← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ร้านให้เช่าชุดว่ายน้ำสำหรับนักว่ายน้ำท้องถิ่นตัวใหญ่ เมื่อไหร่ควรพลิกโมเดล เมื่อไหร่ยังเร็วไปที่จะเลิก

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 12:13อัปเดต 10 ก.ค. 12:13อ่าน 1 นาที
ร้านให้เช่าชุดว่ายน้ำสำหรับนักว่ายน้ำท้องถิ่นตัวใหญ่ เมื่อไหร่ควรพลิกโมเดล เมื่อไหร่ยังเร็วไปที่จะเลิก
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การพลิกโมเดลธุรกิจจากดาต้าที่ยังน้อยเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงพอ ๆ กับการดื้อดึงทำต่อทั้งที่สัญญาณชัดว่าไม่ไปแล้ว จุดสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่าง 'ดาต้ายังไม่พอ' กับ 'ดาต้าพอแล้วแต่ไม่อยากยอมรับ'

ร้าน 'ว่ายสบายไซส์ใหญ่' ให้เช่าชุดว่ายน้ำไซส์ใหญ่พิเศษสำหรับคนตัวใหญ่ที่หาชุดว่ายน้ำพอดีตัวยากตามร้านทั่วไป เป็นไอเดียที่เกิดจากปัญหาจริงของเจ้าของร้านเอง เดือนแรกยิงแอดแล้วมีคนทักเข้า LINE มา 18 คน ปิดการเช่าได้แค่ 3 คน

เจ้าของร้านเริ่มลังเลว่าควรพลิกโมเดลจาก 'ให้เช่า' เป็น 'ขายขาด' ดีไหม เพราะคิดว่าคนอาจไม่อยากเช่าชุดว่ายน้ำที่ใกล้ชิดผิวหนังขนาดนี้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเลข 3 จาก 18 นั้นสะท้อนความจริงของตลาด หรือแค่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป

คำถามแบบนี้เจอบ่อยมากในธุรกิจนิชที่เพิ่งเริ่ม เพราะดาต้ายังน้อยจนตีความได้หลายทาง บทความนี้จะวางกรอบคิดว่าจะแยกสัญญาณจริงออกจากความใจร้อนของตัวเองยังไง

สัญญาณที่บอกว่า 'ยังเร็วเกินไป' ที่จะพลิกโมเดล

ก่อนจะสรุปว่าโมเดลให้เช่าไม่เวิร์ก ต้องถามก่อนว่า 18 คนที่ทักมานั้น มีกี่คนที่ถามคำถามเกี่ยวกับความสะอาดหรือสุขอนามัยของชุดเช่า เพราะถ้าคำถามส่วนใหญ่วนอยู่ที่เรื่องนี้ นั่นแปลว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวโมเดล 'เช่า' แต่อยู่ที่การสื่อสารเรื่องความสะอาดที่ยังไม่หนักแน่นพอ

จากการไล่ดูบทสนทนาจริง พบว่า 9 จาก 18 คนถามเรื่องกระบวนการซักและฆ่าเชื้อก่อนส่งชุดถัดไป และ 4 ใน 9 คนนั้นเงียบไปหลังไม่ได้รับคำตอบที่ละเอียดพอ นี่คือสัญญาณว่าปัญหาอยู่ที่การสื่อสาร ไม่ใช่ตัวโมเดลธุรกิจ การพลิกไปขายขาดทั้งที่ยังไม่แก้จุดนี้อาจไม่ช่วยอะไรเลย

สัญญาณที่บอกว่า 'ถึงเวลาพลิกจริง ๆ' แล้ว

  • คนที่ทักมาเข้าใจคุณค่าของสินค้าชัดเจน แต่ปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกันซ้ำ ๆ ในสัดส่วนสูง เช่น เกินครึ่งบอกตรง ๆ ว่าไม่สะดวกใจเรื่องการเช่าไม่ว่าจะอธิบายเรื่องความสะอาดยังไงก็ตาม
  • อัตราคุยจริงแล้วปิดไม่ได้ยังคงต่ำต่อเนื่องข้ามหลายรอบทดสอบที่ปรับข้อความสื่อสารไปแล้ว ไม่ใช่แค่รอบเดียว
  • ต้นทุนดำเนินงานของโมเดลปัจจุบันสูงกว่าที่คาดมาก จนแม้ปิดการขายได้ก็แทบไม่เหลือกำไร ทำให้ต่อให้ตลาดตอบรับดีขึ้น โมเดลก็ยังไปต่อได้ยากอยู่ดี
  • มีลูกค้าเสนอไอเดียทางเลือกเข้ามาเองซ้ำ ๆ เช่น ถามว่ามีขายไหมทั้งที่ตั้งใจแค่ให้เช่า ซึ่งเป็นสัญญาณตรงจากตลาดที่ควรรับฟังอย่างจริงจัง

กรอบตัดสินใจเร็ว ๆ ก่อนพลิกโมเดล

คำถามที่ต้องตอบก่อนถ้าคำตอบคือ 'ยัง'ถ้าคำตอบคือ 'ใช่ ทำแล้ว'
ปรับข้อความสื่อสารแก้จุดที่ลูกค้ากังวลแล้วหรือยังยังไม่ควรพลิกโมเดล ให้แก้จุดนี้ก่อนไปดูคำถามถัดไป
ทดสอบข้อความใหม่ครบอย่างน้อย 1 รอบเต็มหรือยังรอให้ครบรอบก่อนตัดสินใจไปดูคำถามถัดไป
เหตุผลปฏิเสธซ้ำเดิมแม้แก้การสื่อสารแล้วหรือไม่อาจเป็นปัญหาการสื่อสาร ไม่ใช่โมเดลสัญญาณเริ่มชัดว่าควรพิจารณาพลิกโมเดล

ถ้าจะพลิกโมเดลจริง ควรทดสอบแบบประหยัดก่อน

  1. อย่าเปลี่ยนทั้งหมดทันที ให้เปิดทางเลือก 'ซื้อขาด' คู่ขนานไปกับ 'ให้เช่า' เดิม แล้วยิงแอดเล็ก ๆ วัดว่าคนเลือกทางไหนมากกว่ากันเมื่อมีตัวเลือกทั้งสอง
  2. ถามลูกค้าที่เคยปฏิเสธการเช่าไปแล้วโดยตรงว่าถ้าเป็นแบบซื้อขาดจะสนใจไหม เพื่อเช็คว่าเหตุผลที่แท้จริงคือกลัวเรื่องสุขอนามัยจริงหรือมีเหตุผลอื่นซ้อนอยู่
  3. คำนวณต้นทุนของทั้งสองโมเดลคู่กันก่อนตัดสินใจ เพราะบางครั้งโมเดลใหม่ที่ตลาดดูเหมือนจะชอบมากกว่า อาจมีต้นทุนที่ทำให้กำไรแย่กว่าโมเดลเดิมก็ได้
  4. ให้เวลาทดสอบคู่ขนานอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็มก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทั้งหมด เพื่อไม่ให้ตัดสินใจจากอารมณ์ร้อนวูบเดียว

สรุป

การพลิกโมเดลธุรกิจนิชจากดาต้าที่ยังน้อยเป็นการตัดสินใจที่ต้องระวังพอ ๆ กับการดื้อดึงทำต่อทั้งที่สัญญาณชัดเจนแล้วว่าไม่ไปต่อ สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การสื่อสารหรือที่ตัวโมเดลเอง

ก่อนพลิกโมเดลทั้งหมด ให้ทดสอบทางเลือกใหม่แบบคู่ขนานด้วยงบน้อยก่อนเสมอ เพื่อให้ตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความใจร้อนหรือความกลัวที่จะเสียเวลา

  • แยกให้ออกว่าปัญหาคือการสื่อสารที่แก้ได้ หรือตัวโมเดลธุรกิจเองที่ตลาดไม่ต้องการ
  • ทดสอบข้อความสื่อสารใหม่อย่างน้อยหนึ่งรอบเต็มก่อนสรุปว่าโมเดลไม่ได้ผล
  • ถ้าจะพลิกโมเดล ให้ทดสอบคู่ขนานด้วยงบน้อยก่อน อย่าเปลี่ยนทั้งหมดทันที

คำถามที่พบบ่อย

ปิดได้แค่ 3 จาก 18 คน ถือว่าล้มเหลวจนต้องพลิกโมเดลเลยไหม

ยังไม่ควรสรุปทันที ให้ไล่ดูก่อนว่าเหตุผลที่ 15 คนไม่ปิดคืออะไร ถ้าส่วนใหญ่วนอยู่ที่จุดเดียวที่แก้ได้ด้วยการสื่อสาร ควรแก้จุดนั้นก่อนตัดสินใจพลิกโมเดลทั้งหมด

ควรทดสอบข้อความสื่อสารใหม่กี่รอบก่อนสรุปว่าไม่ได้ผล

อย่างน้อยหนึ่งรอบเต็มที่มีจำนวนคนทักมากพอจะเห็นแนวโน้ม ถ้าปรับแล้วยังเจอเหตุผลปฏิเสธเดิมซ้ำในสัดส่วนสูง นั่นคือสัญญาณที่หนักแน่นพอจะพิจารณาทางเลือกอื่น

การเปิดทางเลือกใหม่คู่ขนานกับโมเดลเดิม เสี่ยงทำให้ลูกค้าสับสนไหม

ถ้าสื่อสารให้ชัดเจนว่ามีสองทางเลือกและอะไรต่างกันตรงไหน ไม่น่าสับสน กลับกันมันช่วยให้ทดสอบได้จริงว่าตลาดชอบแบบไหนมากกว่า โดยไม่ต้องเดิมพันทิ้งโมเดลเดิมทั้งหมด

ควรเชื่อความเห็นของลูกค้าคนเดียวที่เสนอไอเดียใหม่ไหม

ไม่ควรเชื่อจากคนเดียว แต่ถ้าหลายคนพูดถึงไอเดียเดียวกันแบบไม่ได้นัดหมาย นั่นเริ่มเป็นสัญญาณที่ควรรับฟังจริงจัง ให้สะสมความเห็นแบบนี้ไว้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

ทำยังไงถ้าใจร้อนอยากพลิกโมเดลทันทีเพราะกลัวเสียเวลา

ลองตั้งเกณฑ์ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าก่อนเห็นตัวเลขจริง เช่น 'จะพลิกโมเดลก็ต่อเมื่อทดสอบครบ 2 รอบแล้วอัตราปิดการขายยังต่ำกว่า X%' วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจจากอารมณ์ชั่ววูบได้มาก

มีวิธีเก็บดาต้าการสนทนาเพื่อวิเคราะห์เหตุผลปฏิเสธอย่างเป็นระบบไหม

ควรแท็กเหตุผลปฏิเสธในแชททุกครั้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่จำในหัว ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บประวัติบทสนทนาผูกกับที่มาของแอด ทำให้ย้อนกลับมาไล่ดูรูปแบบเหตุผลปฏิเสธได้ง่ายกว่าการนึกย้อนหลังเอาเอง

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

วันนี้วัดแค่ ‘ปิดการขาย = 1 conversion’ พอธุรกิจปรับโมเดลราคา ตัวเลขเก่ากับใหม่จะเทียบกันไม่ได้เลย

วันนี้วัดแค่ ‘ปิดการขาย = 1 conversion’ พอธุรกิจปรับโมเดลราคา ตัวเลขเก่ากับใหม่จะเทียบกันไม่ได้เลย

หลายร้านตั้งนิยาม Conversion แบบตายตัวโดยไม่คิดถึงวันที่ธุรกิจปรับโมเดล บทความนี้ชวนออกแบบนิยามมูลค่าที่ยืดหยุ่นพอรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ทิ้งข้อมูลเก่า
มีแค่ 10 นาทีหน้าบอร์ด เล่าเรื่องการตลาดด้วยภาษา ‘รายได้’ ไม่ใช่ภาษา ‘คลิก’

มีแค่ 10 นาทีหน้าบอร์ด เล่าเรื่องการตลาดด้วยภาษา ‘รายได้’ ไม่ใช่ภาษา ‘คลิก’

บอร์ดไม่แคร์ CTR หรือ Impression พวกเขาแคร์ว่าเงินที่จ่ายไปกลับมาเป็นรายได้เท่าไหร่ บทความนี้เล่าวิธีสร้างสไลด์ 10 นาทีที่พาบอร์ดตรงเข้าเรื่องเงินตั้งแต่นาทีแรก
‘ความแม่นยำการวัดผลดีขึ้น’ แปลว่าอะไรสำหรับกรรมการที่ไม่ได้ทำงานสายมาร์เก็ตติ้ง

‘ความแม่นยำการวัดผลดีขึ้น’ แปลว่าอะไรสำหรับกรรมการที่ไม่ได้ทำงานสายมาร์เก็ตติ้ง

พูดว่า ‘Conversion Tracking แม่นขึ้น’ แล้วบอร์ดจะงงว่าเกี่ยวอะไรกับบริษัท บทความนี้สอนวิธีแปลศัพท์นี้เป็นภาษาที่กรรมการสายการเงินเข้าใจได้ในประโยคเดียว