งบโฆษณาหมดเดือนละหลายหมื่น ROAS ในรายงานสวยแต่กำไรไม่เห็น แก้ยังไง

สรุปสั้น ๆ
ROAS ที่คำนวณจากรายงานแอดมักไม่เท่ากับกำไรจริง เพราะ ROAS วัดแค่ยอดขายเทียบกับงบโฆษณา ไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ส่วนลด หรือการคืนสินค้า การวัด ROAS โฆษณาเข้า LINE ให้มีประโยชน์ต้องเก็บข้อมูล Value ที่แม่นยำตั้งแต่ก่อนลูกค้าออกจากเว็บไซต์หรือแชท แล้วเทียบกับ Margin จริงของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ยอดขายตั้งต้น
เจ้าของธุรกิจแฟชั่นรายหนึ่งเปิดรายงานแอดแล้วยิ้มออกทุกเดือน เพราะตัวเลข ROAS อยู่ที่ 4 เท่าติดต่อกันสามเดือน แต่พอปลายไตรมาสเปิดงบกำไรขาดทุนจริง กลับพบว่ากำไรสุทธิแทบไม่ขยับจากไตรมาสก่อนเลย ทั้งที่ยอดขายรวมดูเหมือนโตขึ้นตามรายงานแอด
ความย้อนแย้งนี้เกิดขึ้นเพราะ ROAS เป็นตัวเลขที่วัดแค่ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายกับงบโฆษณา ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับต้นทุนสินค้า ค่าส่วนลดที่แจกไป หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่แฝงอยู่ในการปิดการขายแต่ละครั้ง ธุรกิจที่ยึด ROAS เป็นตัวชี้วัดเดียวจึงมักเจอสถานการณ์แบบนี้
บทความนี้จะพาดูว่าการวัด ROAS โฆษณาเข้า LINE ให้สะท้อนกำไรจริงมากขึ้นต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้างก่อนที่ลูกค้าจะออกจากเว็บไซต์หรือแชท และควรตีความ ROAS ที่ได้อย่างไรถึงจะไม่หลอกตัวเอง
ROAS ไม่ใช่กำไร และไม่เคยตั้งใจจะเป็นกำไร
สูตรของ ROAS คือยอดขายที่มาจากแอดหารด้วยงบโฆษณาที่ใช้ไป ตัวเลขนี้บอกได้แค่ว่าทุกหนึ่งบาทที่จ่ายให้โฆษณา ได้ยอดขายกลับมากี่บาท แต่ไม่ได้บอกเลยว่าในยอดขายนั้นมีต้นทุนสินค้าอยู่เท่าไหร่ หรือมีการให้ส่วนลดไปเท่าไหร่ก่อนลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ
ธุรกิจที่มี Margin ต่ำอาจต้องการ ROAS ที่สูงกว่าธุรกิจที่มี Margin สูงมาก ถึงจะคุ้มทุน การดู ROAS ตัวเดียวโดยไม่รู้ Margin ของตัวเองจึงเหมือนขับรถโดยดูแค่มาตรวัดความเร็วโดยไม่สนใจว่าน้ำมันเหลือเท่าไหร่
ข้อมูลอะไรต้องเก็บก่อนลูกค้าออกจากเว็บไซต์หรือแชท
ก่อนลูกค้าจะปิดหน้าต่างแชทหรือออกจากเว็บไซต์ไปโดยไม่ซื้อ ควรมีการเก็บ Identifier ต้นทางไว้ให้ครบ เช่น Click ID, UTM และ Session ที่เชื่อมกับพฤติกรรมการดูสินค้า เพื่อให้ภายหลังหากลูกค้ากลับมาซื้อ ระบบยังสามารถเชื่อมยอดขายนั้นกลับไปหา Campaign ต้นทางได้
นอกจากข้อมูลต้นทางแล้ว ควรเก็บข้อมูลสินค้าที่ลูกค้าสนใจไว้ด้วย เช่น รหัสสินค้า ราคาป้าย และหมวดหมู่ เพื่อให้เมื่อคำนวณ ROAS ทีหลัง สามารถแยกดูเป็นรายสินค้าหรือรายหมวดได้ ไม่ใช่ดูแค่ยอดรวมทั้งหมด
คำนวณ Contribution ROAS แทน ROAS แบบยอดขายดิบ
Contribution ROAS คือการนำ Margin ของสินค้ามาคูณกับยอดขายก่อนหารด้วยงบโฆษณา แทนที่จะใช้ยอดขายดิบทั้งก้อน วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงกำไรจริงมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่กำไรสุทธิเป๊ะเพราะมีต้นทุนคงที่อื่นที่ไม่ได้รวมอยู่ในสูตรนี้
ธุรกิจที่วัด LTV เทียบกับ CACอยู่แล้ว สามารถนำแนวคิดเดียวกันมาปรับใช้กับ ROAS ได้ โดยเปลี่ยนจากการมองแค่ยอดขายครั้งแรก ไปเป็นการมองมูลค่าที่ลูกค้าคนหนึ่งสร้างให้ธุรกิจตลอดความสัมพันธ์ ซึ่งมักให้ภาพที่ยุติธรรมกว่าสำหรับธุรกิจที่มีการซื้อซ้ำสูง
ตัวอย่างเปรียบเทียบ ROAS แบบยอดขายดิบกับแบบคิด Margin
ตารางด้านล่างแสดงตัวอย่างสมมติว่าแคมเปญที่ดูดีที่สุดในมุมมอง ROAS ยอดขายดิบ อาจไม่ใช่แคมเปญที่คุ้มค่าที่สุดเมื่อคิด Margin เข้าไปด้วย ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น
| Campaign | ยอดขาย | งบโฆษณา | ROAS ดิบ | Margin เฉลี่ย | Contribution ROAS |
|---|---|---|---|---|---|
| สินค้าลดราคาแรง | 60,000 | 10,000 | 6.0 | 15% | 0.9 |
| สินค้าราคาปกติ | 40,000 | 10,000 | 4.0 | 40% | 1.6 |
ต้นทุนแฝงที่ทำให้ ROAS สวยแต่กำไรหาย
- ส่วนลดหรือคูปองที่แอดมินแจกให้ลูกค้าปิดการขายในแชท มักไม่ถูกหักออกจากยอดขายที่ส่งกลับไปยังแพลตฟอร์มโฆษณา
- ค่าจัดส่งที่ธุรกิจออกให้ลูกค้าฟรีเพื่อปิดการขาย เป็นต้นทุนที่ไม่ปรากฏใน ROAS
- สินค้าคืนหรือเคลมหลังขายที่ยังไม่ถูกหักออกจากยอดขายในรายงาน
- เวลาที่แอดมินใช้คุยปิดการขายแต่ละราย ซึ่งเป็นต้นทุนแรงงานที่ ROAS ไม่เคยนับรวม
เมื่อไหร่ที่ควรเชื่อ ROAS และเมื่อไหร่ที่ควรระวัง
ROAS ยังมีประโยชน์ในฐานะตัวชี้วัดเปรียบเทียบระหว่างแคมเปญที่มีลักษณะสินค้าและ Margin ใกล้เคียงกัน เพราะในกรณีนั้นตัวแปรอื่นค่อนข้างคงที่ ทำให้ ROAS สะท้อนประสิทธิภาพของแคมเปญได้ตรงกว่า
แต่เมื่อต้องเปรียบเทียบข้ามหมวดสินค้าที่มี Margin ต่างกันมาก หรือมีแคมเปญที่ใช้ส่วนลดหนักเป็นพิเศษ ควรหันไปดู Contribution ROAS หรือกำไรที่คำนวณจากบัญชีจริงประกอบด้วยเสมอ ไม่ใช้ ROAS ตัวเดียวตัดสินใจ
แนวทางเริ่มเก็บข้อมูลให้ ROAS ใกล้ความจริงมากขึ้น
เริ่มจากการกำหนด Margin เฉลี่ยของแต่ละหมวดสินค้าให้ชัดเจน แล้วนำมาคำนวณควบคู่กับ ROAS ทุกครั้งที่รีวิวผลแคมเปญ พร้อมกับเก็บข้อมูลส่วนลดและต้นทุนแฝงอื่นให้ครบมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่ควรเริ่มเก็บไว้ก่อนเพื่อให้เห็นแนวโน้มในระยะยาว
ตัวอย่างคำนวณ Break-even ROAS ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
Break-even ROAS คือระดับ ROAS ต่ำสุดที่ธุรกิจต้องทำให้ได้เพื่อไม่ขาดทุนจากการยิงโฆษณา คำนวณจากหนึ่งหารด้วย Contribution Margin Rate ของสินค้า ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านที่มี Margin เฉลี่ยยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น
เมื่อ Margin อยู่ที่ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ Break-even ROAS จะอยู่ที่ประมาณสี่เท่า หมายความว่าทุกหนึ่งบาทที่จ่ายให้โฆษณา ต้องได้ยอดขายกลับมาอย่างน้อยสี่บาทถึงจะไม่ขาดทุนจากส่วนนี้ ถ้าแคมเปญไหนมี ROAS ต่ำกว่าสี่เท่า แม้ตัวเลขจะดูเป็นบวก แต่ในความเป็นจริงธุรกิจกำลังขาดทุนจากทุกยอดขายที่เกิดจากแคมเปญนั้นอยู่ ก่อนหักต้นทุนคงที่อื่นด้วยซ้ำ
ตัวเลข Break-even นี้ยังไม่ได้รวมต้นทุนคงที่อย่างค่าเช่าร้าน เงินเดือนแอดมิน หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจส่วนอื่น การคำนวณจริงที่ครบถ้วนจึงซับซ้อนกว่านี้ แต่ Break-even ROAS ก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ทีมการตลาดรู้ว่าตัวเลขขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้คือเท่าไหร่ ก่อนจะไปคิดเรื่องกำไรส่วนอื่นต่อ
ทำไม ROAS รายวันดูแย่ ทั้งที่ปลายเดือนกลับดีขึ้น
ธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชทมักมี Conversion Lag หลายวันระหว่างคลิกโฆษณากับการโอนเงินจริง ถ้าดู ROAS แบบวันต่อวันโดยเทียบงบที่ใช้ไปในวันนั้นกับยอดขายที่เกิดในวันเดียวกัน ตัวเลขมักดูแย่กว่าความเป็นจริงมาก เพราะยอดขายจากคลิกวันนั้นยังไม่ทันเกิดขึ้น ในขณะที่งบโฆษณาถูกหักไปแล้วเต็มจำนวน
พอเวลาผ่านไปสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ยอดขายที่มาจากคลิกในวันก่อนหน้าเริ่มทยอยเข้ามา ทำให้ ROAS ของช่วงเวลานั้นเมื่อคำนวณย้อนหลังดีขึ้นกว่าที่เห็นตอนดูแบบวันต่อวันมาก ธุรกิจที่ไม่เข้าใจเรื่อง Lag อาจตกใจกับตัวเลขรายวันที่ดูแย่ แล้วรีบลดงบก่อนที่ยอดขายจริงจะทันเข้ามา
วิธีที่ช่วยลดความเข้าใจผิดนี้คือดู ROAS แบบ Rolling หรือคำนวณจากงบที่ใช้ในช่วงเวลาหนึ่ง เทียบกับยอดขายที่มาจากคลิกในช่วงเวลานั้นแม้จะเกิดขึ้นในวันถัดไปก็ตาม ไม่ใช่ตัดรอบตามวันปฏิทินตายตัว วิธีนี้ต้องอาศัยการเก็บ Identifier ที่เชื่อมวันที่คลิกกับวันที่ปิดการขายไว้ครบ ถึงจะคำนวณย้อนกลับแบบนี้ได้
ทางปฏิบัติที่ทำได้ง่ายกว่าคือกำหนดรอบทบทวน ROAS หลักเป็นรายสัปดาห์แทนรายวัน แล้วใช้ตัวเลขรายวันเป็นแค่การเฝ้าดูสัญญาณผิดปกติเบื้องต้น เช่น งบใช้ไปเยอะผิดปกติหรือ Add Friend หายไปกะทันหัน ไม่ใช่ใช้ตัดสินใจเรื่องงบทุกวัน
ROAS รวมทั้งร้านอาจซ่อนความจริงของแต่ละหมวดสินค้าไว้
ร้านที่ขายสินค้าหลายหมวดพร้อมกันมักดู ROAS แบบรวมทั้งร้าน ทำให้มองไม่เห็นว่าจริง ๆ แล้วมีบางหมวดที่ทำกำไรได้ดีมาก ในขณะที่อีกหมวดกำลังขาดทุนอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะตัวเลขทั้งสองส่วนถูกนำมาเฉลี่ยรวมกันจนดูเหมือนภาพรวมยังโอเค ทั้งที่ควรมีบางหมวดที่ต้องปรับกลยุทธ์แยกต่างหาก
การแยกดู ROAS ตามหมวดสินค้าหรือแคมเปญที่โปรโมทสินค้าคนละกลุ่มกัน ช่วยให้เห็นภาพที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อแต่ละหมวดมี Margin ไม่เท่ากัน สินค้าที่มี Margin ต่ำอาจต้องการ ROAS สูงกว่าค่าเฉลี่ยของร้านมากถึงจะคุ้ม ในขณะที่สินค้า Margin สูงอาจยอมรับ ROAS ต่ำกว่าได้โดยยังมีกำไร การแยกวิเคราะห์แบบนี้ทำให้ปรับงบระหว่างหมวดสินค้าได้แม่นยำกว่าการดูแค่ตัวเลขรวมทั้งร้าน
โปรโมชันลดราคาทำให้ ROAS ดูดีขึ้นได้ ทั้งที่กำไรจริงลดลง
ช่วงที่ธุรกิจจัดโปรโมชันลดราคา ยอดขายมักเพิ่มขึ้นเพราะลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ทำให้ ROAS ที่คำนวณจากยอดขายเทียบกับงบโฆษณาดูดีขึ้นตามไปด้วย แต่ตัวเลข ROAS นี้ไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริง เพราะ Margin ต่อชิ้นลดลงจากส่วนลดที่ให้ไป ถ้าดูแค่ ROAS อย่างเดียวอาจเข้าใจผิดว่าช่วงโปรโมชันทำกำไรได้ดีกว่าช่วงราคาปกติ
วิธีที่ช่วยให้เห็นภาพตรงกว่าคือคำนวณ ROAS ควบคู่กับ Margin ที่ปรับตามส่วนลดจริงในแต่ละช่วง ไม่ใช้ Margin เฉลี่ยเดิมที่ตั้งไว้สำหรับราคาปกติ เพราะ Break-even ROAS ในช่วงโปรโมชันจะสูงกว่าช่วงราคาปกติเสมอ ธุรกิจที่เปรียบเทียบ ROAS ข้ามช่วงเวลาที่มีส่วนลดต่างกันโดยไม่ปรับ Margin ให้ตรงกับความจริง มีความเสี่ยงที่จะตัดสินใจเพิ่มงบให้แคมเปญที่จริง ๆ แล้วทำกำไรได้น้อยกว่าที่ตัวเลขแสดง
สรุป
ROAS ในรายงานแอดสวยแต่กำไรไม่เห็น มักเกิดจากการดูยอดขายดิบโดยไม่หัก Margin ส่วนลด และต้นทุนแฝงอื่น การวัด ROAS โฆษณาเข้า LINE ให้มีความหมายจริงต้องเก็บ Identifier และข้อมูลสินค้าให้ครบก่อนลูกค้าออกจากเว็บไซต์หรือแชท
เมื่อเริ่มคำนวณ Contribution ROAS ควบคู่กับ ROAS แบบเดิม ธุรกิจจะเห็นภาพที่ตรงกับกำไรจริงมากขึ้น และตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบได้อย่างมั่นใจกว่าการดูแค่ตัวเลขที่ดูดีบนหน้าจอ
- ROAS วัดยอดขายเทียบงบโฆษณา ไม่ใช่กำไรและไม่เคยตั้งใจจะเป็นกำไร
- เก็บ Identifier และข้อมูลสินค้าให้ครบก่อนลูกค้าออกจากเว็บไซต์หรือแชท
- คำนวณ Contribution ROAS ควบคู่ ROAS ดิบ เพื่อเห็นภาพใกล้กำไรจริงมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี
ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับ Margin ของสินค้าและต้นทุนคงที่อื่น ธุรกิจที่มี Margin ต่ำอาจต้องการ ROAS สูงกว่าธุรกิจที่มี Margin สูงถึงจะคุ้มทุนในระดับเดียวกัน
ทำไม ROAS สูงแต่บัญชีธนาคารไม่เห็นเงินเพิ่มขึ้นตาม
อาจเป็นเพราะยอดขายที่นับใน ROAS ยังไม่ได้หักส่วนลด ค่าจัดส่ง หรือสินค้าคืน หรืออาจมี Order ที่ยังไม่ได้รับชำระเงินจริงแต่ถูกนับรวมเข้าไปแล้ว
ควรคำนวณ Contribution ROAS บ่อยแค่ไหน
ควรคำนวณอย่างน้อยเดือนละครั้งพร้อมกับการรีวิวผลแคมเปญ เพื่อให้ทันเห็นแนวโน้มก่อนที่จะเทงบเพิ่มให้แคมเปญที่ดูดีแค่ในมุมมองยอดขายดิบ
ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีระบบบัญชีซับซ้อน จะคำนวณ Margin ยังไง
เริ่มจากประมาณ Margin เฉลี่ยของสินค้าแต่ละกลุ่มจากต้นทุนที่รู้อยู่แล้ว แล้วนำมาคูณกับยอดขายคร่าว ๆ ก็พอเริ่มเห็นภาพได้ ไม่จำเป็นต้องแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรก
แคมเปญที่ใช้ส่วนลดหนักควรวัดผลต่างจากแคมเปญปกติไหม
ควรแยกวิเคราะห์ต่างหาก เพราะส่วนลดหนักมักทำให้ ROAS ดูดีเกินจริงเมื่อเทียบกับ Margin ที่เหลือจริง การเปรียบเทียบข้ามแคมเปญที่มีเงื่อนไขต่างกันมากอาจทำให้ตัดสินใจผิด
linli ช่วยเรื่องการวัด ROAS แบบนี้ได้ยังไง
linli ช่วยเก็บ Identifier ตั้งแต่ก่อนลูกค้าออกจากเว็บไซต์หรือแชท และส่ง Value ของ Order กลับไปยังแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อและตั้งค่าไว้ ส่วนการคำนวณ Margin และ Contribution ROAS ยังต้องอาศัยข้อมูลต้นทุนที่ธุรกิจเป็นผู้กำหนดเอง
ลองตรวจด้วยตัวเอง
Ads Budget Calculator
เริ่มจากเป้ารายได้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องมีกี่ Lead กี่คลิก และงบเท่าไร
คำนวณงบฟรี →ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click
รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วันบทความที่เกี่ยวข้อง

วัด ROAS ใน LINE Ads ต้องเปลี่ยน Event ตามสถานะ Lead ไหม

นับ Win Rate จากจำนวน Lead ทั้งหมด กับนับจากเฉพาะ Qualified Lead ต่างกันตรงไหน
