูลให้ตรงกับข้อกังวลของแต่ละคน การตอบข้อกังวลของผู้เกี่ยวข้องล่วงหน้าช่วยให้ดีลเดินหน้าในห้องประชุมได้แม้เราไม่อยู่

ตามดีลที่ยาวเป็นเดือน โดยไม่ตื๊อและไม่หายไปเอง

ผมเห็นทีมขาย B2B พลาดสองแบบสุดโต่ง แบบแรกคือตื๊อทุกวันจนลูกค้ารำคาญและเมินไปเลย แบบสองคือส่งข้อเสนอไปแล้วหายเงียบ รอให้ลูกค้าติดต่อกลับเอง ซึ่งเขาไม่ค่อยทำเพราะยุ่ง ทั้งสองแบบเสียดีล ทางที่ถูกอยู่ตรงกลาง คือตามอย่างมีจังหวะและมีเหตุผลใหม่ทุกครั้ง

เราวางลำดับการตามที่เว้นระยะตามความยาวของวงจร ครั้งแรกไม่กี่วันหลังส่งข้อเสนอ เช็กว่าได้รับครบไหม มีตรงไหนอยากให้อธิบายเพิ่ม ครั้งถัดไปอาจส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น เคสที่คล้ายกัน หรือบทความที่ช่วยให้เขาตัดสินใจ ครั้งต่อไปค่อยใช้จังหวะจริง เช่น รอบราคาหรือคิวเริ่มงานที่ใกล้เต็ม หลักการเดียวกับการวางลำดับตามที่ให้คุณค่าใหม่ทุกครั้ง เพียงแต่จังหวะห่างกว่าเพราะวงจร B2B ยาว

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือบันทึกว่าดีลไหนคุยถึงไหน ใครเกี่ยวข้อง ติดที่ขั้นไหน กำลังรออะไร เพราะดีลที่คุยข้ามเดือนถ้าไม่จดจะลืมและถามซ้ำ ทำให้ดูไม่มืออาชีพ การจัดการข้อมูลดีลตรงนี้แหละที่แยกทีมที่ปิดดีลใหญ่ได้สม่ำเสมอ ออกจากทีมที่ปล่อยดีลหลุดเพราะจำไม่ได้ว่าคุยอะไรไปแล้ว

ขั้นของดีลสัญญาณสิ่งที่ควรทำ
เพิ่งทักยังไม่บอกความต้องการชัดคัดกรองด้วยคำถามปัญหา+กำหนดเวลา
ได้ข้อเสนอเอาไปเสนอในองค์กรจัดข้อมูลให้ส่งต่อง่าย ตอบข้อกังวลล่วงหน้า
ขอเดโม/ทดลองดีลจริง ใกล้ตัดสินใจดูแลใกล้ชิด ตามผลทดลอง
เงียบข้ามเดือนอาจติดอนุมัติภายในตามเป็นจังหวะ ส่งข้อมูลที่ช่วยดันในองค์กร

อย่าวัด B2B ด้วยไม้บรรทัดของ B2C

การวัดผลแอดหรือช่องทาง B2B ด้วยเกณฑ์เดียวกับ B2C คือความผิดพลาดที่ทำให้หลายบริษัทตัดงบผิด เพราะ B2B คนทักน้อยกว่ามาก ถ้าดูแค่จำนวนลีดจะรู้สึกว่าไม่ได้ผล ทั้งที่ลีดคนเดียวอาจกลายเป็นดีลหลักแสนหลักล้าน

สิ่งที่ต้องวัดคือมูลค่าของดีลที่ปิดได้เทียบกับต้นทุนที่ลงไป ไม่ใช่จำนวนลีด และต้องวัดในกรอบเวลาที่ยาวพอให้ดีลได้ปิด เพราะดีลที่ทักมาเดือนนี้อาจปิดอีกสี่ห้าเดือนข้างหน้า ถ้าตัดสินที่สิ้นเดือนว่าไม่คุ้ม อาจตัดสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นดีลใหญ่ทิ้ง การผูกดีลที่ปิดกลับไปที่ช่องทางต้นทางช่วยให้เห็นมูลค่าที่แท้จริงที่แต่ละช่องทางสร้าง ซึ่งสำหรับ B2B มักเซอร์ไพรส์ในทางที่ดีเมื่อมองมูลค่าแทนจำนวน

คำถามที่อยากฝากให้ทีมขาย B2B ถามตัวเองคือ ตอนนี้เรารู้ไหมว่าดีลที่ค้างอยู่แต่ละดีลติดที่ขั้นไหน และถ้าพรุ่งนี้คนที่ดูแลดีลลาออก จะมีใครรู้ไหมว่าดีลเหล่านั้นคุยถึงไหนแล้ว ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นแหละคือจุดที่ดีลหลุดโดยไม่มีใครรู้ตัว

สรุป

ดีล B2B ต่างจาก B2C ตรงที่คนทักน้อยแต่มูลค่าสูง ตัดสินใจเป็นทีม และวงจรขายยาวหลายเดือน กุญแจไม่ใช่การเร่งปิด แต่คือการคัดกรองว่าใครคือดีลจริง เตรียมข้อมูลให้คนที่คุยด้วยเอาไปเสนอต่อในองค์กรได้ และตามอย่างมีจังหวะและมีเหตุผลใหม่ทุกครั้ง

ที่ขาดไม่ได้คือการบันทึกว่าแต่ละดีลคุยถึงไหน ติดที่ใคร เพราะดีลที่คุยข้ามเดือนอาศัยความจำไม่ได้ และการวัดผลต้องมองมูลค่าในกรอบเวลายาว ไม่ใช่จำนวนลีดแบบ B2C ไม่งั้นจะตัดงบผิดและปล่อยดีลใหญ่หลุดโดยไม่รู้ตัว

  • คัดกรองก่อน อย่าทุ่มเวลาให้ทุกคนที่ทักมาเท่ากัน
  • เตรียมข้อมูลให้คนที่คุยด้วยเอาไปเสนอต่อในองค์กรได้
  • บันทึกทุกดีลว่าคุยถึงไหน และวัดผลด้วยมูลค่าในกรอบเวลายาว

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมดีล B2B ค้างนานแล้วเงียบหายไปเอง

ส่วนหนึ่งเพราะวงจรขายยาวและต้องผ่านหลายคนในองค์กร แต่ที่หลุดจริงมักเพราะทีมขายตามไม่เป็น คือไม่ตื๊อก็หายไปเลย และไม่มีบันทึกว่าดีลคุยถึงไหน พอลืมก็ปล่อยหลุด การมีจังหวะตามที่ชัดและที่บันทึกดีลช่วยลดการหลุดแบบนี้ได้มาก

จะคัดกรองว่าใครคือดีล B2B จริงยังไง

ถามอย่างเป็นมืออาชีพตั้งแต่ต้นว่าปัญหาหรือความต้องการคืออะไร ขนาดหรือปริมาณการใช้ประมาณไหน มีกำหนดเวลาเริ่มใช้เมื่อไหร่ และใครเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ คำตอบช่วยแยกคนวางแผนจริงออกจากคนที่แค่สำรวจ และจัดลำดับว่าดีลไหนควรทุ่มเวลาก่อน

ถ้าคนที่คุยด้วยไม่ใช่คนตัดสินใจ ควรทำยังไง

จัดทุกอย่างที่ส่งให้เขาอยู่ในรูปที่เอาไปเสนอต่อได้ง่าย มีเหตุผล มีการเทียบคุณค่า และเคสที่คล้ายกัน แทนที่จะเป็นราคาลอย ๆ และถามอย่างสุภาพว่ามีใครอีกที่ต้องเห็นข้อมูลนี้ เพื่อเตรียมให้ตรงกับข้อกังวลของแต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ

ควรตามดีล B2B บ่อยแค่ไหน

ไม่ควรถี่เหมือน B2C เพราะวงจรยาวและอีกฝ่ายยุ่ง ควรเว้นระยะและให้แต่ละครั้งมีเหตุผลใหม่ เช่น ส่งเคสที่เกี่ยวข้อง อัปเดตข้อมูล หรือแจ้งจังหวะเรื่องคิวหรือรอบราคา แทนการถามซ้ำว่าตัดสินใจยัง ซึ่งทำให้ดูตื๊อและลูกค้าเมิน

จะไม่ให้ลืมว่าแต่ละดีลคุยถึงไหนยังไง

ต้องมีที่บันทึกสถานะของแต่ละดีล ว่าคุยถึงขั้นไหน ใครเกี่ยวข้อง ติดอะไรอยู่ และรออะไร เพราะดีลที่คุยข้ามเดือนอาศัยความจำไม่ได้ การจดไว้ช่วยให้ตามได้ถูกจังหวะ ไม่ถามซ้ำ และถ้าคนดูแลเปลี่ยน คนอื่นก็สานต่อได้

จะวัดว่าช่องทางหาลีด B2B คุ้มไหมยังไง เพราะลีดน้อย

อย่าวัดด้วยจำนวนลีดเหมือน B2C เพราะ B2B ลีดน้อยแต่มูลค่าต่อดีลสูง ให้วัดมูลค่าของดีลที่ปิดได้เทียบกับต้นทุนที่ลงไป และวัดในกรอบเวลาที่ยาวพอให้ดีลได้ปิด พร้อมผูกดีลที่ปิดกลับไปที่ช่องทางต้นทาง เพื่อเห็นมูลค่าจริงที่แต่ละช่องทางสร้าง

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง