← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

AI ประหยัดเวลาแอดมินไปเดือนละหลายหมื่น แต่ต้องเสียอัตราปิดกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังคุ้ม

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 11:47อัปเดต 10 ก.ค. 11:47อ่าน 1 นาที
AI ประหยัดเวลาแอดมินไปเดือนละหลายหมื่น แต่ต้องเสียอัตราปิดกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังคุ้ม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การประหยัดต้นทุนแอดมินด้วย AI ต้องถูกชั่งน้ำหนักกับอัตราปิดการขายที่อาจลดลง สูตรง่าย ๆ คือเทียบ 'เงินที่ประหยัดได้จากค่าคน' กับ 'รายได้ที่หายไปจากอัตราปิดที่ลดลง' ถ้าตัวหลังมากกว่าตัวแรก การ automate นั้นไม่คุ้มแม้จะดูประหยัดในกระดาษ

ร้านขายอุปกรณ์ออกกำลังกายสมมติชื่อ 'ฟิตสโตร์' เคยจ้างแอดมินสามคนดูแลแชท รวมต้นทุนเดือนละประมาณเก้าหมื่นบาท พอเปลี่ยนมาใช้ AI ตอบแชททั้งหมด ต้นทุนคนลดเหลือศูนย์ทันที ดูเผิน ๆ เหมือนประหยัดไปเดือนละเก้าหมื่นเต็ม ๆ

แต่ตัวเลขที่ไม่มีใครคำนวณคู่กันคือ อัตราปิดการขายจากแชทลดลงจากที่เคยอยู่ราวสิบสองเปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณแปดเปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดแชทเข้ามาเดือนละสองพันข้อความและมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ราวเก้าร้อยบาท ส่วนต่างสี่เปอร์เซ็นต์นี้คิดเป็นออเดอร์ที่หายไปประมาณแปดสิบออเดอร์ต่อเดือน หรือคิดเป็นรายได้ที่หายไปราวเจ็ดหมื่นสองพันบาท

ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่สถิติที่เก็บมาอย่างเป็นทางการ แต่มันแสดงให้เห็นว่าถ้าเอาแค่ 'ประหยัดเก้าหมื่น' มาเทียบ โดยไม่หักลบ 'เสียเจ็ดหมื่นสองพัน' ธุรกิจจะเข้าใจผิดว่า automate ครั้งนี้คุ้มกว่าที่เป็นจริงมาก

สูตรคำนวณง่าย ๆ ที่ควรใช้ก่อนตัดสินใจ automate เต็มรูปแบบ

สูตรที่ใช้ได้จริงไม่ซับซ้อน คือ (ต้นทุนคนที่ประหยัดได้) ลบด้วย (จำนวนออเดอร์ที่หายไปจากอัตราปิดที่ลดลง คูณ มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์) ถ้าผลลัพธ์ยังเป็นบวก การ automate นั้นคุ้มค่า ถ้าติดลบ แปลว่าประหยัดต้นทุนคนไปแลกกับรายได้ที่หายมากกว่า

จุดที่คนมักพลาดคือคำนวณแค่ฝั่งต้นทุนที่ประหยัดได้ เพราะเป็นตัวเลขที่ชัดเจนและวัดง่าย ในขณะที่อัตราปิดการขายที่ลดลงเป็นตัวเลขที่ต้องเจาะลึกไปดูรายงานย้อนหลัง หลายทีมเลยข้ามขั้นตอนนี้ไปโดยไม่ตั้งใจ

ลองใส่ตัวเลขฟิตสโตร์ลงในสูตร

รายการตัวเลข
ต้นทุนแอดมินที่ประหยัดได้ต่อเดือน90,000 บาท
จำนวนแชทต่อเดือน2,000 ข้อความ
อัตราปิดก่อน automate12%
อัตราปิดหลัง automate8%
ออเดอร์ที่หายไป (4% ของ 2,000)80 ออเดอร์
มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์900 บาท
รายได้ที่หายไป72,000 บาท
ผลสุทธิ (90,000 - 72,000)+18,000 บาท ยังคุ้มอยู่ แต่คุ้มน้อยกว่าที่คิดตอนแรกมาก

จุดไหนที่ตัวเลขจะพลิกกลายเป็นไม่คุ้ม

จากตัวอย่างข้างบน ถ้าอัตราปิดลดลงมากกว่าสี่เปอร์เซ็นต์ หรือถ้ามูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์สูงกว่าเก้าร้อยบาท ผลสุทธิจะเริ่มติดลบทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจที่ขายของราคาสูงต่อชิ้นจึงควรระวังเป็นพิเศษก่อนจะ automate เต็มรูปแบบ เพราะแค่อัตราปิดขยับลงเล็กน้อยก็กระทบรายได้มากกว่าธุรกิจที่ขายของราคาต่ำ

อีกจุดที่ต้องคิดคือต้นทุนแฝงอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสูตร เช่นอัตราการเลิกซื้อของลูกค้าเก่าที่อาจเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ที่เย็นชาลง ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาวที่ไม่โผล่ในตัวเลขเดือนแรก

ทางที่แนะนำ: automate บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด

  • ให้ AI รับงานคำถามพื้นฐานที่ไม่กระทบอัตราปิดมากนัก แล้วให้คนดูแลเฉพาะดีลที่มูลค่าสูงหรือมีความซับซ้อน
  • คำนวณสูตรข้างต้นก่อนตัดสินใจทุกครั้งที่จะเพิ่มระดับ automation ไม่ใช่ตัดสินใจจากแค่ตัวเลขต้นทุนที่ประหยัดได้
  • ทบทวนตัวเลขทุกไตรมาส เพราะอัตราปิดและมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์อาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาหรือสินค้าที่ขาย

สรุป

การประหยัดต้นทุนคนด้วย AI เป็นตัวเลขที่ชัดเจนและน่าดึงดูดใจ แต่ถ้าไม่หักลบด้วยรายได้ที่อาจหายไปจากอัตราปิดที่ลดลง การตัดสินใจ automate อาจดูดีในกระดาษมากกว่าความเป็นจริง

ลองใช้สูตรง่าย ๆ ในบทความนี้คำนวณกับตัวเลขจริงของธุรกิจตัวเอง ก่อนตัดสินใจเพิ่มระดับ automation ไปมากกว่านี้ เพราะบางครั้งคำตอบที่ได้อาจไม่ใช่ 'automate ทั้งหมด' หรือ 'ไม่ automate เลย' แต่คือจุดกึ่งกลางที่พอดีกับธุรกิจของตัวเอง

  • เทียบต้นทุนคนที่ประหยัดได้กับรายได้ที่หายไปจากอัตราปิดที่ลดลงเสมอ ก่อนตัดสินใจ automate เพิ่ม
  • ธุรกิจที่ขายของราคาสูงต่อชิ้นควรระวังเป็นพิเศษ เพราะอัตราปิดขยับลงเล็กน้อยก็กระทบรายได้มาก
  • ทบทวนตัวเลขทุกไตรมาส เพราะอัตราปิดและมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์เปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่มีข้อมูลอัตราปิดก่อน-หลัง automate จะคำนวณสูตรนี้ยังไง

ควรเริ่มเก็บข้อมูลอัตราปิดตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนระบบ อย่างน้อยสองสามสัปดาห์เป็นฐาน แล้วเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันหลังเปลี่ยน เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล

สูตรนี้ใช้ได้กับทุกธุรกิจไหม

ใช้เป็นกรอบคิดได้กับธุรกิจที่ขายผ่านแชทเป็นหลัก แต่ตัวเลขมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์และอัตราปิดต้องปรับตามธุรกิจของแต่ละคน ไม่ควรเอาตัวเลขตัวอย่างในบทความไปใช้ตรง ๆ

ผลสุทธิเป็นบวกแค่นิดเดียวอย่างในตัวอย่าง ยังควร automate ต่อไหม

ควรพิจารณาความเสี่ยงระยะยาวด้วย เช่นอัตราปิดอาจลดลงเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุดที่สี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าผลสุทธิบางอยู่แล้ว ควรมีแผนสำรองอย่างการเพิ่มบทบาทคนกลับเข้ามาถ้าตัวเลขแย่ลง

ต้นทุนแฝงอย่าง churn rate ควรใส่ในสูตรด้วยไหม

ถ้ามีข้อมูลเพียงพอ ควรใส่เพิ่มเข้าไปเพื่อให้เห็นภาพครบถ้วนขึ้น แต่ในขั้นต้นสูตรพื้นฐานที่เทียบต้นทุนคนกับรายได้ที่หายจากอัตราปิดก็เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเบื้องต้นแล้ว

ควรวัดผลตอนไหนถึงจะแม่นที่สุด

แนะนำให้วัดหลังจากเปลี่ยนระบบไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อให้ลูกค้าและทีมงานปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ก่อน ตัวเลขในสัปดาห์แรกมักยังไม่นิ่งพอที่จะสรุปอะไรได้

linli ช่วยเก็บตัวเลขสำหรับสูตรนี้ได้ไหม

ช่วยได้ในแง่เก็บข้อมูลอัตราปิดและมูลค่าออเดอร์แยกตามช่วงเวลา ทำให้ทีมมีตัวเลขจริงมาใส่ในสูตรแทนการประมาณเอาเอง ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Required Leads Calculator

ใส่เป้ารายได้กับอัตราปิดการขาย แล้วดูว่าต้องมี Lead และคลิกเท่าไรถึงถือว่าพอ

คำนวณ Lead ที่ต้องมี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่ต้องมีทีมดาต้าไซแอนซ์ก็คำนวณ LTV ลูกค้าได้ แค่เอาแชทกับประวัติออเดอร์มากางคู่กัน

ไม่ต้องมีทีมดาต้าไซแอนซ์ก็คำนวณ LTV ลูกค้าได้ แค่เอาแชทกับประวัติออเดอร์มากางคู่กัน

หลายร้านรู้แค่ยอดขายรวมรายเดือนแต่ไม่รู้ว่าลูกค้าหนึ่งคนมีมูลค่าตลอดอายุการซื้อเท่าไหร่ บทความนี้สอนวิธีคำนวณ LTV แบบง่ายจากข้อมูลแชทและออเดอร์ที่ร้านมีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้สูตรซับซ้อน
งบแอดต่อแอดมินหนึ่งคนควรอยู่ที่เท่าไหร่ กรอบคิดก่อนตัดสินใจจ้างคนที่สาม

งบแอดต่อแอดมินหนึ่งคนควรอยู่ที่เท่าไหร่ กรอบคิดก่อนตัดสินใจจ้างคนที่สาม

หลายร้านตัดสินใจจ้างแอดมินเพิ่มจาก ‘ความรู้สึกว่างานเยอะ’ ล้วน ๆ บทความนี้เสนอกรอบคิดที่จับต้องได้กว่านั้น โดยดูสัดส่วนงบแอดต่อความจุแอดมิน เพื่อจ้างคนถัดไปให้ทันเวลา
ร้านให้เช่าชุดว่ายน้ำสำหรับนักว่ายน้ำท้องถิ่นตัวใหญ่ เมื่อไหร่ควรพลิกโมเดล เมื่อไหร่ยังเร็วไปที่จะเลิก

ร้านให้เช่าชุดว่ายน้ำสำหรับนักว่ายน้ำท้องถิ่นตัวใหญ่ เมื่อไหร่ควรพลิกโมเดล เมื่อไหร่ยังเร็วไปที่จะเลิก

ธุรกิจนิชที่ดาต้าแชทยังมีน้อย มักเจอคำถามว่าควรพลิกโมเดลตอนไหน บทความนี้เล่าผ่านเคสสมมติร้านให้เช่าชุดว่ายน้ำไซส์ใหญ่พิเศษ ว่าจะแยกสัญญาณจริงจากความใจร้อนยังไง