U-Shaped Attribution: ให้เครดิตจุดแรกที่ทำให้รู้จักและจุดที่ทำให้ทักไลน์มากกว่าจุดกลาง ๆ
สรุปสั้น ๆ
U-Shaped หรือ Position-Based Attribution ให้เครดิตหนัก ๆ กับสองจุด คือจุดแรกที่ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ และจุดสุดท้ายที่ทำให้เขาทักไลน์ ส่วนจุดสัมผัสระหว่างทางแบ่งเครดิตที่เหลือเท่า ๆ กัน เหมาะกับธุรกิจที่ทั้งการสร้างการรับรู้และการกระตุ้นตัดสินใจสำคัญพอ ๆ กัน
‘SmileCare’ (ชื่อสมมติ) คลินิกทันตกรรมจัดฟันแห่งหนึ่ง มีเคสลูกค้าคนหนึ่งที่ทีมการตลาดยกมาเป็นตัวอย่างสอนงานทุกครั้ง เธอเห็นโฆษณา Facebook ของคลินิกครั้งแรกตอนหาข้อมูลจัดฟันแบบใส เดือนถัดมาเห็นโพสต์รีวิวจากอินฟลูฯ อีกคน สัปดาห์ต่อมาเห็นแอดโปรโมชันผ่อน 0% จนสุดท้ายทักเข้า LINE OA เพื่อจองคิวปรึกษา
รวมแล้วมีจุดสัมผัสอย่างน้อยสามจุดก่อนที่เธอจะทัก คำถามคือ ถ้าจะแบ่งเครดิตยอดขายก้อนนี้ ควรให้น้ำหนักเท่ากันหมดทุกจุดไหม หรือควรให้บางจุดสำคัญกว่าจุดอื่น
หลายคนคุ้นกับ Last-Click และ Linear Attribution มาก่อน แต่มีอีกโมเดลหนึ่งที่ตอบโจทย์ธุรกิจแบบ SmileCare ได้ดีคือ U-Shaped หรือเรียกอีกชื่อว่า Position-Based Attribution ซึ่งเชื่อว่าจุดเริ่มต้นกับจุดปิดสำคัญกว่าจุดกลางทาง
U-Shaped คืออะไร ทำไมถึงเรียกว่ารูปตัว U
ชื่อ U-Shaped มาจากการวาดกราฟน้ำหนักเครดิตของแต่ละจุดสัมผัสเรียงตามลำดับเวลา จุดแรกกับจุดสุดท้ายจะมีแท่งสูง ส่วนจุดกลาง ๆ จะมีแท่งเตี้ยกว่า เมื่อลากเส้นเชื่อมจะได้รูปร่างคล้ายตัว U สูตรที่นิยมใช้กันคือให้เครดิต 40% กับจุดแรก 40% กับจุดสุดท้าย และ 20% หารเฉลี่ยให้จุดกลางที่เหลือทั้งหมด
เหตุผลเบื้องหลังคือ จุดแรกมีค่าเพราะเป็นตัวสร้างการรับรู้ให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีจุดนี้ เรื่องทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลย ส่วนจุดสุดท้ายมีค่าเพราะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงมือจริง ส่วนจุดกลางแม้จะมีส่วนช่วยประคองความสนใจไว้ แต่บทบาทในการ ‘เริ่ม’ หรือ ‘จบ’ เรื่องนั้นน้อยกว่าสองจุดปลาย
ลองแบ่งเครดิตเคสของ SmileCare ด้วยโมเดลนี้
| จุดสัมผัส | บทบาท | เครดิตตาม U-Shaped |
|---|---|---|
| Facebook Ads (ครั้งแรก) | จุดเริ่มต้น สร้างการรับรู้ | 40% |
| โพสต์รีวิวอินฟลูฯ (กลางทาง) | ประคองความสนใจ | 10% |
| แอดโปรผ่อน 0% (กลางทาง) | ประคองความสนใจ | 10% |
| ทักไลน์จองคิว (จุดสุดท้าย) | กระตุ้นให้ลงมือ | 40% |
U-Shaped เหมาะกับธุรกิจแบบไหนเป็นพิเศษ
โมเดลนี้เหมาะกับธุรกิจที่ทั้งการสร้างการรับรู้และการกระตุ้นตัดสินใจสำคัญพอ ๆ กัน อย่างคลินิกทันตกรรม การศึกษา หรือบริการที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือตั้งแต่แรกแต่ก็ต้องมีตัวกระตุ้นชัดเจนตอนท้ายอย่างโปรโมชันหรือการรีวิว มันแตกต่างจาก Linear ตรงที่ไม่ได้มองว่าทุกจุดสัมผัสสำคัญเท่ากันหมด ซึ่งตรงกับความรู้สึกจริงของนักการตลาดหลายคนมากกว่า
ถ้าธุรกิจของคุณมีจุดสัมผัสกลางทางเยอะมาก เช่นมีคอนเทนต์การศึกษาหลายชิ้นก่อนลูกค้าจะทัก การใช้ U-Shaped อาจทำให้จุดกลางเหล่านั้นดูมีค่าน้อยเกินจริง ในกรณีนั้นอาจต้องพิจารณาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อดูว่าจุดกลางทางไหนมีผลต่อการตัดสินใจมากเป็นพิเศษ แล้วปรับน้ำหนักให้จุดนั้นสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ
ขั้นตอนเริ่มใช้ U-Shaped กับข้อมูลที่มีอยู่
- รวบรวมจุดสัมผัสทั้งหมดของลูกค้าแต่ละคนก่อนทัก โดยถามในแชทหรือดึงจากแคมเปญที่ติด UTM ไว้แล้ว อย่างน้อยต้องรู้ว่าจุดแรกกับจุดสุดท้ายคืออะไร
- กำหนดสูตรแบ่งเครดิตเริ่มต้นที่ 40-20-40 แล้วลองใช้กับข้อมูลย้อนหลังสักหนึ่งเดือนก่อน อย่าเพิ่งปรับสูตรจนกว่าจะเห็นผลจริงจากข้อมูลชุดแรก
- เทียบผลลัพธ์กับ Last-Click เดิมที่เคยใช้ ดูว่าช่องทางไหนที่ได้เครดิตเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แล้วถามตัวเองว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสมเหตุสมผลกับสิ่งที่เห็นในแชทจริงหรือไม่
- ปรับสัดส่วน 40-20-40 ให้เข้ากับธุรกิจตัวเองในรอบถัดไป เช่นถ้าจุดกลางทางมีบทบาทมากเป็นพิเศษ อาจปรับเป็น 30-40-30 แทน
สรุป
U-Shaped Attribution เป็นทางสายกลางที่หลายธุรกิจมองข้าม เพราะคนส่วนใหญ่คุ้นกับ Last-Click ที่ง่ายกว่า หรือ Linear ที่ดูยุติธรรมกว่าในทางทฤษฎี ทั้งที่ในความเป็นจริงจุดเริ่มต้นและจุดปิดมักมีน้ำหนักมากกว่าจุดกลางทางเสมอ
ลองเริ่มจากสัดส่วน 40-20-40 กับข้อมูลย้อนหลังของธุรกิจคุณเอง แล้วดูว่าภาพที่ได้ตรงกับสิ่งที่เห็นในแชทจริงแค่ไหน ก่อนจะปรับสัดส่วนให้เข้ากับธรรมชาติของสินค้าคุณมากขึ้น
- U-Shaped ให้น้ำหนักหนักกับจุดแรกและจุดสุดท้าย ส่วนจุดกลางแบ่งเท่ากัน
- เหมาะกับธุรกิจที่การสร้างการรับรู้และการกระตุ้นตัดสินใจสำคัญพอ ๆ กัน
- เริ่มจากสัดส่วน 40-20-40 แล้วค่อยปรับตามธรรมชาติสินค้าและข้อมูลจริง
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมไม่ใช้ Linear ที่หารเท่ากันทุกจุดไปเลย ง่ายกว่าไหม
Linear ง่ายกว่าจริง แต่มันสมมติว่าทุกจุดสัมผัสมีความสำคัญเท่ากันหมด ซึ่งไม่ตรงกับความจริงของธุรกิจส่วนใหญ่ที่จุดเริ่มต้นกับจุดปิดมักมีบทบาทเด่นกว่าจุดกลางทางอย่างชัดเจน U-Shaped จึงให้ภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าโดยไม่ซับซ้อนเกินไป
ถ้ามีจุดสัมผัสแค่จุดเดียว ทั้งเริ่มต้นและปิดคือช่องทางเดียวกัน จะคำนวณยังไง
ในกรณีนั้นให้เครดิตเต็ม 100% กับจุดสัมผัสเดียวนั้นไปเลย เพราะ U-Shaped ใช้ได้จริงเมื่อมีอย่างน้อยสองจุดสัมผัสขึ้นไป ถ้ามีจุดเดียวก็ไม่มีจุดกลางทางให้แบ่ง
สัดส่วน 40-20-40 เปลี่ยนได้ไหม หรือต้องใช้ตัวเลขนี้เท่านั้น
เปลี่ยนได้และควรปรับให้เข้ากับธุรกิจตัวเอง ตัวเลข 40-20-40 เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่นิยมใช้กันทั่วไป ธุรกิจที่จุดกลางทางมีบทบาทมาก เช่นต้องอ่านรีวิวหลายรอบก่อนตัดสินใจ อาจปรับให้จุดกลางได้น้ำหนักมากขึ้น
U-Shaped ใช้ได้กับธุรกิจที่ไม่มีคอนเทนต์กลางทางเลยไหม
ถ้าไม่มีจุดกลางทางเลยก็ไม่ต่างจากการแบ่งครึ่งเครดิตระหว่างจุดแรกกับจุดสุดท้าย ซึ่งก็ยังใช้ได้ตามหลักการเดิม เพียงแต่ในทางปฏิบัติจะเรียกว่าเป็นกรณีพิเศษของ U-Shaped ที่ไม่มีส่วนโค้งตรงกลาง
จะรู้ได้ยังไงว่าธุรกิจตัวเองควรใช้ U-Shaped ไม่ใช่โมเดลอื่น
ลองถามตัวเองว่า การที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์ครั้งแรกสำคัญพอ ๆ กับตัวกระตุ้นที่ทำให้เขาทักไหม ถ้าคำตอบคือใช่ทั้งสองอย่าง U-Shaped น่าจะเหมาะกว่า Last-Click หรือ First-Click ที่มองข้ามฝั่งใดฝั่งหนึ่งไปเลย
มีวิธีเก็บลำดับจุดสัมผัสทั้งหมดแบบเป็นระบบไหม ไม่ต้องพึ่งความจำแอดมิน
มี ระบบอย่าง linli ช่วยบันทึกว่าลูกค้าแต่ละคนเข้ามาทักผ่านจุดสัมผัสไหนและมีประวัติคลิกโฆษณาอะไรมาก่อนบ้าง ทำให้การจัดลำดับจุดแรก จุดกลาง และจุดสุดท้ายไม่ต้องพึ่งการจำของแอดมินคนเดียว
บทความที่เกี่ยวข้อง


