← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

ซอฟต์แวร์ B2B: จากคนกดขอเดโม สู่การปิดดีลผ่าน LINE ในตลาดที่คนตัดสินใจเป็นทีม

02 ส.ค. 04:05 · อ่าน 1 นาที
ซอฟต์แวร์ B2B: จากคนกดขอเดโม สู่การปิดดีลผ่าน LINE ในตลาดที่คนตัดสินใจเป็นทีม

สรุปสั้น ๆ

ขายซอฟต์แวร์ B2B ต่างจากขายของทั่วไปตรงที่คนตัดสินใจไม่ใช่คนเดียว ดีลผ่านหลายคนหลายขั้น และวงจรยาว การใช้ LINE ให้ได้ผลจึงไม่ใช่การเร่งปิดที่คนทักคนแรก แต่คือการเข้าใจว่าใครในองค์กรคือคนตัดสินใจจริง และช่วยคนที่คุยกับเราไปขายต่อภายใน

ทีมขายซอฟต์แวร์บริหารร้านอาหารเจ้านี้ยิงแอดได้คนกดขอเดโมเยอะพอสมควร แต่หัวหน้าทีมบ่นว่า 'ให้เดโมไปแล้วเงียบ บางเจ้าบอกว่าน่าสนใจแต่ขอกลับไปคุยในทีมก่อน แล้วก็หายไปเลย ไม่รู้ว่าติดตรงไหน'

ปัญหานี้เป็นหัวใจของการขาย B2B ที่ต่างจากการขายให้ผู้บริโภคทั่วไปโดยสิ้นเชิง เวลาขายของให้คนทั่วไป คนที่ทักมาคือคนที่จ่ายเงินและตัดสินใจเอง แต่ในการขายซอฟต์แวร์ให้ธุรกิจ คนที่กดขอเดโมมักไม่ใช่คนที่มีอำนาจเซ็นอนุมัติ เขาอาจเป็นผู้จัดการร้านที่ปวดหัวกับปัญหาหน้างาน แต่คนที่จ่ายเงินคือเจ้าของที่ไม่ได้คุยกับเราเลย

พอเข้าใจตรงนี้ วิธีทำงานก็เปลี่ยน เราต้องเลิกคิดว่าจะปิดดีลกับคนที่คุยด้วย แล้วเปลี่ยนมาคิดว่าจะช่วยคนที่คุยด้วยไป 'ขายต่อ' ให้คนตัดสินใจในองค์กรของเขายังไง บทความนี้จะเล่าว่าเราใช้ LINE จัดการดีลที่ซับซ้อนแบบนี้ตั้งแต่ขอเดโมจนปิดได้ยังไง

คนที่คุยกับเรา อาจไม่ใช่คนที่เซ็นเช็ก

สิ่งแรกที่เราสอนทีมขายคือ ในการคุยเดโมช่วงต้น ให้หาให้เจอว่าใครคือคนตัดสินใจจริง และกระบวนการอนุมัติภายในเป็นยังไง เราไม่ได้ถามแบบตรง ๆ ว่า 'คุณมีอำนาจตัดสินใจไหม' เพราะฟังดูไม่ดี แต่ถามแบบเนียนว่า 'ปกติเรื่องแบบนี้ในร้านคุณต้องผ่านใครบ้างครับ เดี๋ยวผมเตรียมข้อมูลให้ครบเผื่อคุณเอาไปคุยต่อ'

คำถามนี้ทำสองอย่าง หนึ่งคือทำให้เรารู้ว่าดีลนี้ต้องผ่านกี่ด่าน สองคือแสดงว่าเราเข้าใจและพร้อมช่วยเขาไปเสนอต่อ ไม่ใช่กดดันให้เขาตัดสินใจเอง เพราะถ้าเรากดดันคนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเงียบหนี

พอรู้ว่าใครคือคนตัดสินใจ เราปรับข้อมูลที่ให้ตามคนนั้น เช่น ถ้าคนเซ็นคือเจ้าของที่สนใจเรื่องตัวเลขและกำไร เราก็เตรียมข้อมูลว่าซอฟต์แวร์นี้ช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มยอดยังไง ไม่ใช่พูดแต่ฟีเจอร์ที่ผู้จัดการชอบ นี่คือการเตรียมคำตอบให้ตรงกับข้อกังวลของคนตัดสินใจตั้งแต่ก่อนเขาจะถาม

ช่วยคนที่คุยกับเราให้ไปขายต่อภายในองค์กรได้

คนที่คุยกับเราและชอบซอฟต์แวร์เรา เราเรียกเขาว่า 'คนใน' ที่จะช่วยผลักดันดีลจากข้างใน แต่เขาไม่ใช่นักขายมืออาชีพ ถ้าเราปล่อยให้เขาไปอธิบายเองในทีม เขามักอธิบายได้ไม่ครบ เจ้านายถามอะไรตอบไม่ได้ ดีลก็ตกม้าตายตรงนั้น

เราเลยเตรียมของให้เขาถือไปขายต่อ ทำเอกสารสรุปสั้น ๆ ที่ตอบคำถามที่เจ้าของมักถาม เช่น ลงทุนเท่าไหร่ คุ้มยังไง ใช้ยากไหม พนักงานต้องเรียนรู้นานไหม เตรียมไว้ในรูปที่เขาส่งต่อได้ง่ายใน LINE หรือปรินต์ไปประชุมได้ เท่ากับเราติดอาวุธให้คนในไปสู้แทนเรา

บางเคสเราขอเข้าไปนำเสนอกับทีมเขาโดยตรงเลยถ้าเปิดโอกาส เพราะการให้คนตัดสินใจได้ถามเราตรง ๆ ดีกว่าให้คนในไปเล่าต่อแบบผ่านมือสอง แต่ถ้าเข้าไม่ได้ อย่างน้อยการติดอาวุธให้คนในก็ช่วยให้ดีลไม่ตกกลางทางเพราะอธิบายไม่ครบ

วงจรขายยาว ต้องตามแบบมืออาชีพ ไม่ตื๊อไม่หาย

ดีล B2B ที่ต้องผ่านหลายคนใช้เวลาเป็นเดือน ความผิดพลาดที่ทีมขายชอบทำมีสองแบบสุดโต่ง แบบแรกคือตื๊อถามทุกวันว่าตัดสินใจยัง จนคนในรำคาญและเริ่มหลบ แบบสองคือส่งเดโมไปแล้วหายเงียบ รอให้เขาติดต่อกลับเอง ซึ่งดีลก็เย็นลงแล้วหลุดไป

ทางที่ถูกคือตามอย่างมีจังหวะและมีเหตุผลใหม่ทุกครั้ง ครั้งแรกไม่กี่วันหลังเดโม เช็กว่าทีมเขามีคำถามอะไรเพิ่มไหม ครั้งถัดไปเว้นระยะแล้วส่งของที่ช่วยดันดีล เช่น เคสร้านที่ใช้แล้วได้ผล หรือข้อมูลที่ตอบข้อกังวลที่เขาบอกว่าติดอยู่ หลักการเดียวกับการวางลำดับตามที่ให้คุณค่าใหม่ทุกครั้ง แต่จังหวะห่างกว่าเพราะ B2B วงจรยาว

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือบันทึกว่าดีลไหนคุยถึงไหน ติดที่ขั้นไหน ใครเป็นคนตัดสินใจ เพราะดีลที่คุยข้ามเดือนถ้าไม่จดไว้จะลืมแล้วถามซ้ำ ทำให้ดูไม่มืออาชีพ การจัดการข้อมูลดีลตรงนี้คือสิ่งที่แยกทีมที่ปิดดีลใหญ่ได้ออกจากทีมที่ปล่อยหลุด

ขั้นของดีลสัญญาณสิ่งที่ควรทำ
กดขอเดโมยังไม่รู้ว่าใครตัดสินใจหาว่าใครเซ็น ปรับข้อมูลตามคนนั้น
ดูเดโมแล้วขอกลับไปคุยในทีมติดอาวุธเอกสารให้คนในไปเสนอต่อ
คุยในทีมแล้วติดที่เจ้าของ/งบเสนอเข้าไปนำเสนอตรง ตอบข้อกังวลเงิน
เงียบข้ามเดือนอาจติดอนุมัติภายในตามเป็นจังหวะ ส่งเคสที่ช่วยดัน

วัดผลแอด B2B ที่มูลค่าดีล ไม่ใช่จำนวนคนกดเดโม

การวัดผลแอดซอฟต์แวร์ B2B ด้วยไม้บรรทัดเดียวกับของ B2C คือความผิดพลาดที่ทำให้ตัดงบผิด เพราะ B2B คนกดขอเดโมน้อยกว่ามาก ถ้าดูแค่จำนวนจะรู้สึกว่าแอดไม่ได้ผล ทั้งที่ลูกค้ารายเดียวอาจเป็นสัญญาที่จ่ายรายเดือนต่อเนื่องเป็นปี มูลค่ารวมสูงกว่าลูกค้าปลีกหลายเท่า

สิ่งที่ต้องวัดคือมูลค่าของดีลที่ปิดได้เทียบกับค่าแอด และต้องวัดในกรอบเวลาที่ยาวพอให้ดีลได้ปิด เพราะดีลที่กดเดโมเดือนนี้อาจปิดอีกสามเดือนข้างหน้า การผูกดีลที่ปิดกลับไปที่แอดต้นทางช่วยให้เห็นมูลค่าที่แท้จริงที่แอดสร้าง ซึ่งสำหรับ B2B ตัวเลขมักดูดีขึ้นเยอะเมื่อมองที่มูลค่าแทนจำนวน โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงมูลค่าตลอดอายุลูกค้าเทียบกับต้นทุนหาลูกค้าของสัญญาที่ต่ออายุเรื่อย ๆ

สรุป

การขายซอฟต์แวร์ B2B ผ่าน LINE ไม่ได้ชนะด้วยการเร่งปิดที่คนกดเดโมคนแรก เพราะคนที่คุยกับเรามักไม่ใช่คนที่เซ็นอนุมัติ กุญแจคือหาให้เจอว่าใครคือคนตัดสินใจจริง ปรับข้อมูลตามคนนั้น และช่วยคนที่คุยกับเราให้ไปขายต่อภายในองค์กรได้ครบ

ดีล B2B วงจรยาวต้องตามอย่างมืออาชีพที่ไม่ตื๊อไม่หาย และบันทึกให้ชัดว่าแต่ละดีลติดที่ขั้นไหน ที่สำคัญคือวัดผลแอดที่มูลค่าดีลในกรอบเวลาที่ยาวพอ ไม่ใช่จำนวนคนกดเดโม เพราะลูกค้ารายเดียวอาจมีมูลค่าสูงกว่าลูกค้าปลีกหลายเท่า

  • คนกดเดโมมักไม่ใช่คนเซ็น — หาให้เจอว่าใครตัดสินใจจริง
  • ติดอาวุธเอกสารให้คนในไปขายต่อภายในองค์กร
  • วัดผลแอดที่มูลค่าดีลในกรอบเวลายาว ไม่ใช่จำนวนคนกดเดโม

คำถามที่พบบ่อย

ให้เดโมซอฟต์แวร์ไปแล้วลูกค้าเงียบ ควรทำยังไง

อย่ารีบสรุปว่าเขาไม่สนใจ บ่อยครั้งคนที่คุยกับเราไม่ใช่คนตัดสินใจ เขาต้องเอาไปคุยในทีมก่อน ลองหาให้เจอว่าใครคือคนเซ็นจริง แล้วช่วยเตรียมข้อมูลให้คนที่คุยกับเราไปเสนอต่อภายในองค์กรได้ครบ แทนที่จะกดดันให้เขาตัดสินใจเอง

จะรู้ได้ยังไงว่าใครในองค์กรคือคนตัดสินใจจริง

ถามแบบเนียนตั้งแต่ช่วงเดโม เช่น เรื่องแบบนี้ปกติต้องผ่านใครบ้าง เดี๋ยวเตรียมข้อมูลให้ครบเผื่อเอาไปคุยต่อ คำถามนี้ทำให้รู้ว่าดีลต้องผ่านกี่ด่าน และแสดงว่าเราพร้อมช่วยเขาเสนอต่อ ไม่ใช่กดดันคนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ

คนที่คุยกับเราชอบซอฟต์แวร์ แต่เจ้านายไม่เอา จะทำยังไง

ช่วยติดอาวุธให้คนในไปขายต่อ ทำเอกสารสรุปสั้น ๆ ที่ตอบคำถามที่เจ้าของมักถาม เช่น ลงทุนเท่าไหร่ คุ้มยังไง ใช้ยากไหม ในรูปที่ส่งต่อได้ง่าย และถ้าเปิดโอกาส ให้เสนอเข้าไปนำเสนอกับคนตัดสินใจโดยตรง เพราะดีกว่าให้คนในเล่าต่อแบบมือสอง

ควรตามดีล B2B บ่อยแค่ไหน

ไม่ควรถี่จนตื๊อและไม่ควรหายเงียบ ให้ตามอย่างมีจังหวะและมีเหตุผลใหม่ทุกครั้ง เช่น ส่งเคสที่ใช้แล้วได้ผล หรือข้อมูลที่ตอบข้อกังวลที่เขาบอกว่าติดอยู่ เพราะวงจร B2B ยาว การเว้นระยะที่เหมาะและให้คุณค่าทุกครั้งได้ผลกว่าการทวงซ้ำ

ทำไมต้องปรับข้อมูลตามคนตัดสินใจแต่ละคน

เพราะคนแต่ละบทบาทสนใจคนละเรื่อง ผู้จัดการหน้างานสนใจว่าใช้ง่ายช่วยงานประจำวันไหม แต่เจ้าของที่เซ็นเช็กสนใจว่าคุ้มเงินและช่วยกำไรยังไง ถ้าเราพูดแต่ฟีเจอร์ที่ผู้จัดการชอบแต่ไม่ตอบเรื่องเงินให้เจ้าของ ดีลก็ตกม้าตายตอนอนุมัติ

จะวัดผลแอดซอฟต์แวร์ B2B ยังไงในเมื่อคนกดเดโมน้อย

อย่าวัดที่จำนวนคน ให้วัดที่มูลค่าของดีลที่ปิดได้เทียบกับค่าแอด และมองในกรอบเวลาที่ยาวพอ เพราะลูกค้า B2B รายเดียวอาจเป็นสัญญาที่จ่ายต่อเนื่องเป็นปี มูลค่ารวมสูงกว่าลูกค้าปลีกหลายเท่า การผูกดีลกลับไปที่แอดต้นทางช่วยให้เห็นภาพจริง

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง