ทีมขายส่ง Proposal เดือนละยี่สิบชุด แต่ไม่รู้ว่าชุดไหนใกล้ปิดที่สุด

สรุปสั้น ๆ
Proposal เป็นขั้นที่ลึกกว่าใบเสนอราคาทั่วไป เพราะมักมีการปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย การวัดผลจึงต้องดูทั้งความคืบหน้าของแต่ละชุดและคุณภาพของ Lead ที่นำไปสู่การทำ Proposal ไม่ใช่แค่จำนวนที่ส่งออกไป
หลังจากคุยกับลูกค้าผ่าน LINE มาสักระยะและส่งใบเสนอราคาเบื้องต้นไปแล้ว ดีล B2B บางประเภทจะเข้าสู่ขั้นที่ลึกขึ้น คือการทำ Proposal ที่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงกับความต้องการของลูกค้ารายนั้น เช่น ข้อเสนอที่ปรับแพ็กเกจ เงื่อนไขการชำระเงิน หรือแผนการดำเนินงานให้ตรงกับสถานการณ์ของลูกค้า
ปัญหาที่พบบ่อยคือทีมขายใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเตรียม Proposal ให้ดูดีและตรงประเด็น จนไม่มีเวลาเหลือมาบันทึกว่าส่งไปแล้วกี่ชุด แต่ละชุดอยู่ในขั้นตอนไหน และชุดไหนมีแนวโน้มจะปิดได้ในเร็ว ๆ นี้ เมื่อผู้บริหารถามภาพรวม ทีมขายจึงตอบได้แค่จากความจำ ซึ่งมักไม่ครบและคลาดเคลื่อน
บทความนี้จะพาดูว่าควรตั้งค่าการบันทึกและติดตาม Proposal อย่างไร เพื่อให้ข้อมูลที่ได้นำไปใช้ปรับกลยุทธ์โฆษณาต่อได้จริง ไม่ใช่แค่เก็บไว้เป็นไฟล์กองรวมกัน
Proposal ต่างจากใบเสนอราคาทั่วไปตรงไหน
ใบเสนอราคาทั่วไปมักเป็นเอกสารมาตรฐานที่ระบุราคาสินค้าหรือบริการตามแพ็กเกจที่มีอยู่แล้ว ในขณะที่ Proposal มักมีการปรับเนื้อหาให้ตรงกับสถานการณ์เฉพาะของลูกค้ารายนั้น เช่น อธิบายว่าจะแก้ปัญหาที่ลูกค้าเล่ามาอย่างไร มีขั้นตอนดำเนินงานแบบไหน และทำไมข้อเสนอนี้ถึงเหมาะกับลูกค้ารายนี้โดยเฉพาะ
เพราะใช้เวลาเตรียมมากกว่า การวัดผลของ Proposal จึงควรให้น้ำหนักกับคุณภาพของ Lead ที่นำไปสู่ขั้นนี้มากกว่าปริมาณ เนื่องจากทีมขายมีเวลาจำกัดที่จะทำ Proposal ได้ในแต่ละเดือน การเลือกทำให้กับ Lead ที่มีโอกาสปิดสูงจึงสำคัญกว่าการทำให้ทุกคนที่ขอ
ข้อมูลที่ควรบันทึกต่อ Proposal หนึ่งชุด
นอกจากฟิลด์พื้นฐานอย่างวันที่ส่งและมูลค่า Proposal ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรบันทึกเพราะสะท้อนความซับซ้อนของขั้นตอนนี้
| ฟิลด์ | ทำไมต้องบันทึก |
|---|---|
| วันที่เริ่มทำ Proposal | รู้ว่าทีมขายใช้เวลาเตรียมนานแค่ไหนต่อชุด |
| ผู้มีอำนาจตัดสินใจฝั่งลูกค้า | ช่วยประเมินว่าคุยกับคนที่ตัดสินใจได้จริงหรือยัง |
| จำนวนรอบที่แก้ไข Proposal | สะท้อนว่าลูกค้ามีความจริงจังหรือแค่สอบถามข้อมูล |
| วันที่นัดนำเสนอ | เชื่อมกับข้อมูลนัดประชุมเพื่อดูภาพรวม Funnel |
| สถานะล่าสุด | รอฟีดแบ็ก / กำลังแก้ไข / รออนุมัติ / ปิดแล้ว |
จำนวนรอบแก้ไขบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด
Proposal ที่ต้องแก้ไขหนึ่งถึงสองรอบก่อนที่ลูกค้าจะตอบตกลง มักเป็นสัญญาณที่ดีว่าลูกค้ากำลังพิจารณาอย่างจริงจังและมีส่วนร่วมในการปรับรายละเอียดให้ตรงกับความต้องการ ในขณะที่ Proposal ที่ส่งไปแล้วไม่มีการแก้ไขหรือฟีดแบ็กใด ๆ เลยเป็นเวลานาน มักเป็นสัญญาณว่าลูกค้าอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับดีลนี้มากเท่าที่ทีมขายคิด
การบันทึกจำนวนรอบแก้ไขและระยะเวลาระหว่างแต่ละรอบ ช่วยให้ทีมขายประเมินได้ว่าควรทุ่มเวลาต่อกับดีลไหน และควรถอยออกมาจากดีลไหนที่ดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าจริง เพื่อไปโฟกัสกับดีลที่มีโอกาสปิดสูงกว่า
ตรวจสอบว่ากำลังคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจจริงหรือไม่
ดีล B2B จำนวนมากที่ Proposal ค้างอยู่นานโดยไม่มีความคืบหน้า มักมีสาเหตุมาจากการคุยกับคนที่ไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณจริง ผู้ติดต่อฝั่งลูกค้าอาจสนใจและช่วยผลักดันภายในองค์กร แต่สุดท้ายต้องรอผู้บริหารระดับสูงกว่าอนุมัติ ซึ่งทีมขายมักไม่รู้ล่วงหน้าว่าต้องผ่านกี่ขั้นตอนกว่าจะถึงจุดนั้น
การถามคำถามเจาะจงตั้งแต่ช่วงต้น เช่น ถามว่าขั้นตอนอนุมัติงบของฝั่งลูกค้าเป็นอย่างไร ต้องผ่านใครบ้าง ช่วยให้ทีมขายประเมินระยะเวลาที่แท้จริงของดีลได้แม่นยำขึ้น และวางแผนติดตามได้เหมาะสมกว่าการคาดเดาเอง
ตัวอย่างสมมติ: ยิงแอดวันละ 3 พันบาท แต่ Proposal ปิดได้กี่ชุด
สมมติธุรกิจหนึ่งยิงแอดเข้า LINE OA วันละประมาณ 3,000 บาท ตลอดเดือนคิดเป็นงบราว 90,000 บาท สร้าง Lead ที่มีคุณภาพพอจะเข้าสู่ขั้นทำ Proposal ได้ 15 ราย จากทั้งหมด 15 ราย ทำ Proposal จริง 12 ชุด เพราะ 3 รายไม่ตอบกลับหลังนัดคุยครั้งแรก และจาก 12 ชุดที่ทำ ปิดได้ 3 ชุด รวมมูลค่า 620,000 บาท
ตัวอย่างสมมตินี้แสดงให้เห็นว่าทุกขั้นตอนของ Funnel มีการหลุดออกไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ Lead จนถึง Proposal ที่ปิดได้จริง การรู้ตัวเลขที่แต่ละขั้นช่วยให้ประเมินได้ว่าควรเพิ่มงบเพื่อสร้าง Lead มากขึ้น หรือควรแก้ที่กระบวนการทำ Proposal ให้มีอัตราปิดสูงขึ้นก่อน เพราะการเพิ่มงบโฆษณาอย่างเดียวโดยไม่แก้จุดที่รั่วในกระบวนการขาย อาจไม่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง
ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะอะไร
ทีมขายบางแห่งวัดผลงานของเซลส์แต่ละคนจากจำนวน Proposal ที่ทำต่อเดือนเป็นหลัก โดยไม่ดูอัตราปิดหรือคุณภาพของ Lead ที่นำไปสู่ Proposal นั้น ผลที่ตามมาคือเซลส์บางคนทำ Proposal ให้กับทุกคนที่สอบถามเข้ามาแม้จะรู้อยู่แล้วว่าโอกาสปิดต่ำ เพียงเพื่อให้ตัวเลขจำนวน Proposal ดูดี ซึ่งทำให้เวลาที่ควรใช้เตรียม Proposal คุณภาพสูงให้ดีลที่มีโอกาสจริง ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า
อีกจุดที่พังคือไม่มีใครติดตามว่า Proposal ที่ส่งไปนานแล้วยังไม่มีการตอบกลับควรทำอย่างไรต่อ ปล่อยให้ค้างอยู่ในสถานะเดิมเป็นเดือน ๆ โดยไม่มีการตัดสินใจว่าจะติดตามต่อหรือปิดดีล ทำให้มูลค่า Pipeline ที่รายงานออกไปดูสูงเกินจริงกว่าที่ควรจะเป็น
ตั้งค่าให้ข้อมูลนี้นำไป Optimize แคมเปญโฆษณาต่อได้
เมื่อมีข้อมูลอัตราการแปลง Lead ไปเป็น Proposal และอัตราการปิด Proposal สะสมมากพอ สามารถนำไปเทียบระหว่างแคมเปญโฆษณาต่าง ๆ เพื่อดูว่าแคมเปญไหนสร้าง Lead ที่มีคุณภาพพอจะเข้าสู่ขั้น Proposal ได้มากกว่ากัน ไม่ใช่แค่ดูจำนวนคนทักเข้ามาเฉย ๆ
การส่งข้อมูลนี้กลับไปยังแพลตฟอร์มโฆษณาในรูปแบบ Offline Conversion หรือ Enhanced Conversion ยังช่วยให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายลักษณะไหนมีแนวโน้มนำไปสู่ Proposal ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ลึกกว่าการปรับกลุ่มเป้าหมายจากการดูแค่ยอดคลิกหรือยอดทักแชท
ใครควรมีส่วนร่วมในการเตรียม Proposal บ้าง
Proposal ที่มีคุณภาพสูงมักไม่ได้เกิดจากเซลส์คนเดียวทำทุกอย่าง โดยเฉพาะดีลที่ซับซ้อนหรือมีมูลค่าสูง การให้ผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้าน เช่น ทีมโปรดักต์หรือทีมเทคนิค เข้ามาช่วยตรวจสอบรายละเอียดก่อนส่งให้ลูกค้า ช่วยลดความผิดพลาดที่อาจทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจ และทำให้ Proposal ตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงจุดกว่าการให้เซลส์เขียนคนเดียวทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การให้หลายฝ่ายมีส่วนร่วมต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ขั้นตอนตรวจสอบภายในกินเวลานานจนลูกค้าต้องรอนานเกินไป ควรกำหนดว่าถ้าต้องผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายอื่น จะใช้เวลาไม่เกินกี่วันทำการ เพื่อรักษาจังหวะการติดตามกับลูกค้าให้ต่อเนื่อง
ตัวอย่างสมมติ: สองอุตสาหกรรมที่ใช้เวลาปิด Proposal ต่างกัน
สมมติธุรกิจซอฟต์แวร์ B2B รายหนึ่งพบว่า Proposal ที่ส่งให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดเล็กมักปิดได้ภายในสองสัปดาห์ ในขณะที่ Proposal ที่ส่งให้ลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ยเกือบสองเดือนกว่าจะได้คำตอบ เพราะต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติภายในองค์กรของลูกค้า
ถ้าทีมขายตั้งเป้าหมายการติดตามแบบเดียวกันสำหรับทั้งสองกลุ่ม เช่น คาดหวังคำตอบภายในสองสัปดาห์เท่ากันหมด จะทำให้รู้สึกว่า Proposal สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ 'เงียบหาย' ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องปกติของวงจรการอนุมัติที่ยาวกว่า การแยกกรอบเวลาคาดหวังตามลักษณะลูกค้าแต่ละกลุ่ม ช่วยให้ทีมขายประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องกว่า และไม่เร่งติดตามจนลูกค้าองค์กรใหญ่รู้สึกถูกกดดันเกินไป
รายงานสถานะ Proposal ให้ผู้บริหารเห็นภาพที่ใช้ได้จริง
รายงานที่มีประโยชน์ต่อผู้บริหารไม่ใช่แค่ตัวเลขจำนวน Proposal ที่ทำออกไปในเดือนนั้น แต่ควรแบ่งเป็นสถานะย่อยที่ชัดเจน เช่น จำนวนที่กำลังรอฟีดแบ็กครั้งแรก จำนวนที่อยู่ระหว่างแก้ไข จำนวนที่รอการอนุมัติขั้นสุดท้าย และจำนวนที่ปิดแล้วไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ เพื่อให้เห็นว่าคอขวดของกระบวนการอยู่ตรงไหนกันแน่
ถ้าพบว่า Proposal ส่วนใหญ่ค้างอยู่ในขั้น 'รอฟีดแบ็กครั้งแรก' เป็นเวลานาน อาจสะท้อนว่าทีมขายต้องปรับวิธีติดตามให้เร็วขึ้นหรือกระชับขึ้น แต่ถ้าค้างอยู่ในขั้น 'รอการอนุมัติขั้นสุดท้าย' เป็นส่วนใหญ่ อาจต้องกลับไปดูว่าทีมขายเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจจริงหรือยัง การแยกสถานะแบบนี้ช่วยให้ทั้งทีมขายและผู้บริหารรู้ว่าควรแก้ปัญหาที่จุดไหนก่อน แทนที่จะดูแค่ตัวเลขรวมที่ไม่บอกอะไรมากนัก
รายงานลักษณะนี้ยังเป็นประโยชน์ตอนวางแผนกำลังคนของทีมขายในไตรมาสถัดไป เพราะถ้าเห็นแนวโน้มว่าจำนวน Proposal ที่ต้องเตรียมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน แต่จำนวนเซลส์ยังเท่าเดิม ผู้บริหารจะเห็นสัญญาณล่วงหน้าว่าถึงเวลาต้องพิจารณาเพิ่มกำลังคนหรือปรับกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนที่คุณภาพของ Proposal จะเริ่มตกลงเพราะทีมขายรับงานเกินกำลัง
สรุป
Proposal เป็นขั้นตอนที่ใช้ทรัพยากรของทีมขายมากกว่าใบเสนอราคาทั่วไป การวัดผลจึงควรเน้นคุณภาพของ Lead ที่นำไปสู่ขั้นนี้และอัตราการปิด มากกว่าจำนวน Proposal ที่ทำออกไป ทีมที่แยกสถานะย่อยของ Proposal ได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น มักแก้ปัญหาคอขวดในกระบวนการขายได้เร็วกว่าทีมที่ดูแค่ตัวเลขรวมโดยไม่รู้ว่าดีลไปติดอยู่ตรงขั้นตอนไหนกันแน่
เมื่อเชื่อมข้อมูลนี้กับแคมเปญต้นทางอย่างต่อเนื่อง จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าเงินโฆษณาที่จ่ายไปสร้าง Lead ที่มีคุณภาพพอจะเข้าสู่ขั้น Proposal ได้จริงมากน้อยแค่ไหน
- แยกบันทึก Proposal ออกจากใบเสนอราคาทั่วไป เพราะสะท้อนขั้นตอนที่ต่างกัน
- บันทึกจำนวนรอบแก้ไขและผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพราะเป็นสัญญาณสำคัญของโอกาสปิด
- อย่าวัดผลงานเซลส์จากจำนวน Proposal อย่างเดียว ต้องดูอัตราปิดควบคู่กันเสมอ
- ความเร็วของ Pipeline ส่งผลต่อยอดขายยังไง อ่านที่ความเร็วของ Pipeline (Pipeline Velocity) คืออะไร
- การพยากรณ์กระแสเงินสดจาก Lead Pipeline ดูที่การพยากรณ์กระแสเงินสดจาก Lead Pipeline
- การให้น้ำหนักมูลค่า Pipeline แบบขายส่ง อ่านที่การให้น้ำหนักมูลค่า Pipeline สำหรับธุรกิจขายส่ง
- โปรแกรมคะแนนสะสมสำหรับตัวแทนจำหน่าย B2B อ่านที่โปรแกรมคะแนนสะสมสำหรับตัวแทนจำหน่าย B2B
คำถามที่พบบ่อย
Proposal กับใบเสนอราคาต้องแยกบันทึกไหม
ควรแยก เพราะสะท้อนขั้นตอนที่ต่างกันของดีล การรวมกันจะทำให้วัดอัตราการแปลงระหว่างขั้นตอนไม่ได้ชัดเจน
ควรทำ Proposal ให้กับทุก Lead ที่ขอไหม
ไม่จำเป็น ถ้า Lead นั้นยังไม่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นหรือไม่ได้คุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ ควรกลับไปคัดกรองก่อนใช้เวลาทำ Proposal เต็มรูปแบบ
ควรให้เวลาลูกค้าตอบกลับ Proposal นานแค่ไหนก่อนติดตาม
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของดีล แต่โดยทั่วไปไม่ควรเกินหนึ่งสัปดาห์ก่อนติดตามครั้งแรก เพื่อไม่ให้ดีลเงียบหายไปเฉย ๆ
จำนวนรอบแก้ไข Proposal มากเกินไปเป็นสัญญาณไม่ดีไหม
ไม่เสมอไป แต่ถ้าแก้ไขมากกว่าสี่ห้ารอบโดยไม่มีทีท่าจะจบ ควรกลับไปคุยตรง ๆ กับลูกค้าว่าติดขัดที่จุดไหนกันแน่
ควรวัดอัตราปิด Proposal แยกตามเซลส์แต่ละคนไหม
ควรดูควบคู่กับคุณภาพของ Lead ที่แต่ละคนได้รับเช่นเดียวกับขั้นตอนอื่น เพราะเซลส์ที่ได้ดีลซับซ้อนกว่าอาจมีอัตราปิดต่ำกว่าโดยไม่ใช่ความสามารถที่ด้อยกว่า
linli ช่วยเรื่อง Proposal ได้แค่ไหน
linli ช่วยเชื่อมข้อมูล Lead และแคมเปญต้นทางเข้ากับขั้นตอนถัดไปในกระบวนการขาย ส่วนเนื้อหาและการติดตาม Proposal เองยังเป็นหน้าที่ของทีมขาย
อ่านต่อแบบเจาะลึก
รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน
linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน
ทดลองใช้ฟรี 14 วันบทความที่เกี่ยวข้อง

ยิง Google Ads เข้า LINE เพิ่มทุกเดือน แต่ปิดดีล B2B ได้เท่าเดิม

ได้ Lead จาก LinkedIn มาเยอะ แต่พอ Follow Up ใน LINE แล้วเงียบหาย แก้ยังไง
