← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ค่าแอดคอร์สเรียนที่จ่ายไป เทียบกับ Lead ที่ได้จริงคุ้มไหม

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 3 นาที
ค่าแอดคอร์สเรียนที่จ่ายไป เทียบกับ Lead ที่ได้จริงคุ้มไหม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การประเมินความคุ้มค่าของงบโฆษณาสำหรับธุรกิจคอร์สเรียนต้องคำนวณตั้งแต่ Cost per Lead ไปจนถึง Cost per Sale และเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อนักเรียนหนึ่งคน ไม่ใช่ดูแค่ว่าจ่ายค่าแอดไปเท่าไรและได้ Lead กี่คน เพราะ Lead ที่ถูกอาจไม่คุ้มค่าถ้าคุณภาพต่ำ ในขณะที่ Lead ที่แพงกว่าอาจคุ้มค่ากว่าถ้าปิดการขายได้มากกว่า

เจ้าของสถาบันติวสอบแห่งหนึ่งจ่ายค่าแอดเดือนละหลายหมื่นบาทให้กับหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน แต่ไม่เคยคำนวณจริงจังว่าเงินแต่ละบาทที่จ่ายไปคุ้มค่าแค่ไหน ตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบจากความรู้สึกว่าเดือนนี้ 'ดูเหมือน' มีคนทักเยอะหรือน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งลองนั่งคำนวณตัวเลขจริงจังถึงพบว่าบางแคมเปญที่เชื่อว่าดีที่สุดกลับมีต้นทุนต่อยอดสมัครสูงกว่าแคมเปญที่เคยมองข้ามไปมาก

การไม่คำนวณ Cost per Lead และ Cost per Sale อย่างเป็นระบบ ทำให้ธุรกิจตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาโดยขาดข้อมูลที่แม่นยำ ซึ่งอาจนำไปสู่การเทงบให้แคมเปญที่ดูดีแต่จริง ๆ แล้วไม่คุ้มค่า ในขณะที่ตัดงบแคมเปญที่มีศักยภาพออกไปเพราะดูเหมือนไม่ได้ผลในสายตาแรก

บทความนี้จะพาไล่วิธีคำนวณตัวชี้วัดสำคัญที่ธุรกิจคอร์สเรียนควรรู้ ตั้งแต่ Cost per Lead ไปจนถึง Cost per Sale พร้อมตัวอย่างการนำไปใช้ตัดสินใจจริง

ทำไมการตัดสินใจจากความรู้สึกถึงพาธุรกิจหลงทาง

การตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาจากความรู้สึกมักเกิดจากการมองแค่ตัวเลขที่เห็นชัดที่สุด เช่น จำนวนแชทหรือความคึกคักของทีมแอดมินในแต่ละวัน โดยไม่ได้เทียบกับต้นทุนที่จ่ายไปจริง ๆ ปัญหาคือความรู้สึกคึกคักไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าเสมอไป เพราะแคมเปญที่ทำให้แอดมินยุ่งทั้งวันอาจดึงคนที่ไม่ตั้งใจสมัครเข้ามาเยอะ ในขณะที่แคมเปญที่ดูเงียบกว่าอาจพาคนที่ตั้งใจสมัครจริงเข้ามาในสัดส่วนที่สูงกว่า

การมีตัวเลขที่คำนวณได้ชัดเจนช่วยให้การตัดสินใจเปลี่ยนจากการเดาไปเป็นการวิเคราะห์ ซึ่งสำคัญมากเมื่อธุรกิจต้องจัดสรรงบระหว่างหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน อ่านเพิ่มเติมเรื่องการวาง Funnel วัดผลคอร์สเรียนจาก LINEเพื่อเข้าใจว่าต้องเก็บข้อมูลขั้นไหนบ้างก่อนจะคำนวณตัวเลขเหล่านี้ได้ถูกต้อง หลักการเดียวกันนี้ใช้ตัดสินใจงบระหว่างFacebook Adsและแพลตฟอร์มอื่นได้เช่นกัน

วิธีคำนวณ Cost per Lead ที่ใช้ได้จริง

Cost per Lead คำนวณจากงบโฆษณาที่จ่ายไปทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง หารด้วยจำนวน Lead ที่ได้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่จุดสำคัญที่ธุรกิจมักพลาดคือการเลือกว่าจะนับ 'Lead' แบบไหน ถ้านับทุกคนที่ทักเข้ามาโดยไม่คัดกรอง ตัวเลข Cost per Lead จะดูต่ำมาก แต่ไม่ได้สะท้อนความคุ้มค่าจริง เพราะรวมคนที่ไม่มีแนวโน้มสมัครเรียนเข้าไปด้วย

แนวทางที่แม่นยำกว่าคือคำนวณ Cost per Lead แยกเป็นสองระดับ คือ Cost per Lead ดิบที่นับทุกคนที่ทักเข้ามา และ Cost per Lead คุณภาพที่นับเฉพาะคนที่ผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้น การมีตัวเลขสองระดับนี้ช่วยให้เห็นว่าแคมเปญไหนดึงคนคุณภาพเข้ามาในสัดส่วนสูง แม้จะมีจำนวน Lead ดิบน้อยกว่าแคมเปญอื่นก็ตาม

ขยับไปคำนวณ Cost per Sale ให้เห็นภาพรายได้จริง

Cost per Sale คือต้นทุนโฆษณาเฉลี่ยต่อการสมัครเรียนหนึ่งครั้ง คำนวณจากงบโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวนยอดสมัครจริงที่เกิดขึ้น ตัวเลขนี้สำคัญกว่า Cost per Lead มาก เพราะเป็นตัวเลขที่เชื่อมโยงตรงกับรายได้ของธุรกิจ แคมเปญที่มี Cost per Lead ต่ำแต่มีอัตราแปลงจาก Lead ไปสู่ยอดสมัครต่ำมาก อาจมี Cost per Sale สูงกว่าแคมเปญที่ Cost per Lead แพงกว่าแต่แปลงเป็นยอดสมัครได้ดีกว่าก็ได้

เมื่อมี Cost per Sale แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือนำไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยที่ได้จากนักเรียนหนึ่งคน เพื่อดูว่าธุรกิจยังมีกำไรเหลือพอหลังหักต้นทุนโฆษณาแล้วหรือไม่ ถ้า Cost per Sale ใกล้เคียงหรือสูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อนักเรียน แปลว่าแคมเปญนั้นอาจไม่คุ้มค่าที่จะเดินหน้าต่อในรูปแบบเดิม

ตัวอย่างสมมติ คำนวณเทียบสองแคมเปญ

สมมติสถาบันติวสอบจ่ายค่าแอดแคมเปญ A ไป 30,000 บาท ได้ Lead ดิบ 500 คน Lead คุณภาพ 120 คน และปิดยอดสมัครได้ 15 คน ส่วนแคมเปญ B จ่ายไป 20,000 บาท ได้ Lead ดิบ 200 คน Lead คุณภาพ 90 คน และปิดยอดสมัครได้ 18 คน

เมื่อคำนวณ Cost per Lead ดิบ แคมเปญ A อยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อ Lead ในขณะที่แคมเปญ B อยู่ที่ประมาณ 100 บาทต่อ Lead ทำให้แคมเปญ A ดูคุ้มค่ากว่าถ้าดูแค่ตัวเลขนี้ แต่เมื่อคำนวณ Cost per Sale แคมเปญ A อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อยอดสมัคร ส่วนแคมเปญ B อยู่ที่ประมาณ 1,111 บาทต่อยอดสมัคร ซึ่งกลับกันโดยสิ้นเชิง แสดงว่าแคมเปญ B คุ้มค่ากว่าเมื่อดูถึงปลายทางจริง ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการคำนวณเท่านั้น

สรุปตัวเลขจากตัวอย่างเปรียบเทียบ

ตารางนี้รวบรวมตัวเลขจากตัวอย่างข้างต้นให้เห็นภาพชัดขึ้น:

ตัวชี้วัดแคมเปญ Aแคมเปญ B
งบที่จ่าย30,000 บาท20,000 บาท
Lead ดิบ / Cost per Lead ดิบ500 คน / ประมาณ 60 บาท200 คน / ประมาณ 100 บาท
Lead คุณภาพ120 คน90 คน
ยอดสมัคร / Cost per Sale15 คน / ประมาณ 2,000 บาท18 คน / ประมาณ 1,111 บาท

เทียบ Cost per Sale กับจุดคุ้มทุนของธุรกิจ

ตัวเลข Cost per Sale เพียงอย่างเดียวยังบอกความคุ้มค่าไม่ได้ครบถ้วน ต้องนำไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อนักเรียนหนึ่งคนและต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ต้นทุนการสอน ค่าเช่าสถานที่ หรือค่าดำเนินการ เพื่อดูว่าหลังหักทุกอย่างแล้วธุรกิจยังมีกำไรเหลือพอหรือไม่ ธุรกิจที่มีค่าคอร์สสูงและมีอัตรากำไรสูง อาจรับ Cost per Sale ที่สูงกว่าธุรกิจที่มีค่าคอร์สต่ำและกำไรต่อหน่วยบาง

แนวทางที่ช่วยได้คือกำหนดเพดาน Cost per Sale ที่ยอมรับได้ไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละคอร์ส แล้วใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจว่าแคมเปญไหนควรเพิ่มงบ ควรคงไว้ ควรปรับปรุง หรือควรหยุดเดินหน้าต่อ แทนการตัดสินใจแบบเฉพาะหน้าทีละครั้ง ตัวเลขที่นำมาคำนวณเพดานนี้ควรผ่านการกระทบยอดที่ถูกต้องแล้วเท่านั้น ตามแนวทางในการวัดยอดชำระเงินให้แม่นยำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อคำนวณต้นทุนต่อยอดขาย

  • คำนวณ Cost per Lead จากยอด Lead ดิบเพียงอย่างเดียว โดยไม่แยกดูคุณภาพ Lead ที่แท้จริง
  • เปรียบเทียบ Cost per Lead ระหว่างแพลตฟอร์มที่มีนิยาม Lead ต่างกัน ทำให้เทียบกันไม่ได้จริง
  • ไม่คำนวณ Cost per Sale เลย หยุดอยู่แค่ Cost per Lead ทำให้มองไม่เห็นภาพรายได้จริง
  • ไม่นำต้นทุนอื่นนอกจากค่าโฆษณามาคิดรวม ทำให้ประเมินความคุ้มค่าของธุรกิจโดยรวมคลาดเคลื่อน

ขั้นตอนเริ่มคำนวณตัวเลขเหล่านี้ในธุรกิจของตัวเอง

  1. รวบรวมข้อมูลงบโฆษณาที่จ่ายไปแยกตามแคมเปญและช่วงเวลาให้ชัดเจน
  2. นิยาม Lead ดิบและ Lead คุณภาพให้ชัดเจน แล้วบันทึกจำนวนแยกกันในแต่ละแคมเปญ
  3. บันทึกยอดสมัครเรียนจริงที่เชื่อมโยงกลับไปยังแคมเปญต้นทางได้ ไม่ใช่แค่ยอดสมัครรวม
  4. คำนวณ Cost per Lead ดิบ Cost per Lead คุณภาพ และ Cost per Sale แยกตามแคมเปญทุกเดือน
  5. เทียบ Cost per Sale กับรายได้เฉลี่ยต่อนักเรียนและต้นทุนอื่น เพื่อกำหนดเพดานที่ยอมรับได้ก่อนตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบ

ต้นทุนต่อ Lead ที่ผันผวนตามฤดูกาลรับสมัคร

ธุรกิจคอร์สเรียนที่มีรอบเปิดรับสมัครตามฤดูกาล มักพบว่า Cost per Lead และ Cost per Sale ในแต่ละเดือนไม่คงที่ ช่วงที่ใกล้เปิดเทอมหรือใกล้สอบมักมีคู่แข่งยิงแอดแย่งกลุ่มเป้าหมายเดียวกันมากขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อคลิกและต่อ Lead สูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ช่วงนอกฤดูกาลต้นทุนอาจต่ำลงแต่ก็มีปริมาณ Lead ที่พร้อมสมัครน้อยลงเช่นกัน

การนำ Cost per Lead หรือ Cost per Sale ของเดือนที่มีการแข่งขันสูงไปเทียบกับเดือนปกติโดยไม่คำนึงถึงบริบทฤดูกาล อาจทำให้สรุปผิดว่าแคมเปญแย่ลง ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นผลจากสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป แนวทางที่ช่วยได้คือเก็บข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งรอบปีการศึกษา เพื่อให้เห็นรูปแบบความผันผวนตามฤดูกาลและตั้งเพดาน Cost per Sale ที่ยืดหยุ่นตามช่วงเวลาแทนการใช้ตัวเลขเดียวตลอดทั้งปี

ระวังการเทียบข้ามแคมเปญที่มีเป้าหมายต่างกัน

อีกจุดที่ต้องระวังคือการนำ Cost per Lead หรือ Cost per Sale ของแคมเปญที่มีเป้าหมายต่างกันมาเทียบกันตรง ๆ เช่น แคมเปญที่ตั้งใจสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างย่อมมี Cost per Lead สูงกว่าแคมเปญที่เจาะจงกลุ่มคนที่ใกล้ตัดสินใจสมัครอยู่แล้ว การเปรียบเทียบแบบไม่แยกเป้าหมายอาจทำให้สรุปผิดว่าแคมเปญสร้างการรับรู้ไม่คุ้มค่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีบทบาทต่างกันใน Funnel

วิธีที่ช่วยให้เปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรมคือจัดกลุ่มแคมเปญตามเป้าหมายก่อนคำนวณตัวเลข แล้วเทียบเฉพาะภายในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น เทียบ Cost per Sale ระหว่างแคมเปญเจาะจงด้วยกันเอง ไม่นำไปปนกับแคมเปญสร้างการรับรู้ เพื่อให้การตัดสินใจปรับงบมีความแม่นยำมากขึ้นและไม่ตัดงบแคมเปญที่มีบทบาทสำคัญในช่วงต้นของ Funnel ออกไปอย่างผิดพลาด

ใช้ตัวเลขเป็นเข็มทิศ ไม่ใช่แค่รายงานสิ้นเดือน

การคำนวณ Cost per Lead และ Cost per Sale ไม่ควรเป็นแค่รายงานที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้ แต่ควรนำมาใช้เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจจริงทุกเดือน เช่น ถ้าแคมเปญไหน Cost per Sale สูงกว่าเพดานที่ตั้งไว้ต่อเนื่องหลายเดือน ควรพิจารณาปรับกลุ่มเป้าหมายหรือเนื้อหาโฆษณา ก่อนตัดสินใจตัดงบทันที เพราะบางครั้งปัญหาอาจอยู่ที่การตั้งค่าไม่ใช่ตัวช่องทางเอง

ระบบอย่าง linli ช่วยเชื่อมข้อมูลตั้งแต่งบโฆษณาที่จ่ายไป จำนวน Lead ที่เข้ามาทาง LINE ไปจนถึงสถานะยอดสมัครที่ทีมงานยืนยัน ทำให้คำนวณตัวเลขเหล่านี้ได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลเทียบมือทุกสิ้นเดือน แต่การตั้งเพดาน Cost per Sale ที่เหมาะสมและการตัดสินใจปรับกลยุทธ์ยังต้องอาศัยความเข้าใจธุรกิจของเจ้าของหรือทีมการตลาดเป็นหลัก อ่านเพิ่มเติมเรื่องการวัดยอดชำระเงินให้แม่นยำก่อนคำนวณต้นทุนประกอบ เพื่อให้ฐานข้อมูลที่นำมาคำนวณสะอาดตั้งแต่ต้นทาง

สรุป

การประเมินความคุ้มค่าของงบโฆษณาสำหรับธุรกิจคอร์สเรียนต้องคำนวณให้ครบตั้งแต่ Cost per Lead ไปจนถึง Cost per Sale ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขต้นทางที่ดูดีในสายตาแรก เพราะแคมเปญที่ต้นทุนต่อ Lead ต่ำอาจไม่คุ้มค่าเท่าแคมเปญที่แพงกว่าแต่ปิดการขายได้ดีกว่า

การมีตัวเลขที่คำนวณอย่างเป็นระบบช่วยเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาจากความรู้สึกไปเป็นการวิเคราะห์ที่มีหลักฐานรองรับ ซึ่งสำคัญมากเมื่อธุรกิจต้องจัดสรรงบระหว่างหลายแคมเปญหรือหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

  • คำนวณทั้ง Cost per Lead ดิบ Lead คุณภาพ และ Cost per Sale แยกกันทุกแคมเปญ
  • เทียบ Cost per Sale กับรายได้เฉลี่ยต่อนักเรียนเพื่อกำหนดเพดานที่ยอมรับได้
  • ใช้ตัวเลขเป็นเข็มทิศตัดสินใจทุกเดือน ไม่ใช่แค่รายงานที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้

คำถามที่พบบ่อย

Cost per Lead กับ Cost per Sale ต่างกันอย่างไร

Cost per Lead คือต้นทุนต่อคนที่ทักเข้ามาหรือผ่านเกณฑ์คัดกรอง ส่วน Cost per Sale คือต้นทุนต่อยอดสมัครเรียนจริง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เชื่อมโยงกับรายได้ธุรกิจโดยตรงมากกว่า

ควรใช้ Lead ดิบหรือ Lead คุณภาพในการคำนวณ Cost per Lead

แนะนำให้คำนวณทั้งสองแบบแยกกัน เพื่อเห็นทั้งภาพต้นทุนขั้นต้นและคุณภาพของ Lead ที่ได้จริง ไม่ควรใช้แค่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งในการตัดสินใจ

ธุรกิจขนาดเล็กที่มียอด Lead ไม่เยอะ ควรคำนวณตัวเลขนี้ไหม

ควรทำแม้จะมี Lead ไม่มาก เพราะช่วยให้เห็นแนวโน้มตั้งแต่เนิ่น ๆ และปรับกลยุทธ์ได้เร็วกว่าการรอให้มีข้อมูลจำนวนมากก่อนแล้วค่อยเริ่มคำนวณ

ควรกำหนดเพดาน Cost per Sale ที่ยอมรับได้อย่างไร

คำนวณจากรายได้เฉลี่ยต่อนักเรียนหักด้วยต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอนและค่าดำเนินการ แล้วเหลือส่วนต่างที่ยอมรับได้เป็นเพดาน Cost per Sale สำหรับแต่ละคอร์ส

ถ้า Cost per Sale สูงเกินเพดาน ควรหยุดแคมเปญทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องหยุดทันที ควรวิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาอยู่ที่กลุ่มเป้าหมาย เนื้อหาโฆษณา หรือขั้นตอนปิดการขาย แล้วลองปรับจุดที่เป็นปัญหาก่อนตัดสินใจตัดงบทั้งหมด

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

จำนวนแชทเข้าเท่าเดิมทุกเดือน แต่ทำไมยอดขายกลับสวนทางกัน

จำนวนแชทเข้าเท่าเดิมทุกเดือน แต่ทำไมยอดขายกลับสวนทางกัน

Revenue per Lead คือรายได้เฉลี่ยที่แต่ละ Lead สร้างให้ธุรกิจ ช่วยอธิบายว่าทำไมจำนวน Lead เท่าเดิมแต่ยอดขายเปลี่ยนไป เพราะคุณภาพของ Lead ไม่ได้คงที่เสมอไป
Cost per Opportunity: ตัวเลขที่บอกว่าจ่ายค่าแอดคุ้มจริงหรือแค่ได้แชทเยอะ

Cost per Opportunity: ตัวเลขที่บอกว่าจ่ายค่าแอดคุ้มจริงหรือแค่ได้แชทเยอะ

Cost per Opportunity คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อโอกาสขายหนึ่งดีลที่เปิดขึ้นจริง ต่างจาก Cost per Lead ตรงที่นับเฉพาะดีลที่มีโอกาสปิดจริง ไม่ใช่แค่จำนวนคนทัก
พนักงานขายปิดยอดได้ทุกเดือน แต่ทีมมาร์เก็ตติ้งไม่เคยรู้ว่าช่วยตรงไหนบ้าง

พนักงานขายปิดยอดได้ทุกเดือน แต่ทีมมาร์เก็ตติ้งไม่เคยรู้ว่าช่วยตรงไหนบ้าง

Marketing Sourced Revenue คือยอดขายที่เกิดขึ้นจากดีลที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามด้านการตลาด ไม่ใช่จากลูกค้าที่เดินเข้ามาเองหรือทีมขายหาเองทั้งหมด