ทำไมร้านที่ 'ให้ก่อน' ในแชท มักปิดการขายได้ง่ายกว่าร้านที่รีบขาย

สรุปสั้น ๆ
หลักการตอบแทน หรือ reciprocity ทำงานในแชทเมื่อร้านให้บางสิ่งที่มีประโยชน์จริงก่อนจะขอให้ลูกค้าซื้อ สิ่งที่ให้ต้องเจาะจงกับปัญหาของเขาจริง ไม่ใช่ของแถมทั่วไปที่ให้ทุกคนเหมือนกัน และจังหวะเปลี่ยนจาก 'ให้' ไปเป็น 'ขอ' ต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ต่อท้ายทันทีจนดูเหมือนมีเงื่อนไขแฝง
ร้านขายชุดว่ายน้ำแห่งหนึ่งเจอปัญหาว่าลูกค้าถามไซส์แล้วหายไปบ่อยมาก เพราะลูกค้าไม่มั่นใจว่าไซส์ที่เลือกจะพอดีตัวจริงไหม แอดมินเลยเปลี่ยนวิธีตอบ จากการบอกตารางไซส์เฉย ๆ เป็นการถามส่วนสูงน้ำหนักแล้วช่วยแนะนำไซส์ที่เหมาะเฉพาะคนนั้น พร้อมทริคใส่แล้วดูดีสำหรับรูปร่างแบบนั้นโดยเฉพาะ ทั้งหมดนี้ให้ไปก่อนที่ลูกค้าจะถามราคาด้วยซ้ำ
ตัวเลขที่ร้านนี้เล่าให้ฟังคืออัตราการซื้อหลังจากปรับวิธีตอบดีขึ้นชัดเจน แต่นั่นเป็นเคสเดียวที่เล่าให้ฟังเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่สถิติที่รับประกันว่าทุกร้านจะเจอผลแบบเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือหลักการเบื้องหลัง เรียกว่า reciprocity หรือหลักการตอบแทน มนุษย์มีแนวโน้มอยากตอบแทนคนที่ให้บางสิ่งกับตัวเองก่อน แม้สิ่งนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
ในแชท หลักการนี้ทำงานได้ดีเป็นพิเศษ เพราะบทสนทนาเป็นพื้นที่ที่การให้เกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนโฆษณาที่ดูเหมือนพยายามขายอยู่ตลอดเวลา แต่การให้ที่ได้ผลต้องมีเงื่อนไข ไม่ใช่ให้อะไรก็ได้แล้วหวังว่าลูกค้าจะซื้อตอบแทน
ให้ก่อนขอ ไม่ใช่ให้แล้วขอทันที
ลำดับสำคัญมาก การให้ที่ทำงานได้ผลคือการให้โดยไม่ผูกเงื่อนไขในประโยคเดียวกัน ถ้าแอดมินให้คำแนะนำแล้วต่อท้ายทันทีว่า 'สนใจสั่งเลยไหมคะ' ความรู้สึก 'ได้รับความช่วยเหลือจริง' จะจางลง เพราะลูกค้าจะตีความว่าการให้ครั้งนั้นเป็นแค่ขั้นตอนขายของ ไม่ใช่ความใส่ใจจริง
วิธีที่ทำงานดีกว่าคือให้ก่อน แล้วปล่อยให้ลูกค้าเป็นฝ่ายถามหรือตอบสนองต่อเอง ถ้าเขาถามต่อ นั่นคือสัญญาณว่าเขาพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปแล้ว การขอในจังหวะที่เขาริเริ่มเองจะฟังดูเป็นธรรมชาติกว่าการที่ร้านรีบเสนอ
สิ่งที่ให้ต้องเจาะจงกับคนคนนั้น ไม่ใช่ของแถมมาตรฐาน
ของแถมหรือส่วนลดที่ให้ทุกคนเหมือนกัน แทบไม่กระตุ้นความรู้สึกอยากตอบแทน เพราะมันไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกให้เป็นการส่วนตัว ในขณะที่คำแนะนำที่ปรับเฉพาะสถานการณ์ของลูกค้าคนนั้น เช่นช่วยคำนวณให้ว่าซื้อขนาดไหนคุ้มกว่าตามการใช้งานของเขา จะรู้สึกเหมือนได้รับความช่วยเหลือจริง แม้จะไม่มีมูลค่าเป็นตัวเงินเลยก็ตาม
การให้ที่เจาะจงยังเชื่อมโยงกับคำถามคัดกรองที่ถามไปก่อนหน้า เพราะยิ่งรู้จักสถานการณ์ลูกค้ามากเท่าไหร่ คำแนะนำที่ให้ก็ยิ่งเจาะจงและมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น สองเรื่องนี้ทำงานเสริมกันได้ดี
เมื่อการให้กลับกลายเป็นผลเสีย
- ให้เยอะเกินจนลูกค้ารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้ข้อมูลครบแล้ว มักเกิดกับสินค้าที่ตัวข้อมูลคือคุณค่าหลัก เช่นคอร์สเรียนหรือที่ปรึกษา ต้องระวังไม่ให้จนหมดเหตุผลที่จะจ่ายเงินต่อ
- ให้สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับปัญหาจริงของลูกค้า เช่นส่งโปรโมชันทั่วไปแล้วเรียกว่าเป็นการให้ ทั้งที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการสิ่งนั้น การให้แบบนี้ไม่สร้างความรู้สึกตอบแทนเลย เพราะลูกค้าไม่รู้สึกว่าได้อะไรจริง
- ให้ตอนที่ลูกค้ายังไม่ได้ถามอะไรเลย บางครั้งการยื่นข้อมูลก่อนมีคำถามทำให้ดูเหมือนร้านพยายามยัดเยียด ควรรอให้มีจุดเชื่อมโยงในบทสนทนาก่อนค่อยให้
เมื่อถึงเวลาขอ ให้ขอแบบเปิดทาง ไม่ใช่แบบทวงหนี้
หลังให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ไปแล้ว การเปลี่ยนไปสู่การขอควรทำแบบเปิดทางเลือก ไม่ใช่บังคับ เช่น 'ถ้าโอเคกับไซส์นี้แล้ว อยากให้จัดส่งเลยไหมคะ' แทนที่จะพิมพ์ตรง ๆ ว่า 'สั่งเลยไหมคะ' ซึ่งฟังดูเหมือนข้ามขั้นตอนความช่วยเหลือไปสู่การขายทันที
จังหวะการขอที่ดีที่สุดมักอยู่ไม่ไกลจากช่วงที่ลูกค้าตัดสินใจเรื่องหลักไปแล้ว เพราะความรู้สึกขอบคุณจากการได้รับความช่วยเหลือ บวกกับความมั่นใจที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำงานเสริมกันได้ดีในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น
สรุป
การให้ก่อนขอไม่ใช่กลยุทธ์เพื่อหลอกล่อ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ลูกค้ารู้สึกได้จริงว่ามีคนตั้งใจช่วยเขา ก่อนที่จะมีคนอยากได้เงินจากเขา ความรู้สึกนั้นต่างหากที่ทำให้เขาอยากตอบแทนด้วยการซื้อ
ลองสำรวจแชทของร้านคุณว่าข้อความไหนบ้างที่เป็นการให้จริง ๆ กับข้อความไหนที่เป็นการขายแฝงมาในคราบการให้ ความต่างเล็ก ๆ นี้มีผลต่อความรู้สึกของลูกค้ามากกว่าที่คิด
- ให้คำแนะนำหรือความช่วยเหลือก่อน แล้วปล่อยให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเปิดทางต่อเอง
- สิ่งที่ให้ต้องเจาะจงกับสถานการณ์ของลูกค้าคนนั้น ไม่ใช่ของแถมมาตรฐานที่ให้ทุกคน
- จังหวะขอที่ดีที่สุดมักอยู่ใกล้ช่วงที่ลูกค้าตัดสินใจเรื่องหลักไปแล้ว ไม่ใช่ทันทีหลังให้
คำถามที่พบบ่อย
การให้คำแนะนำฟรีทำให้ลูกค้าบางคนเอาข้อมูลไปซื้อร้านอื่นไหม
มีความเป็นไปได้ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือจริงมักรู้สึกผูกพันกับร้านที่ให้ความช่วยเหลือมากกว่าร้านที่แค่ขายของ ความเสี่ยงนี้มีอยู่จริงแต่มักน้อยกว่าประโยชน์ที่ได้ในภาพรวม
ต้องให้ของมีมูลค่าเป็นตัวเงินไหมถึงจะได้ผล
ไม่จำเป็น คำแนะนำที่ตรงจุดหรือเวลาที่ใช้ช่วยเหลืออย่างตั้งใจ มักมีผลมากกว่าของแถมราคาถูกที่ให้แบบไม่เจาะจง เพราะสิ่งที่สร้างความรู้สึกตอบแทนคือความรู้สึกว่าได้รับการดูแลเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่มูลค่าที่ตีเป็นบาทได้
ถ้าให้แล้วลูกค้ายังเงียบไป ควรตามอย่างไร
รอสักระยะแล้วส่งข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวโยงกับสิ่งที่เคยให้ไปก่อนหน้า แทนที่จะถามตรง ๆ ว่าตัดสินใจหรือยัง วิธีนี้ยังคงอยู่ในโหมดให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่โหมดทวงคำตอบ
หลักการนี้ใช้ได้กับสินค้าราคาถูกที่มาร์จิ้นบางไหม
ใช้ได้ เพราะสิ่งที่ให้ไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนลดหรือของแถมที่กระทบต้นทุน อาจเป็นแค่เวลาและความใส่ใจในการตอบคำถามให้ครบถ้วนกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง ซึ่งไม่มีต้นทุนเป็นตัวเงินเลย
แอดมินหลายคนควรให้แบบเดียวกันทุกคนไหมเพื่อความสม่ำเสมอ
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกตัวอักษร แต่ควรมีแนวทางร่วมกันว่าอะไรคือสิ่งที่ร้านพร้อมให้ก่อนขาย เพื่อไม่ให้ลูกค้าคนหนึ่งได้รับการดูแลมากกว่าอีกคนอย่างไม่มีเหตุผล
บทความที่เกี่ยวข้อง


