← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ตั้ง Attribution Window 7 วันหรือ 28 วัน ตัวเลข ROAS ที่รายงานเจ้านายจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 11:47อัปเดต 10 ก.ค. 11:47อ่าน 1 นาที
ตั้ง Attribution Window 7 วันหรือ 28 วัน ตัวเลข ROAS ที่รายงานเจ้านายจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Attribution Window คือกรอบเวลาที่แพลตฟอร์มโฆษณายอมนับว่าการซื้อยังเกี่ยวข้องกับคลิกก่อนหน้าอยู่ ยิ่งตั้งกรอบยาว ยิ่งมีโอกาสจับคู่ยอดขายเข้ากับคลิกได้มากขึ้น ทำให้ ROAS ที่รายงานดูดีขึ้นโดยที่ยอดขายจริงไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่บาทเดียว

‘PetWell’ (ชื่อสมมติ) ร้านขายอาหารเสริมสัตว์เลี้ยงออนไลน์ที่ปิดยอดผ่านไลน์เป็นหลัก เจอเรื่องแปลกที่ทำให้ทีมการตลาดงงไปพักหนึ่ง คือเดือนที่แล้วมีคนแนะนำให้ลองเปลี่ยนการตั้งค่า attribution window ใน Facebook Ads Manager จาก 7-day click เป็น 28-day click ผลคือ ROAS ที่เคยรายงานอยู่ที่ 3.2 เท่า พุ่งขึ้นเป็น 4.6 เท่าทันทีในหน้ารายงาน โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแอดหรือเพิ่มงบอะไรเลยสักบาท

เจ้าของร้านดีใจมากตอนแรก คิดว่าแอดตัวเองเก่งขึ้นเฉย ๆ แต่พอเช็กยอดขายจริงในบัญชีธนาคารกลับพบว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเดียวกันเลย นั่นเป็นจุดที่ทำให้เริ่มสงสัยว่าตัวเลข ROAS ที่เห็นในหน้าแอดจริง ๆ แล้วบอกอะไรกันแน่

เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่เป็นกลไกปกติของการตั้งค่า attribution window ที่หลายคนไม่เคยตั้งคำถาม บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมแค่เปลี่ยนตัวเลขกรอบเวลา ถึงทำให้ ROAS ที่รายงานเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

Attribution Window คืออะไรกันแน่

Attribution Window คือระยะเวลาหลังจากลูกค้าคลิกโฆษณา ที่แพลตฟอร์มยังยอมนับว่าการซื้อที่เกิดขึ้นภายในช่วงนั้นเกี่ยวข้องกับคลิกดังกล่าว เช่นถ้าตั้ง 7-day click ลูกค้าคลิกวันจันทร์แล้วซื้อภายในวันอาทิตย์ถัดไป จะถูกนับเป็นผลจากคลิกนั้น แต่ถ้าซื้อวันจันทร์ถัดไปอีกสัปดาห์ (เกิน 7 วัน) จะไม่ถูกนับเป็นผลจากคลิกนั้นแล้ว

พอขยายกรอบเป็น 28-day click ลูกค้าคนเดียวกันที่ซื้อภายในเกือบหนึ่งเดือนหลังคลิก ก็ยังถูกนับเป็นผลจากคลิกนั้นอยู่ ทำให้จำนวนการซื้อที่ ‘จับคู่ได้กับคลิกโฆษณา’ เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ทั้งที่พฤติกรรมลูกค้าจริง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

ทำไม ROAS ถึงเปลี่ยนทั้งที่ยอดขายจริงเท่าเดิม

ROAS คำนวณจากยอดขายที่ ‘แอดอ้างว่าเป็นผลจากตัวเอง’ หารด้วยค่าโฆษณาที่จ่ายไป เมื่อกรอบเวลานับคลิกยาวขึ้น จำนวนยอดขายที่ถูกนับเข้ามาในสูตรก็มากขึ้นตามไปด้วย แม้ยอดขายรวมทั้งหมดของธุรกิจจะเท่าเดิม เพราะมันแค่ ‘แย่งเครดิต’ จากยอดขายที่จะถูกนับเป็นออร์แกนิกหรือช่องทางอื่นอยู่แล้ว มาเป็นของแอดแทน

กรณีของ PetWell ยอดขายบางส่วนที่เคยถูกนับว่ามาจากลูกค้าที่พิมพ์ชื่อร้านเข้ามาตรง ๆ โดยไม่ผ่านแอด พอขยายกรอบเป็น 28 วัน กลับถูกแอด Facebook แย่งเครดิตไปแทน เพราะลูกค้ากลุ่มนั้นเคยคลิกแอดไว้เมื่อสามสัปดาห์ก่อนโดยที่ไม่ได้ซื้อทันที การแย่งเครดิตแบบนี้ทำให้ ROAS ของแอดดูดีขึ้น แต่ภาพรวมธุรกิจไม่ได้ดีขึ้นตามจริง

ตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบ 7 วันกับ 28 วัน

การตั้งค่า Windowยอดขายที่จับคู่ได้กับแอดROAS ที่รายงาน
7-day click310,000 บาท3.2 เท่า
28-day click445,000 บาท4.6 เท่า
ยอดขายจริงทั้งร้าน (ไม่เปลี่ยน)620,000 บาท-

แล้วควรตั้งกรอบเวลาแบบไหนถึงจะไม่หลอกตัวเอง

  • ใช้กรอบเวลาที่ใกล้เคียงกับวงจรขายจริงของธุรกิจตัวเอง ไม่ใช่เลือกกรอบที่ยาวที่สุดเพราะทำให้ตัวเลขดูดี ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ปิดภายในสามวัน การตั้ง 28 วันจะทำให้ตัวเลขบวมเกินจริง
  • เปรียบเทียบ ROAS ที่ต่างกรอบเวลาไว้เสมอ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเดียว เพื่อให้เห็นว่าความต่างมากแค่ไหนและควรเชื่อตัวไหนมากกว่ากัน
  • ยึดยอดขายจริงในบัญชีเป็นหลักสุดท้ายเสมอ ไม่ว่าตัวเลขในหน้าแอดจะรายงานสวยแค่ไหน เพราะสุดท้ายเงินที่เข้าบัญชีจริงคือความจริงเดียวที่ไม่ถูกกรอบเวลาบิดเบือน
  • ถ้าจะรายงานให้เจ้าของธุรกิจหรือเจ้านายฟัง ให้ระบุกรอบเวลาที่ใช้กำกับไว้ในรายงานเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเวลาต้องเทียบตัวเลขข้ามเดือนที่อาจตั้งค่าไม่เหมือนกัน

สรุป

ตัวเลข ROAS ที่ดูดีขึ้นไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีขึ้นเสมอไป บางครั้งมันแค่เป็นผลจากการปรับกรอบเวลานับคลิกให้ยาวขึ้น ซึ่งเป็นการตกแต่งตัวเลขโดยไม่ตั้งใจมากกว่าการปรับปรุงผลงานจริง

ก่อนรายงานตัวเลข ROAS ให้ใครฟัง ลองถามตัวเองก่อนว่ากรอบเวลาที่ใช้อยู่นั้นสะท้อนพฤติกรรมลูกค้าจริงหรือเป็นแค่ค่าที่ทำให้ตัวเลขดูสวยที่สุด

  • Attribution Window ที่ยาวขึ้นทำให้ ROAS ดูดีขึ้นได้ โดยที่ยอดขายจริงไม่เปลี่ยน
  • ควรตั้งกรอบเวลาให้ใกล้เคียงวงจรขายจริง ไม่ใช่เลือกกรอบที่ทำให้ตัวเลขสวยที่สุด
  • ยึดยอดขายจริงในบัญชีเป็นเกณฑ์สุดท้ายเสมอ ไม่ว่าหน้ารายงานแอดจะโชว์ตัวเลขอะไร

คำถามที่พบบ่อย

แพลตฟอร์มไหนควรตั้งกรอบเวลายาวกว่ากัน Facebook หรือ TikTok

ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมลูกค้าจริงของธุรกิจคุณบนแต่ละแพลตฟอร์ม บางธุรกิจลูกค้าจาก TikTok ตัดสินใจไวกว่าฝั่ง Facebook ก็ควรตั้งกรอบสั้นกว่า ควรเช็กจากข้อมูลจริงมากกว่าใช้ค่าเริ่มต้นที่แพลตฟอร์มตั้งมาให้

การตั้งกรอบเวลาสั้นเกินไปมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

ความเสี่ยงคือจะมองข้ามยอดขายที่มาจากลูกค้าที่ใช้เวลาตัดสินใจนานกว่าปกติ ทำให้ ROAS ดูแย่กว่าความเป็นจริง และอาจนำไปสู่การตัดงบโฆษณาที่จริง ๆ แล้วยังทำงานได้ดีอยู่ เพียงแต่ผลลัพธ์มาช้ากว่ากรอบเวลาที่ตั้งไว้

ทำไมแพลตฟอร์มโฆษณาไม่ตั้งกรอบเวลาให้ตรงกับความจริงของแต่ละธุรกิจไปเลย

เพราะแพลตฟอร์มต้องมีค่าเริ่มต้นที่ใช้ได้กับธุรกิจหลากหลายประเภทพร้อมกัน จึงเลือกค่ากลาง ๆ ที่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน หน้าที่ของแต่ละธุรกิจคือต้องปรับกรอบเวลาให้เข้ากับพฤติกรรมลูกค้าจริงของตัวเองเอง ไม่ใช่ใช้ค่าเริ่มต้นแบบไม่ตั้งคำถาม

ควรเชื่อ ROAS จากแอดหรือยอดขายจริงในบัญชีมากกว่ากัน

ยอดขายจริงในบัญชีควรเป็นเกณฑ์สุดท้ายเสมอ เพราะ ROAS ในหน้าแอดขึ้นอยู่กับการตั้งค่ากรอบเวลาและโมเดล attribution ที่เลือก ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้โดยที่ยอดขายจริงไม่เปลี่ยน ควรใช้ ROAS เป็นตัวช่วยตัดสินใจเชิงทิศทาง ไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องเชื่อ 100%

มีวิธีดูว่ายอดขายจริงตรงกับที่แอดรายงานแค่ไหนไหม

มี ควรเทียบยอดขายรวมทั้งเดือนจากบัญชีจริงกับยอดขายที่ทุกแพลตฟอร์มโฆษณารวมกันอ้างว่าเป็นผลงานตัวเอง ถ้าตัวเลขรวมจากแอดสูงกว่ายอดขายจริงมาก แปลว่ามีการนับซ้ำเกิดขึ้นจากกรอบเวลาที่ทับซ้อนกันระหว่างแพลตฟอร์ม

ลองตรวจด้วยตัวเอง

เครื่องคำนวณ ROI โฆษณาเข้า LINE

ใส่งบโฆษณากับตัวเลข Funnel ของคุณ แล้วดู ROAS, ROI และต้นทุนต่อลูกค้าจริง

คำนวณ ROI ฟรี →

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

AI ประหยัดเวลาแอดมินไปเดือนละหลายหมื่น แต่ต้องเสียอัตราปิดกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังคุ้ม

AI ประหยัดเวลาแอดมินไปเดือนละหลายหมื่น แต่ต้องเสียอัตราปิดกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังคุ้ม

การเลือกใช้ AI แทนแอดมินไม่ใช่แค่ดูว่าประหยัดต้นทุนคนไปเท่าไหร่ แต่ต้องคำนวณด้วยว่าถ้าอัตราปิดการขายลดลงจากความเป็นบอทมากไป จุดไหนที่เริ่มไม่คุ้ม
ไม่ต้องมีทีมดาต้าไซแอนซ์ก็คำนวณ LTV ลูกค้าได้ แค่เอาแชทกับประวัติออเดอร์มากางคู่กัน

ไม่ต้องมีทีมดาต้าไซแอนซ์ก็คำนวณ LTV ลูกค้าได้ แค่เอาแชทกับประวัติออเดอร์มากางคู่กัน

หลายร้านรู้แค่ยอดขายรวมรายเดือนแต่ไม่รู้ว่าลูกค้าหนึ่งคนมีมูลค่าตลอดอายุการซื้อเท่าไหร่ บทความนี้สอนวิธีคำนวณ LTV แบบง่ายจากข้อมูลแชทและออเดอร์ที่ร้านมีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้สูตรซับซ้อน
งบแอดต่อแอดมินหนึ่งคนควรอยู่ที่เท่าไหร่ กรอบคิดก่อนตัดสินใจจ้างคนที่สาม

งบแอดต่อแอดมินหนึ่งคนควรอยู่ที่เท่าไหร่ กรอบคิดก่อนตัดสินใจจ้างคนที่สาม

หลายร้านตัดสินใจจ้างแอดมินเพิ่มจาก ‘ความรู้สึกว่างานเยอะ’ ล้วน ๆ บทความนี้เสนอกรอบคิดที่จับต้องได้กว่านั้น โดยดูสัดส่วนงบแอดต่อความจุแอดมิน เพื่อจ้างคนถัดไปให้ทันเวลา