← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

ไมโครอินฟลูฯ กับมาโครอินฟลูฯ ใครปิดยอดในแชทได้ดีกว่ากัน ลองเทียบจากกรอบเคสสมมติ

ทีมบรรณาธิการ linli12 ก.ค. 04:25อัปเดต 12 ก.ค. 04:25อ่าน 1 นาที
ไมโครอินฟลูฯ กับมาโครอินฟลูฯ ใครปิดยอดในแชทได้ดีกว่ากัน ลองเทียบจากกรอบเคสสมมติ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ในกรอบวิเคราะห์ที่ใช้ตัวเลขสมมติเปรียบเทียบ มาโครอินฟลูฯ มักพาคนทัก LINE เข้ามาเยอะกว่าในเชิงปริมาณ แต่มีสัดส่วนคนที่ปิดยอดจริงต่ำกว่า เพราะกลุ่มผู้ติดตามกว้างและหลากหลายเกินไป ขณะที่ไมโครอินฟลูฯ พาคนมาน้อยกว่าแต่มักปิดยอดง่ายกว่า เพราะกลุ่มผู้ติดตามเชื่อใจและตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า ทางที่ดีที่สุดคือดูข้อมูลของแบรนด์ตัวเองจริง ไม่ใช่เชื่อกฎทั่วไปแบบตายตัว

ลองสมมติแบรนด์สกินแคร์ชื่อ ‘ใสละมุน’ ทดลองจ้างอินฟลูฯ สองกลุ่มพร้อมกันในเดือนเดียว กลุ่มแรกคือมาโครอินฟลูฯ ที่มีผู้ติดตามหลักแสน จ่ายค่าจ้างครั้งละหลักหมื่นบาท กลุ่มที่สองคือไมโครอินฟลูฯ ห้าคนที่มีผู้ติดตามคนละหลักพันถึงหมื่นต้น ๆ จ่ายค่าจ้างรวมกันใกล้เคียงกับมาโครหนึ่งคน

ทีมการตลาดของแบรนด์คาดว่ามาโครจะชนะขาดเพราะเข้าถึงคนได้เยอะกว่าเห็น ๆ แต่พอเปิดข้อมูลยอดทัก LINE และยอดปิดจริงหลังแคมเปญจบ ภาพที่เห็นกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก และเป็นบทเรียนที่ใช้ปรับกลยุทธ์ต่อได้ดี

บทความนี้ใช้เคสสมมติของ ‘ใสละมุน’ เป็นกรอบอธิบาย ไม่ใช่สถิติจริงจากธุรกิจไหน แต่เป็นแพทเทิร์นที่มักพบเจอเมื่อเปรียบเทียบสองกลุ่มนี้ ซึ่งเอาไปปรับใช้กับการวิเคราะห์ข้อมูลของธุรกิจตัวเองได้

ตัวเลขสมมติเปรียบเทียบสองกลุ่ม

ตารางด้านล่างเป็นตัวเลขสมมติที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เห็นภาพกรอบการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ผลจริงจากแบรนด์หรือแคมเปญใด

ตัวชี้วัดมาโครอินฟลูฯ 1 คน (สมมติ)ไมโครอินฟลูฯ 5 คนรวมกัน (สมมติ)
ค่าจ้างรวม40,000 บาท38,000 บาท
คนทัก LINE310 คน150 คน
ปิดยอดได้28 ออเดอร์ (9% ของคนทัก)36 ออเดอร์ (24% ของคนทัก)
มูลค่าขายเฉลี่ยต่อออเดอร์620 บาท540 บาท

ทำไมช่องว่างของอัตราปิดยอดถึงต่างกันขนาดนี้

ในกรอบสมมตินี้ มาโครอินฟลูฯ พาคนมาเยอะกว่าเกินสองเท่า แต่สัดส่วนคนที่ปิดยอดได้ต่ำกว่าไมโครอินฟลูฯ ชัดเจน เหตุผลหลักมักมาจากลักษณะฐานผู้ติดตาม มาโครมักมีผู้ติดตามหลากหลายกลุ่มที่ตามเพราะความบันเทิงมากกว่าความสนใจในหมวดสินค้าเฉพาะ ทำให้คนที่ทักเข้ามาจำนวนหนึ่งเป็นแค่คนอยากรู้จัก ไม่ใช่คนตั้งใจซื้อ

ในขณะที่ไมโครอินฟลูฯ มักสร้างความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดกับผู้ติดตามกลุ่มเล็กที่ไว้ใจคำแนะนำของเขาจริง ๆ พอเขาแนะนำสินค้า คนที่ทักเข้ามาส่วนใหญ่จึงมีความตั้งใจซื้อสูงกว่าตั้งแต่ต้น เพราะกรองตัวเองมาระดับหนึ่งแล้วก่อนตัดสินใจทัก

แต่กฎนี้ไม่ใช่จริงเสมอไป

  • สินค้าที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือระดับแบรนด์ใหญ่ เช่น สินค้าราคาสูงหรือเกี่ยวกับสุขภาพ บางครั้งมาโครอินฟลูฯ ที่มีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือกลับปิดยอดได้ดีกว่า เพราะความน่าเชื่อถือของคนพูดมีผลมากกว่าความสนิทสนม
  • ไมโครอินฟลูฯ ที่เนื้อหาไม่ตรงกับสินค้าจริง เช่น รับรีวิวสินค้านอกความถนัดเพื่อรายได้เสริม ก็อาจปิดยอดได้แย่พอกับมาโครที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเหมือนกัน จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดฟอลโลเวอร์ แต่อยู่ที่ความสอดคล้องระหว่างคนพูดกับสินค้า
  • ถ้าอยากรู้ว่าธุรกิจตัวเองเข้าข่ายแพทเทิร์นไหน วิธีที่แม่นที่สุดคือทดลองทั้งสองแบบพร้อมกันในสเกลเล็ก แล้วดูข้อมูล ROI จริงที่แท็กแยกรายแคมเปญเทียบกัน ไม่ใช่เชื่อภาพจำว่าฟอลโลเวอร์เยอะแล้วต้องขายดีกว่าเสมอ

กรอบตัดสินใจเมื่อจะเลือกใช้กลุ่มไหน

ถ้าเป้าหมายหลักคืองบจำกัดแต่ต้องการอัตราปิดยอดสูงต่อคนที่ทักเข้ามา ไมโครอินฟลูฯ หลายคนมักตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะกระจายความเสี่ยงและได้กลุ่มผู้ติดตามที่ตรงเป้าหมายมากกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างก่อน แล้วค่อยตามด้วยแคมเปญปิดการขายรอบสอง มาโครอินฟลูฯ อาจเหมาะกว่าในช่วงเริ่มต้น

หลายแบรนด์ที่ทำได้ดีมักไม่เลือกแบบใดแบบหนึ่งเด็ดขาด แต่ใช้มาโครสร้างการรับรู้ แล้วให้ไมโครอินฟลูฯ ตามเก็บยอดปิดในกลุ่มที่สนใจจริงต่อ วิธีนี้ต้องอาศัยการแยกแท็กที่มาให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่งั้นจะแยกไม่ออกว่าใครสร้างผลอะไรกันแน่ในภาพรวม

สรุป

การเปรียบเทียบไมโครกับมาโครอินฟลูฯ ไม่มีคำตอบที่ถูกเสมอไปสำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ควรทำจริง ๆ คือสร้างกรอบวัดผลที่แท็กที่มาชัดเจน แล้วปล่อยให้ข้อมูลของธุรกิจตัวเองเป็นคนตอบ ไม่ใช่เชื่อความเชื่อทั่วไปตามกันมา

การทดลองสเกลเล็กก่อนตัดสินใจลงทุนหนักกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ช่วยประหยัดงบได้มากในระยะยาว เพราะสิ่งที่ใช้ได้ดีกับแบรนด์อื่นอาจไม่ใช้ได้ผลแบบเดียวกันกับสินค้าของคุณเลย

  • อย่าตัดสินว่าอินฟลูฯ กลุ่มไหนดีกว่าจากขนาดฟอลโลเวอร์อย่างเดียว
  • แท็กที่มาของแต่ละแคมเปญให้ชัด แล้ววัดอัตราปิดยอดต่อคนที่ทัก ไม่ใช่แค่จำนวนคนทักดิบ
  • ทดลองสเกลเล็กทั้งสองกลุ่มก่อนลงทุนหนัก เพราะแพทเทิร์นต่างกันไปตามหมวดสินค้า

คำถามที่พบบ่อย

ตัวเลขในบทความนี้เป็นข้อมูลจริงจากแบรนด์ไหนหรือเปล่า

ไม่ใช่ เป็นตัวเลขสมมติที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายกรอบการเปรียบเทียบเท่านั้น แต่ละธุรกิจควรเก็บข้อมูลจริงของตัวเองแล้วเทียบตามกรอบนี้ เพราะแพทเทิร์นอาจต่างกันไปตามหมวดสินค้าและกลุ่มลูกค้า

ควรเลือกไมโครหรือมาโครถ้ามีงบจำกัดมาก

ในกรอบทั่วไปไมโครอินฟลูฯ หลายคนมักให้อัตราปิดยอดต่อคนที่ทักสูงกว่าและกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า แต่ควรทดลองสเกลเล็กก่อนเพื่อยืนยันกับกลุ่มลูกค้าของธุรกิจตัวเองจริง ๆ

จำนวนไมโครอินฟลูฯ กี่คนถึงจะเทียบเท่ามาโครหนึ่งคนได้

ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นกับขนาดฟอลโลเวอร์และงบที่มี หลักที่ใช้ได้คือเทียบงบรวมที่ใกล้เคียงกัน แล้วดูผลลัพธ์จริงจากการทดลอง มากกว่าคำนวณจากจำนวนคนล้วน ๆ

จะรู้ได้ยังไงว่าอินฟลูฯ คนไหนตรงกลุ่มเป้าหมายจริง ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขฟอลโลเวอร์

ให้ดูคอมเมนต์และการมีส่วนร่วมในโพสต์เดิมของเขาว่าคนที่คอมเมนต์ถามคำถามเกี่ยวกับหมวดสินค้าจริงไหม หรือแค่คอมเมนต์ทั่วไปแบบไม่เจาะจง คอมเมนต์เชิงคำถามมักบ่งบอกกลุ่มที่สนใจจริงมากกว่ายอดไลก์

ควรจ้างมาโครและไมโครพร้อมกันในแคมเปญเดียวไหม

ทำได้และหลายแบรนด์ก็ใช้วิธีนี้ เพียงแต่ต้องแยกแท็กที่มาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อให้วิเคราะห์แยกได้ว่ากลุ่มไหนสร้างการรับรู้ กลุ่มไหนสร้างยอดปิดจริง ไม่งั้นข้อมูลจะปนกันจนวิเคราะห์ต่อยาก

มาโครอินฟลูฯ ที่ดูปิดยอดได้แย่ ควรเลิกจ้างเลยไหม

ควรดูเหตุผลก่อนตัดสินใจ บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอินฟลูฯ แต่อยู่ที่สินค้าไม่เหมาะกับฐานผู้ติดตามกว้าง หรือช่วงเวลาโพสต์ไม่ตรงจังหวะ ลองปรับตัวแปรอื่นก่อนตัดออกจากแผนทั้งหมด

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยอดวิวปัง แต่ปิดแชทไม่ได้เลย คอนเทนต์ KOL ที่ดูดีที่สุดไม่ใช่ตัวที่ขายได้มากที่สุดเสมอไป

ยอดวิวปัง แต่ปิดแชทไม่ได้เลย คอนเทนต์ KOL ที่ดูดีที่สุดไม่ใช่ตัวที่ขายได้มากที่สุดเสมอไป

คลิปที่ยอดวิวสูงสุดของ KOL ไม่ใช่คลิปที่ปิดยอดในแชทได้มากที่สุดเสมอไป บทความนี้ใช้กรอบเปรียบเทียบเนื้อหาสามแบบ เพื่อหาว่าอะไรทำให้คนดูกลายเป็นคนซื้อจริง
ไม่ใช่แฮกเกอร์ภายนอก แต่เป็นแอดมินคนสนิท คนในทีมคือความเสี่ยงที่สุดจริงไหม

ไม่ใช่แฮกเกอร์ภายนอก แต่เป็นแอดมินคนสนิท คนในทีมคือความเสี่ยงที่สุดจริงไหม

ไม่ใช่ทุกครั้งที่ข้อมูลหลุดจะมาจากมิจฉาชีพภายนอก บางครั้งต้นตอคือคนในทีมเอง บทความนี้เล่าเคสสมมติและวางแนวสังเกต+ป้องกันความเสี่ยงจากคนในองค์กร
ลูกค้าทักมาบอกว่าเพิ่งโดนหลอกให้อ่าน OTP ทั้งที่คุยกับ 'ร้านคุณ' อยู่ เกิดขึ้นได้ยังไง

ลูกค้าทักมาบอกว่าเพิ่งโดนหลอกให้อ่าน OTP ทั้งที่คุยกับ 'ร้านคุณ' อยู่ เกิดขึ้นได้ยังไง

มิจฉาชีพบางรายใช้ข้อมูลออเดอร์จริงที่หลุดมาจากที่ไหนสักแห่ง โทรหรือทักหาลูกค้าโดยอ้างเป็นร้าน แล้วหลอกขอ OTP จนเงินหาย บทความนี้ชวนเข้าใจกลโกงและวางแนวป้องกันฝั่งร้าน