← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

วัด ROAS ใน LINE Ads ต้องเปลี่ยน Event ตามสถานะ Lead ไหม

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 3 นาที
วัด ROAS ใน LINE Ads ต้องเปลี่ยน Event ตามสถานะ Lead ไหม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ROAS ที่วัดได้แม่นหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับสูตรคำนวณ แต่ขึ้นกับว่าคุณ Optimize ไปยัง Event ที่เหมาะกับปริมาณข้อมูลตอนนั้นหรือเปล่า ช่วงข้อมูลน้อยควรใช้ Qualified Lead เป็นสัญญาณหลัก แล้วค่อยขยับไป Purchase เมื่อมีปริมาณ Order สม่ำเสมอพอ พร้อมต้องตัด Refund และ Cancel ออกจากยอด Revenue ที่ใช้คำนวณเสมอ

เจ้าของร้านคนหนึ่งเคยบอกผมว่า ROAS ในแดชบอร์ดโฆษณาขึ้น 4.2 เท่าทุกเดือน แต่พอปิดบัญชีจริงกลับไม่เห็นกำไรตามที่ตัวเลขนั้นบอก คำถามของเขาคือ ตัวเลข ROAS ที่เห็นโกหกหรือเปล่า

คำตอบไม่ใช่ว่าโกหก แต่ ROAS ที่แพลตฟอร์มคำนวณให้ มันตอบคำถามแคบกว่าที่หลายคนคิด มันบอกแค่ว่า Event ที่คุณตั้งให้เป็น Conversion นั้น เกิดขึ้นคุ้มกับเงินที่จ่ายไปแค่ไหน แต่ถ้า Event ที่เลือกไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นรายได้จริงของธุรกิจ ตัวเลขก็จะสวยแบบไม่มีความหมาย

บทความนี้จะพาดูว่า LINE Ads ROAS tracking ควรเลือก Event ยังไงในแต่ละช่วงของธุรกิจ ทำไมต้องปรับเปลี่ยนตามปริมาณข้อมูล และควรนิยาม Revenue ที่เอามาคำนวณยังไงถึงจะสะท้อนความจริง

ROAS ในบริบท LINE Ads คำนวณจากอะไรจริง ๆ

ROAS หรือ Return on Ad Spend คืออัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เกิดจากแอด หารด้วยเงินที่จ่ายไปกับแอดนั้น หลักการฟังดูตรงไปตรงมา แต่ความยากอยู่ที่คำว่า ‘รายได้ที่เกิดจากแอด’ เพราะในธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชท LINE รายได้ไม่ได้เกิดทันทีตอนคลิกแอด แต่เกิดหลังจากผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่แอดเพื่อน ทักแชท เป็น Lead ผ่านเกณฑ์ Qualified Lead ไปจนถึงปิดการขายจริง

ถ้าระบบส่ง Event กลับไปที่ Event ต้น Funnel เช่น แค่แอดเพื่อนหรือทักแชท ROAS ที่คำนวณได้จะไม่ใช่ ROAS ของรายได้จริง แต่เป็น Return ต่อ Event ต้น Funnel เท่านั้น ซึ่งดูสวยง่ายเพราะ Event แบบนี้เกิดบ่อยกว่า แต่ไม่สะท้อนว่าเงินที่จ่ายไปสร้างยอดขายจริงเท่าไหร่

ทำไมต้องเลือก Event ให้ตรงกับสถานะ Lead ไม่ใช่ใช้ Event เดียวตลอด

หลักการที่สำคัญคือ Event ต้น Funnel อย่างการทักแชทหรือแอดเพื่อน มักมีปริมาณมากกว่า แต่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพ Lead หรือยอดขายเสมอไป ส่วน Event ปลาย Funnel อย่างการปิดการขายจริง สะท้อนรายได้ตรงกว่า แต่มักมีปริมาณน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะธุรกิจที่เพิ่งเริ่มยิงแอดหรือมี Sales Cycle ยาว

ถ้า Optimize ไปที่ Event ปลาย Funnel ตั้งแต่ข้อมูลยังมีน้อย ระบบโฆษณาจะหาโอกาสเกิด Event นั้นได้ยาก เพราะไม่มีสัญญาณพอให้เรียนรู้ ผลคือแอดอาจแสดงผลได้ไม่เต็มศักยภาพ ในทางกลับกัน ถ้าใช้ Event ต้น Funnel เป็นสัญญาณหลักไปตลอด ก็เสี่ยงได้ Lead จำนวนมากที่ไม่ได้แปลงเป็นยอดขายจริง

ควรใช้ Event ไหนเป็นสัญญาณหลักในแต่ละช่วง

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ ดูปริมาณและความสม่ำเสมอของ Event ปลายทางเป็นหลัก ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึกว่าอยากได้ยอดขายเร็ว ๆ:

ช่วงข้อมูลEvent ที่ควรใช้เป็นสัญญาณหลักเหตุผล
เพิ่งเริ่มยิงแอด ยังไม่มี Order สม่ำเสมอQualified Leadมีปริมาณพอให้ระบบเรียนรู้ ขณะที่ยังสะท้อนคุณภาพระดับหนึ่ง
เริ่มมี Order สม่ำเสมอทุกสัปดาห์ผสม Qualified Lead กับ Purchaseเริ่มมีข้อมูลปลายทางพอ แต่ยังไม่มากพอจะพึ่ง Purchase เดี่ยว ๆ
มี Order สม่ำเสมอปริมาณมากพอทุกวันPurchase / Revenue Valueข้อมูลพอให้ระบบ Optimize ตรงเป้าหมายรายได้จริงได้

ความเสี่ยงถ้ารีบใช้ Purchase ทั้งที่ข้อมูลยังน้อย

ปัญหาที่พบบ่อยคือธุรกิจอยากเห็น ROAS ที่ตรงกับยอดขายจริงเร็วเกินไป จึงตั้งให้ระบบ Optimize ไปที่ Purchase ตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ยังมี Order ไม่กี่รายการต่อสัปดาห์ ผลที่มักเกิดคือแอดใช้เงินไม่หมดตามงบที่ตั้งไว้ เพราะระบบหาคนที่มีแนวโน้มจะปิดการขายได้ยากจากข้อมูลที่มีน้อยเกินไป

ในสถานการณ์แบบนี้ การใช้ Qualified Lead เป็นสัญญาณหลักชั่วคราวไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการให้ระบบมีข้อมูลพอจะเรียนรู้ก่อน แล้วค่อยขยับไปหา Event ที่ใกล้รายได้จริงมากขึ้นเมื่อปริมาณพร้อม ซึ่งต้องพิจารณาปริมาณ ความสม่ำเสมอ และ Lag ของแต่ละ Event ประกอบกัน ไม่ใช่ตัดสินใจจากแค่ตัวเลขวันเดียว

นิยาม Revenue ที่ใช้คำนวณ ROAS ต้องตัดอะไรออกบ้าง

อีกจุดที่ทำให้ ROAS ดูดีเกินจริงคือการเอายอด Order ทั้งหมดมาคำนวณโดยไม่ตัด Refund หรือ Cancel ออก ยอด Order ไม่เท่ากับ Revenue ที่รับรู้แล้วเสมอไป โดยเฉพาะธุรกิจที่มีอัตราการยกเลิกหรือคืนสินค้าสูง ถ้าไม่หักส่วนนี้ออก ROAS ที่คำนวณจะสูงกว่าความเป็นจริง

แนวทางที่ควรทำคือกำหนดจุดตัดยอดที่ชัดเจน เช่น นับ Revenue เมื่อ Order ผ่านช่วงเวลาที่สามารถยกเลิกหรือคืนได้แล้ว หรือหักยอด Refund/Cancel ออกทุกครั้งก่อนคำนวณ ROAS รายเดือน เพื่อให้ตัวเลขที่เห็นสะท้อนกำไรที่ธุรกิจได้รับจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายตอนปิดออเดอร์

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยน Event ที่ Optimize

การเปลี่ยน Event ที่ใช้ Optimize ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยน ระบบต้องใช้เวลาเรียนรู้ใหม่ ควรเปลี่ยนเมื่อมีสัญญาณที่ชัดพอ

  • จำนวน Purchase ต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่สม่ำเสมอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ติดกัน ไม่ใช่พุ่งขึ้นแค่สัปดาห์เดียว
  • อัตราการแปลงจาก Qualified Lead ไปเป็น Purchase คงที่พอประมาณ ไม่แกว่งขึ้นลงมากในแต่ละสัปดาห์
  • Lag ระหว่างวันที่ทักแชทกับวันที่ปิดการขายสั้นพอที่ระบบจะเชื่อมโยงเหตุผลได้ ไม่ใช่ห่างกันเป็นเดือน
  • มีข้อมูลย้อนหลังมากพอสำหรับวิเคราะห์แนวโน้ม ไม่ใช่ตัดสินใจจากข้อมูลแค่ไม่กี่วัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาอ่านค่า ROAS

นอกจากเรื่อง Event และนิยาม Revenue แล้ว ยังมีข้อผิดพลาดเชิงการตีความที่พบบ่อยเวลาอ่านค่า ROAS จากแดชบอร์ด

  • เข้าใจว่า ROAS สูงเท่ากับกำไรสูง ทั้งที่ ROAS ยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นออก
  • เปรียบเทียบ ROAS ข้ามช่วงเวลาที่นิยาม Event ต่างกัน เช่น เดือนก่อนวัดจาก Qualified Lead เดือนนี้วัดจาก Purchase แล้วสรุปว่าประสิทธิภาพดีขึ้นหรือแย่ลง
  • ไม่ตรวจว่า Order ที่นับเข้ามาเป็น Order ซ้ำจากลูกค้าคนเดิมหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ ROAS ดูดีเกินจริงจากไม่กี่รายที่ซื้อซ้ำถี่ ๆ
  • เทียบ ROAS ข้ามช่วงที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาลพิเศษ โดยไม่ปรับความคาดหวัง เพราะพฤติกรรมการซื้อในช่วงเทศกาลมักไม่สะท้อนแนวโน้มปกติ การเทียบตรง ๆ อาจทำให้ประเมินประสิทธิภาพแคมเปญคลาดเคลื่อนทั้งสองทาง

ตัวอย่างสมมติ: ROAS 4.2 เท่า หลังหักส่วนที่ไม่ควรนับเหลือเท่าไหร่

ลองไล่ตัวเลขสมมติต่อจากเคสต้นเรื่องเพื่อความเข้าใจ สมมติเดือนนั้นจ่ายค่าแอดไป 20,000 บาท แดชบอร์ดรายงาน Conversion Value รวม 84,000 บาท คิดเป็น ROAS 4.2 เท่า แต่เมื่อไล่ดูยอด Order ที่นับเป็น Conversion Value ทั้งหมด พบว่ามี 12,000 บาทเป็นออเดอร์ที่ถูกยกเลิกภายในสามวันหลังสั่งซื้อ และอีก 6,000 บาทเป็นการคืนสินค้าที่เกิดขึ้นก่อนสิ้นเดือน

เมื่อหักสองส่วนนี้ออก Revenue ที่รับรู้จริงเหลือ 66,000 บาท ROAS ที่แท้จริงจึงอยู่ที่ 3.3 เท่า ไม่ใช่ 4.2 เท่าอย่างที่แดชบอร์ดแสดง ตัวเลข 3.3 เท่านี้ยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าและค่าแอดมินด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าหักเพิ่มไปอีก อาจเหลือ ROAS ที่สะท้อนกำไรจริงต่ำกว่านี้อีก ตัวเลขสมมตินี้ไม่ได้ชี้ว่าทุกธุรกิจจะมีสัดส่วน Refund/Cancel เท่ากัน แต่ใช้เป็นกรอบให้เห็นว่าทำไมการหักส่วนนี้ออกก่อนคำนวณถึงสำคัญ

จุดที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ถ้าเจ้าของร้านไม่เคยหักส่วนนี้ออกเลย แล้วเทียบ ROAS เดือนต่อเดือนโดยไม่รู้ตัวว่าอัตรา Refund เปลี่ยนไปแต่ละเดือนไม่เท่ากัน ก็อาจสรุปผิดว่าแคมเปญเดือนนี้ ‘ทำผลงานดีขึ้น’ ทั้งที่จริง ๆ แค่เดือนนี้มีอัตรายกเลิกต่ำกว่าเดือนก่อนเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับคุณภาพแอดโดยตรงเลย

ทางที่ดีคือทำตารางสรุปสั้น ๆ ทุกเดือน แยกยอด Order รวม ยอด Refund/Cancel และยอด Revenue สุทธิออกจากกันให้เห็นชัด แล้วคำนวณ ROAS จากยอดสุทธิเท่านั้น เมื่อทำแบบนี้สม่ำเสมอ จะเริ่มเห็นแนวโน้มจริงว่าคุณภาพแอดกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง แยกออกจากความผันผวนของอัตรายกเลิกที่เกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาสต็อกสินค้าหรือการจัดส่งล่าช้าในบางช่วง

ขั้นตอนตั้งค่าเพื่อวัด ROAS ให้สะท้อนความจริง

  1. แยกนิยาม Qualified Lead และ Purchase ให้ชัดในทีม แล้วบันทึกสถานะทั้งสองในระบบแชทหรือ CRM อย่างสม่ำเสมอ
  2. เริ่ม Optimize จาก Qualified Lead เป็นสัญญาณหลักถ้าปริมาณ Order ยังน้อย แล้วติดตามว่าเมื่อไหร่ปริมาณ Order เริ่มสม่ำเสมอพอ
  3. กำหนดจุดตัดยอด Revenue ที่ชัดเจน เช่น หัก Refund/Cancel ก่อนคำนวณ ROAS ทุกครั้ง
  4. ทบทวนสัญญาณการเปลี่ยน Event ทุกเดือน แทนที่จะเปลี่ยนทันทีที่เห็นตัวเลขดีขึ้นแค่สัปดาห์เดียว
  5. บันทึกทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน Event หรือปรับนิยาม Revenue ไว้เป็นประวัติ พร้อมวันที่และเหตุผล เพื่อให้ทีมย้อนกลับไปดูได้ว่าตัวเลข ROAS ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง มาจากการปรับวิธีวัด หรือมาจากประสิทธิภาพแคมเปญที่เปลี่ยนไปจริง

สรุป

ROAS ใน LINE Ads ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกหรือผิดในตัวเอง แต่ขึ้นกับว่าเลือก Event ให้เหมาะกับปริมาณข้อมูลตอนนั้นหรือไม่ และนิยาม Revenue ที่ใช้คำนวณตัดของที่ไม่ควรนับออกแล้วหรือยัง

ถ้าข้อมูลยังน้อย อย่ารีบไปที่ Purchase เพียงเพราะอยากเห็นตัวเลขที่ดูตรงกับรายได้ ให้ไต่ระดับตามปริมาณจริง แล้วตรวจนิยาม Revenue ให้สม่ำเสมอทุกเดือน ROAS ที่ได้ถึงจะเป็นตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

  • Event ต้น Funnel มีปริมาณมากแต่ไม่สะท้อนรายได้ Event ปลาย Funnel สะท้อนตรงกว่าแต่ต้องมีปริมาณพอ
  • ไต่จาก Qualified Lead ไปหา Purchase ตามความสม่ำเสมอของข้อมูล ไม่ใช่ความอยากเห็นตัวเลขสวย
  • หัก Refund/Cancel ออกจาก Revenue ก่อนคำนวณ ROAS ทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

ROAS ที่แดชบอร์ดโฆษณาแสดง เท่ากับกำไรที่ได้จริงไหม

ไม่เท่ากัน ROAS บอกแค่อัตราส่วนรายได้ต่อค่าแอด ยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ค่าแอดมิน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ควรดู ROAS คู่กับตัวเลขกำไรสุทธิเสมอ ไม่ใช้แทนกัน

ควรเปลี่ยน Event ที่ Optimize บ่อยแค่ไหน

ไม่ควรเปลี่ยนบ่อย เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนระบบต้องเรียนรู้ใหม่ ควรเปลี่ยนเมื่อมีสัญญาณปริมาณและความสม่ำเสมอของ Event ปลายทางที่ชัดเจนต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขดีขึ้นวันเดียวแล้วรีบเปลี่ยน

ทำไม ROAS เดือนนี้สูงกว่าเดือนก่อนมาก ทั้งที่ยอดขายจริงพอ ๆ กัน

ให้ตรวจก่อนว่านิยาม Event หรือ Revenue ที่ใช้คำนวณเปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น เดือนก่อนหัก Refund ออกแต่เดือนนี้ลืมหัก หรือเปลี่ยนจากวัด Qualified Lead มาเป็น Purchase ซึ่งทำให้ฐานการเปรียบเทียบไม่เท่ากัน

ธุรกิจที่ Sales Cycle ยาวหลายสัปดาห์ ควรวัด ROAS ยังไง

ควรเผื่อ Lag ในการอ่านค่า อย่าเทียบ ROAS ของสัปดาห์ที่แอดใช้เงินกับยอดขายในสัปดาห์เดียวกันโดยตรง เพราะยอดขายจริงอาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายสัปดาห์ ควรดูย้อนหลังตามรอบ Sales Cycle จริงของธุรกิจ

ควรนับ Order ที่ยังไม่ชำระเงินเป็น Revenue ไหม

ไม่ควรนับเป็น Revenue เต็มจำนวนจนกว่าจะแน่ใจว่าชำระแล้วหรือผ่านช่วงที่มีความเสี่ยงจะยกเลิกไปแล้ว การนับ Order ที่ยังไม่ชำระเป็น Revenue ทันทีจะทำให้ ROAS สูงเกินความเป็นจริงในช่วงที่มีการยกเลิกสูง

ROAS ที่ดีสำหรับธุรกิจที่ปิดผ่านแชท LINE ควรอยู่ที่เท่าไหร่

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับต้นทุนสินค้า ค่าแอดมิน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ต่างกันในแต่ละธุรกิจ ตัวเลข ROAS ที่มีความหมายที่สุดคือค่าที่ทำให้ธุรกิจยังมีกำไรหลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ ที่เอามาเทียบกับธุรกิจอื่น

ลองตรวจด้วยตัวเอง

เครื่องคำนวณ ROI โฆษณาเข้า LINE

ใส่งบโฆษณากับตัวเลข Funnel ของคุณ แล้วดู ROAS, ROI และต้นทุนต่อลูกค้าจริง

คำนวณ ROI ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

นับ Win Rate จากจำนวน Lead ทั้งหมด กับนับจากเฉพาะ Qualified Lead ต่างกันตรงไหน

นับ Win Rate จากจำนวน Lead ทั้งหมด กับนับจากเฉพาะ Qualified Lead ต่างกันตรงไหน

Win Rate ตัวเลขเดียวกันอาจดูดีหรือแย่ได้มากถึงสองเท่า ขึ้นอยู่กับว่าใช้ Lead ทั้งหมดหรือเฉพาะ Qualified Lead เป็นตัวหาร บทความนี้เปรียบเทียบสองวิธีนับ พร้อมบอกว่าธุรกิจแบบไหนควรใช้แบบไหน
ยิงแอดหลายแพลตฟอร์มเข้า LINE พร้อมกัน จะรู้ได้ยังไงว่า Deal ไหนมูลค่าเท่าไหร่

ยิงแอดหลายแพลตฟอร์มเข้า LINE พร้อมกัน จะรู้ได้ยังไงว่า Deal ไหนมูลค่าเท่าไหร่

เมื่อ Facebook, Google และ TikTok พาลูกค้าเข้าแชท LINE เดียวกันหมด ยอดที่ปิดในแชทมักถูกนับซ้ำหรือหายไปจากทุกแพลตฟอร์มพร้อมกัน บทความนี้อธิบายว่าทำไม Deal Value ถึงเพี้ยน และวางระบบกันซ้ำ-กันหายยังไงให้ตัวเลขเชื่อถือได้
ทำไมยอด CAC ในรายงานถึงต่ำกว่าความจริงที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อได้ลูกค้าจาก LINE

ทำไมยอด CAC ในรายงานถึงต่ำกว่าความจริงที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อได้ลูกค้าจาก LINE

หลายธุรกิจคำนวณ CAC จากงบโฆษณาหารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ แล้วเข้าใจว่านั่นคือต้นทุนจริง ทั้งที่ยังไม่รวมต้นทุนแอดมิน ค่าคอมมิชชัน และเวลาที่ทีมขายใช้ในแชท บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าตัวเลข CAC ที่เห็นในรายงานมักต่ำกว่าความจริงแค่ไหน และแก้อย่างไร