← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ตัวแทนจำหน่าย 120 ร้าน สั่งซ้ำผ่าน LINE แค่ 18 ร้าน: ออกแบบโปรแกรมสะสมยอดสำหรับลูกค้า B2B ให้ไม่เหมือนแต้มลูกค้าปลีก

02 ส.ค. 04:31 · อ่าน 2 นาที
ตัวแทนจำหน่าย 120 ร้าน สั่งซ้ำผ่าน LINE แค่ 18 ร้าน: ออกแบบโปรแกรมสะสมยอดสำหรับลูกค้า B2B ให้ไม่เหมือนแต้มลูกค้าปลีก

สรุปสั้น ๆ

โปรแกรมสะสมแต้มแบบลูกค้าปลีกมักไม่ได้ผลกับตัวแทนจำหน่าย เพราะฝั่ง B2B ตัดสินใจสั่งซื้อเป็นรอบใหญ่ตามสต๊อกและงบประมาณ ไม่ใช่ซื้อตามอารมณ์ครั้งละน้อยเหมือนผู้บริโภคทั่วไป สิ่งที่ต้องออกแบบใหม่คือเกณฑ์สะสมยอดตามรอบธุรกิจจริง ผูกกับบัญชีร้านที่มีพนักงานหลายคนใช้ ไม่ใช่ผูกกับ LINE ส่วนตัวของคนคนเดียว และรางวัลต้องเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องการ ไม่ใช่ของแถมแบบลูกค้าปลีก

บริษัทผลิตอะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่ผมเข้าไปช่วยดูระบบ มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย 120 ร้านทั่วประเทศ สั่งซื้อสินค้าผ่านการโทรหรือแฟกซ์มาเป็นสิบปี ก่อนจะย้ายมาใช้ LINE OA เป็นช่องทางสั่งซื้อหลักเมื่อสองปีก่อน ทีมการตลาดเห็นว่าโปรแกรมสะสมแต้มที่ใช้กับลูกค้าปลีกได้ผลดี เลยยกสูตรเดิมมาแปะใช้กับตัวแทนจำหน่ายทันที คือทุกยอดสั่งซื้อ 100 บาทได้ 1 แต้ม สะสมแลกของแถมได้

ผ่านไปสี่เดือน ทีมดึงรายงานมาดูแล้วพบว่าจาก 120 ร้าน มีแค่ 18 ร้านที่เคยเปิดเมนูดูแต้มหรือแลกของรางวัลเลยสักครั้ง ที่เหลือ 102 ร้านใช้ LINE OA แค่เพื่อสั่งของกับสอบถามสต๊อกเท่านั้น เหมือนแต้มไม่มีอยู่จริงในสายตาพวกเขา ทั้งที่ทีมการตลาดเชื่อว่าตัวแทนก็เป็นลูกค้าแบบหนึ่ง น่าจะสนใจแต้มไม่ต่างจากลูกค้าปลีกทั่วไป

สิ่งที่ค้นพบหลังลงไปคุยกับตัวแทนจริง ๆ คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแทนไม่สนใจสิทธิประโยชน์ แต่อยู่ที่โปรแกรมทั้งชุดถูกออกแบบมาผิดฝาผิดตัวตั้งแต่โครงสร้าง ตั้งแต่หน่วยสะสม รางวัล ไปจนถึงคนที่เห็นแต้มในแชท บทความนี้จะเล่าว่าทำไมสูตรลูกค้าปลีกถึงใช้ไม่ได้กับ B2B และควรออกแบบใหม่ยังไงให้ตรงกับวิธีทำธุรกิจจริงของตัวแทนจำหน่าย

ทำไมยกโปรแกรมแต้มลูกค้าปลีกไปใช้กับตัวแทนจำหน่ายตรง ๆ แล้วพัง

สมมติฐานตั้งต้นของทีมการตลาดคือ ‘ตัวแทนก็คือลูกค้าคนหนึ่ง ทำไมจะไม่สนใจแต้ม’ ซึ่งฟังดูมีเหตุผลถ้ามองแค่ผิวเผิน แต่พอลงไปดูจริงกลับพบว่าคนที่พิมพ์คุยในแชท LINE ของร้านตัวแทนแทบทุกครั้งไม่ใช่เจ้าของร้านที่ตัดสินใจซื้อ แต่เป็นพนักงานสต๊อกหรือพนักงานขายหน้าร้านที่ทำหน้าที่แค่สั่งของตามที่เจ้าของสั่ง แต้มที่สะสมได้จึงไม่มีความหมายอะไรกับคนที่พิมพ์เลยสักนิด เพราะเขาไม่ใช่คนที่จะได้ประโยชน์จากแต้มนั้น

อีกจุดที่ต่างกันคนละเรื่องคือหน่วยของการสะสม โปรแกรมลูกค้าปลีกออกแบบมาให้คนรู้สึกดีทุกครั้งที่ซื้อของชิ้นเล็ก ๆ เพราะการซื้อแต่ละครั้งมีความหมายทางอารมณ์ แต่การสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายไม่ใช่การตัดสินใจด้วยอารมณ์เลย มันคือการคำนวณสต๊อกที่เหลือ เทียบกับยอดขายที่คาดว่าจะขายได้ในรอบถัดไป แต้มที่ได้จากออเดอร์แต่ละครั้งจึงไม่ได้กระตุ้นความรู้สึกอะไรแบบที่ลูกค้าปลีกรู้สึก

ที่สำคัญกว่านั้นคือของรางวัลที่ตั้งไว้ เช่น แก้วน้ำแบรนด์หรือพวงกุญแจ เป็นของที่มีความหมายกับผู้บริโภคที่ซื้อใช้เอง แต่ไม่มีความหมายอะไรเลยกับร้านค้าที่ดำเนินธุรกิจเป็นหลักแสนหลักล้านบาทต่อปี เจ้าของร้านมองว่าของแถมพวกนี้เป็นเรื่องเล็กเกินกว่าจะเสียเวลาสนใจ ทั้งที่ถ้าเปลี่ยนเป็นสิ่งที่กระทบต้นทุนหรือกระแสเงินสดของร้านโดยตรง ความสนใจจะต่างไปคนละเรื่อง

พฤติกรรมสั่งซื้อของธุรกิจต่างจากลูกค้าปลีกตรงไหนบ้าง

ลูกค้าปลีกซื้อบ่อย ซื้อทีละน้อย และตัดสินใจเร็วเพราะใช้เงินของตัวเอง ส่วนตัวแทนจำหน่ายสั่งซื้อเป็นรอบใหญ่ตามรอบสต๊อกที่วางแผนไว้ล่วงหน้า มักผูกกับรอบเงินสดหมุนเวียนของร้านและฤดูกาลขายของสินค้านั้น ๆ การสั่งของแต่ละครั้งจึงเป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคำนวณมากกว่าซื้อตามอารมณ์ ต่อให้มีโปรแกรมแต้มดึงดูดแค่ไหน ก็ไม่ทำให้ร้านสั่งของเกินความต้องการจริง

อีกความต่างคือการตัดสินใจในฝั่งตัวแทนมักมีมากกว่าหนึ่งคนเสมอ เจ้าของร้านเป็นคนอนุมัติงบและดูภาพรวมกำไรขาดทุน ส่วนพนักงานเป็นคนพิมพ์สั่งของในแชทจริง ๆ ถ้าโปรแกรมสะสมแต้มให้ประโยชน์กับ ‘ร้าน’ อย่างเดียวโดยไม่มีอะไรให้กับคนที่ลงมือสั่งของทุกวัน พนักงานก็ไม่มีแรงจูงใจอะไรจะเอาใจใส่กับแต้มนั้นเลย นี่คือจุดที่ต้องออกแบบเป็นสองชั้นแยกกัน

และเพราะการตัดสินใจซื้อของ B2B ไม่ใช่การซื้อตามอารมณ์ รางวัลที่ตัวแทนต้องการจริง ๆ จึงมักเป็นสิ่งที่กระทบตัวเลขทางธุรกิจโดยตรง เช่น เทอมชำระเงินที่ยาวขึ้น ส่วนลดเพิ่มในรอบสั่งของถัดไป หรือสิทธิ์ได้สินค้าก่อนช่วงที่สต๊อกขาดตลาด ไม่ใช่ของแถมที่ให้ความรู้สึกดีแบบผู้บริโภคทั่วไป

ออกแบบเกณฑ์สะสมยอดตามมูลค่าสั่งซื้อสะสมรายไตรมาส ไม่ใช่รายครั้ง

หลังคุยกับตัวแทนหลายร้าน ทีมพบว่าสิ่งที่ตรงกับจังหวะธุรกิจจริงที่สุดคือให้สะสมมูลค่าออเดอร์รวมเป็นรายไตรมาส แทนที่จะให้แต้มทุกบิลแบบลูกค้าปลีก เพราะรอบไตรมาสใกล้เคียงกับรอบวางแผนสต๊อกของร้านค้าส่วนใหญ่ และทำให้ทีมขายสามารถคุยกับตัวแทนแต่ละรายเป็นรอบใหญ่ได้ ไม่ต้องคอยแจ้งทุกครั้งที่มีบิลเข้ามา ตารางนี้เทียบให้เห็นความต่างระหว่างโครงสร้างแบบลูกค้าปลีกกับแบบที่ปรับสำหรับตัวแทนจำหน่าย:

มิติโปรแกรมลูกค้าปลีกทั่วไปโปรแกรมตัวแทนจำหน่าย B2B
หน่วยสะสม1 บาท = 1 แต้มต่อบิลมูลค่าสั่งซื้อสะสมต่อไตรมาส ต่อบัญชีร้าน
รอบเวลาสะสมต่อเนื่อง ไม่จำกัดรอบรีเซ็ตทุกไตรมาส ตามรอบวางแผนสต๊อก
ของรางวัลของแถม/ส่วนลดเล็กน้อยต่อเทอมชำระ/ส่วนลดรอบถัดไป/สิทธิ์จองสต๊อกก่อน
ผู้ตัดสินใจแลกลูกค้าคนเดียวที่ซื้อเจ้าของร้าน อนุมัติผ่านบัญชีของร้าน

ปัญหาบัญชี LINE เดียวที่มีพนักงานหลายคนของร้านตัวแทนใช้สลับกัน

โปรแกรมสะสมแต้มลูกค้าปลีกส่วนใหญ่ตั้งสมมติฐานว่า LINE ID หนึ่งอันคือคนคนเดียว แต่บัญชี LINE ที่ตัวแทนจำหน่ายใช้คุยกับซัพพลายเออร์มักเป็นบัญชีของร้าน ไม่ใช่บัญชีส่วนตัว และมีพนักงานหลายคนสลับกันพิมพ์ในวันเวลาต่าง ๆ กัน บางร้านให้พนักงานขายเช้าพิมพ์ตอนเช้า แล้วเจ้าของพิมพ์เองตอนเย็น ถ้าระบบผูกแต้มกับ LINE ID เฉย ๆ โดยไม่มีการยืนยันตัวร้าน ตัวเลขสะสมจะกระจัดกระจายไม่ตรงกับความเป็นจริง

วิธีที่แก้ปัญหานี้ได้คือกำหนดรหัสร้าน (dealer code) ให้ตัวแทนแต่ละรายตั้งแต่วันสมัคร แล้วผูกทุกออเดอร์ที่เข้ามาในแชทเข้ากับรหัสนี้ ไม่ว่าใครในร้านจะเป็นคนพิมพ์สั่งของก็ตาม ยอดสะสมจะยังคงนับรวมเข้าบัญชีร้านเดียวกันเสมอ วิธีนี้ต่างจากหลักการออกแบบระบบเลเวลสมาชิกลูกค้าปลีกตรงที่ตัวหารของระยะห่างแต่ละขั้นไม่ใช่พฤติกรรมคนคนเดียว แต่เป็นพฤติกรรมขององค์กรทั้งร้าน

บทสนทนาที่เซลส์ใช้ติดตามความคืบหน้าของดีลเลอร์ในแชท ต่างจากบทสนทนาลูกค้าปลีกตรงไหน

ข้อความแบบลูกค้าปลีกที่ว่า ‘คุณมี 150 แต้มแล้วนะคะ’ ใช้กับตัวแทนจำหน่ายแล้วฟังดูไม่มีน้ำหนักอะไรเลย เพราะเจ้าของร้านไม่ได้สนใจตัวเลขแต้มลอย ๆ เขาสนใจว่าตัวเลขนั้นแปลงเป็นประโยชน์ทางธุรกิจอะไรให้ร้านเขาบ้าง

ข้อความที่เซลส์ในบริษัทนี้ปรับใหม่แล้วได้ผลคือ ‘พี่หนึ่งครับ ไตรมาสนี้ร้านสั่งสะสมไปแล้ว 640,000 บาท ห่างจากเกณฑ์ต่อเทอมชำระเพิ่มอีก 15 วันแค่ 60,000 บาทเองครับ ถ้าพี่มีแผนเติมสต๊อกรุ่นที่ขายดีช่วงนี้ สั่งตอนนี้พอดีจะได้เทอมใหม่ทันรอบหน้าเลยครับ’ — ประโยคนี้ไม่ได้พูดเรื่องแต้มเลยสักคำ แต่พูดเป็นภาษาที่เจ้าของร้านคิดอยู่แล้วในหัว คือเรื่องสต๊อกกับกระแสเงินสด

สิ่งที่ทำให้ข้อความแบบนี้เกิดขึ้นได้คือทีมขายต้องเห็นความคืบหน้าของแต่ละดีลเลอร์อยู่ในเครื่องมือเดียวกับที่ใช้คุยกับลูกค้า ไม่ใช่ต้องเปิดสเปรดชีตแยกแล้วมาคำนวณเอง เพราะถ้าเซลส์ต้องเสียเวลาไปหาตัวเลขเอง โอกาสที่จะพูดถูกจังหวะแบบนี้จะน้อยลงมาก

รางวัลที่ตัวแทนจำหน่ายต้องการจริง ไม่ใช่ของแถมแบบลูกค้าปลีก

  • เทอมชำระเงินที่ยาวขึ้น — กระทบกระแสเงินสดของร้านโดยตรง เป็นสิ่งที่เจ้าของร้านคำนวณเป็นมูลค่าได้ทันที ต่างจากของแถมที่ต้องเดาว่ามีค่าแค่ไหน
  • ส่วนลดเพิ่มในรอบสั่งซื้อถัดไป — ให้ประโยชน์ที่วนกลับมาซื้อซ้ำจริง แทนที่จะเป็นของขวัญที่ใช้ครั้งเดียวจบ
  • สิทธิ์จองสต๊อกก่อนช่วงสินค้าขาดตลาด — มีค่ามากในหมวดสินค้าที่มีฤดูกาลหรือรุ่นที่ผลิตจำกัด เพราะร้านที่ได้สินค้าก่อนคือร้านที่ขายได้ก่อนคู่แข่งในพื้นที่
  • งบส่งเสริมการขายร่วม (co-op marketing fund) — ช่วยร้านทำป้ายหรือโปรโมชันหน้าร้านของตัวเอง ซึ่งวนกลับมาช่วยยอดขายของทั้งสองฝ่าย
  • ของรางวัลเล็กสำหรับพนักงานที่สั่งของ — แยกต่างหากจากรางวัลของร้าน เช่น ค่าคอมมิชชันเล็กน้อยหรือของขวัญส่วนตัว เพื่อให้คนที่พิมพ์สั่งของทุกวันมีเหตุผลจะใส่ใจโปรแกรมนี้ด้วย

ผูก event สะสมยอดของดีลเลอร์เข้ากับระบบวัดผลให้ถูกจุด

  1. ลงทะเบียนรหัสร้าน (dealer_code) ตั้งแต่วันสมัครเข้าโปรแกรม แล้วผูกทุกออเดอร์ที่เข้ามาผ่านแชทเข้ากับรหัสนี้ ไม่ว่าใครในร้านจะเป็นคนพิมพ์
  2. แยก event order_value_b2b ออกจาก event สะสมแต้มลูกค้าปลีกทั่วไปโดยเด็ดขาด เพราะพฤติกรรมและมูลค่าต่อครั้งต่างกันมาก การปนกันจะทำให้ตัวเลขเฉลี่ยเพี้ยนทั้งสองฝั่ง
  3. เก็บ tier_upgrade_b2b เป็น event แยก แล้วส่งข้อมูลนี้เข้าแดชบอร์ดของทีมขายโดยตรง ไม่จำเป็นต้องยิงกลับไปหาแพลตฟอร์มโฆษณาเหมือนลูกค้าปลีก เพราะตัวแทนจำหน่ายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแอดผู้บริโภคทั่วไป
  4. ถ้าบริษัทมีแคมเปญหาตัวแทนจำหน่ายใหม่ผ่านโฆษณาสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ให้แยกวัดต้นทุนต่อดีลเลอร์ใหม่ด้วยกรอบ LTV/CAC เพราะมูลค่าของดีลเลอร์หนึ่งรายสูงกว่าลูกค้าปลีกหนึ่งคนมาก เกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าจึงต้องต่างกันด้วย

ข้อผิดพลาดที่ทำให้โปรแกรม B2B ไม่มีใครสนใจ

  • ยกโครงสร้างรางวัลจากลูกค้าปลีกมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่ปรับ ทำให้ของรางวัลไม่มีความหมายกับธุรกิจของตัวแทนเลย
  • ผูกแต้มกับ LINE ID ส่วนตัวแทนที่จะผูกกับรหัสร้าน ทำให้ยอดสะสมกระจัดกระจายเมื่อพนักงานสลับกันพิมพ์หรือลาออก
  • ให้รางวัลกับร้านอย่างเดียวโดยไม่มีอะไรให้พนักงานที่ลงมือสั่งของทุกวัน ทำให้คนที่พิมพ์คุยจริงไม่มีแรงจูงใจใส่ใจโปรแกรม
  • รีเซ็ตยอดสะสมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือเปลี่ยนเกณฑ์กะทันหันโดยไม่อธิบายเหตุผล ซึ่งกระทบความเชื่อใจกับพาร์ตเนอร์ธุรกิจมากกว่าลูกค้าปลีกทั่วไปมาก เพราะความสัมพันธ์แบบ B2B อยู่บนพื้นฐานของความคาดเดาได้

วัดผลว่าโปรแกรมนี้ทำให้ดีลเลอร์สั่งซ้ำเพิ่มขึ้นจริงไหม

ตัวชี้วัดที่ควรดูไม่ใช่จำนวนตัวแทนที่ ‘สมัครเข้าร่วม’ แต่คือมูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ยต่อร้านต่อไตรมาสก่อนกับหลังเริ่มโปรแกรม และสัดส่วนร้านที่เปิดดูความคืบหน้าตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อไตรมาส ถ้าตัวเลขทั้งสองไม่ขยับ แปลว่าโปรแกรมยังไม่มีความหมายกับตัวแทนจริง ๆ ต่อให้มีคนสมัครเข้าร่วมเยอะแค่ไหนก็ตาม

อีกตัวเลขที่ควรจับตาคือจำนวนร้านที่หยุดสั่งของไปเลยในแต่ละไตรมาส เพราะโปรแกรมสะสมยอดที่ดีควรช่วยลดอัตรานี้ลง ถ้าร้านที่เข้าโปรแกรมยังคงหายไปในอัตราเท่าเดิมกับร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม แปลว่าสิ่งที่ให้ยังไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวแทนต้องการจริง ควรกลับไปคุยกับตัวแทนกลุ่มที่ไม่เคยเปิดดูแต้มเลย เพื่อถามตรง ๆ ว่าอะไรที่จะทำให้เขารู้สึกว่าคุ้มค่าจะใส่ใจ

สรุป

ปัญหาของโปรแกรมสะสมยอด B2B ที่ไม่มีใครสนใจ ไม่ได้เกิดจากตัวแทนจำหน่ายไม่ชอบสิทธิประโยชน์ แต่เกิดจากการยกสูตรลูกค้าปลีกมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่คำนึงว่าธุรกิจตัดสินใจซื้อต่างจากผู้บริโภคทั่วไปทั้งระบบ ทั้งเรื่องรอบเวลา คนที่มีอำนาจตัดสินใจ และสิ่งที่มีความหมายพอจะเปลี่ยนพฤติกรรม

ถ้าบริษัทไหนกำลังจะเริ่มหรือกำลังปรับโปรแกรมสะสมยอดสำหรับตัวแทนจำหน่ายอยู่ ลองเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ก่อนว่ารางวัลที่ตั้งไว้กระทบตัวเลขทางธุรกิจของร้านโดยตรงหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคือจุดแรกที่ต้องแก้ก่อนจะไปคิดเรื่องกลไกอื่น

  • สะสมยอดตามรอบธุรกิจจริงของตัวแทน เช่น รายไตรมาส แทนการให้แต้มทุกบิลแบบลูกค้าปลีก
  • ผูกยอดสะสมกับรหัสร้าน ไม่ใช่ LINE ID ส่วนตัว เพื่อรองรับพนักงานหลายคนที่สลับกันแชท
  • ให้รางวัลที่กระทบตัวเลขธุรกิจโดยตรง เช่น เทอมชำระหรือสิทธิ์จองสต๊อก ไม่ใช่ของแถมแบบผู้บริโภค
  • แยกรางวัลของร้านกับรางวัลของพนักงานที่สั่งของออกจากกัน เพราะเป็นคนละคนที่ต้องจูงใจ

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมสะสมแต้มแบบลูกค้าปลีกใช้กับตัวแทนจำหน่ายไม่ได้เลยหรือ

ใช้ได้บางส่วนถ้าปรับโครงสร้างให้ตรงกับวงจรธุรกิจจริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แนวคิดสะสมแต้มเอง แต่อยู่ที่หน่วยสะสม รอบเวลา และของรางวัลที่ต้องออกแบบใหม่ให้ตรงกับพฤติกรรมสั่งซื้อของธุรกิจ ไม่ใช่คัดลอกจากโปรแกรมผู้บริโภคทั้งดุ้น

ควรรีเซ็ตยอดสะสมทุกไตรมาสจริงไหม หรือควรสะสมตลอดปี

ขึ้นกับรอบวางแผนสต๊อกของสินค้าประเภทนั้น ถ้าสินค้ามีรอบขายตามฤดูกาลชัดเจน รอบไตรมาสมักตรงกับจังหวะที่ตัวแทนวางแผนอยู่แล้ว แต่ถ้าสินค้าเป็นของที่ขายต่อเนื่องตลอดปีไม่มีฤดูกาล การสะสมรายปีอาจเหมาะกว่าเพราะสะท้อนความสัมพันธ์ระยะยาวได้ดีกว่า

ถ้าร้านตัวแทนมีพนักงานหลายคนสลับกันแชท จะตามยอดยังไงให้แม่น

ต้องผูกยอดสะสมเข้ากับรหัสร้านที่ลงทะเบียนไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ผูกกับ LINE ID ส่วนตัวของคนที่พิมพ์ในแต่ละวัน วิธีนี้ทำให้ไม่ว่าใครในร้านจะเป็นคนสั่งของ ยอดจะยังคงนับรวมเข้าบัญชีเดียวกันเสมอ

ควรให้รางวัลกับตัวร้านหรือกับพนักงานที่สั่งของโดยตรง

ควรให้ทั้งสองชั้นแยกกัน รางวัลหลักที่กระทบตัวเลขธุรกิจอย่างเทอมชำระหรือส่วนลดควรให้กับร้าน ส่วนรางวัลเล็กที่จับต้องได้เร็วควรมีให้พนักงานที่ลงมือสั่งของด้วย เพราะเขาคือคนที่ตัดสินใจว่าจะพิมพ์คุยกับร้านคุณหรือร้านคู่แข่งในแต่ละครั้ง

โปรแกรมนี้ต้องผูก conversion API ยิงกลับแพลตฟอร์มโฆษณาเหมือนลูกค้าปลีกไหม

ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น เพราะตัวแทนจำหน่ายมักไม่ได้มาจากโฆษณาผู้บริโภคทั่วไป ข้อมูลที่ควรเน้นคือส่งเข้าแดชบอร์ดทีมขายแทน แต่ถ้าบริษัทมีแคมเปญหาตัวแทนใหม่ผ่านโฆษณาเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ ก็ยังใช้หลักการวัดผลคล้ายกันได้

ต้องใช้ระบบซับซ้อนแค่ไหนถึงจะเริ่มทำโปรแกรมนี้ได้

เริ่มจากเล็กได้ก่อน แค่มีรหัสร้านและตารางบันทึกยอดสะสมรายไตรมาสก็เริ่มทดลองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรก สำคัญกว่าคือต้องคุยกับตัวแทนจริงก่อนว่าเขาอยากได้รางวัลแบบไหน แล้วค่อยลงทุนระบบเพิ่มเมื่อเห็นว่าโครงสร้างที่เลือกใช้ได้ผลจริง

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง