← กลับไปหน้าบทความ
ทีมแอดมิน

พูดว่า 'ลดราคาวันนี้' กับพูดว่า 'ก่อนราคาจะขึ้นพรุ่งนี้' ลูกค้าตัดสินใจไม่เหมือนกัน

02 ส.ค. 04:27 · อ่าน 1 นาที
พูดว่า 'ลดราคาวันนี้' กับพูดว่า 'ก่อนราคาจะขึ้นพรุ่งนี้' ลูกค้าตัดสินใจไม่เหมือนกัน

สรุปสั้น ๆ

ข้อเท็จจริงเดียวกันสามารถพูดได้สองแบบ แบบเน้นสิ่งที่จะได้ หรือแบบเน้นสิ่งที่จะเสียถ้าไม่ทำตอนนี้ คนส่วนใหญ่รู้สึกกับความเสี่ยงที่จะเสียมากกว่าโอกาสที่จะได้ในน้ำหนักเท่ากัน แต่การใช้กรอบเสียมากเกินไปจนดูเหมือนบีบบังคับ จะทำลายความน่าเชื่อถือแทน

ลองดูสองประโยคนี้ 'สั่งวันนี้ลดราคา 15%' กับ 'พรุ่งนี้ราคาจะปรับขึ้น 15% ค่ะ' ข้อเท็จจริงเบื้องหลังเหมือนกันทุกประการ ราคาวันนี้ถูกกว่าพรุ่งนี้ 15% แต่สองประโยคนี้ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย ประโยคแรกพูดถึงสิ่งที่จะ 'ได้' ถ้าตัดสินใจตอนนี้ ประโยคที่สองพูดถึงสิ่งที่จะ 'เสีย' ถ้าไม่ตัดสินใจตอนนี้

หลักการนี้เรียกว่า framing effect หรือปรากฏการณ์การจัดกรอบ งานเขียนด้านจิตวิทยาการตัดสินใจอธิบายว่าคนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับความรู้สึกจะเสียมากกว่าความรู้สึกจะได้ในขนาดเท่ากัน แต่ในบริบทการขายจริง มันไม่ได้ใช้ได้ผลเท่ากันทุกสถานการณ์ บางจังหวะกรอบได้ทำงานดีกว่า บางจังหวะกรอบเสียทำงานดีกว่า

บทความนี้จะเปรียบเทียบสองแบบให้เห็นชัดเจนในสถานการณ์แชทที่พบบ่อย พร้อมข้อควรระวังเมื่อกรอบเสียถูกใช้บ่อยเกินจนลูกค้าเริ่มไม่เชื่อ

สองกรอบ ข้อเท็จจริงเดียวกัน

กรอบได้ (gain framing) เน้นสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับเพิ่มถ้าตัดสินใจ เหมาะกับสินค้าที่ขายด้วยความปรารถนาหรือความฝัน เช่นสินค้าไลฟ์สไตล์ ความสวยความงาม เพราะลูกค้ากลุ่มนี้เปิดรับการจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมากกว่ากลัวการเสียโอกาส

กรอบเสีย (loss framing) เน้นสิ่งที่ลูกค้าจะพลาดหรือเสียไปถ้าไม่ตัดสินใจ เหมาะกับสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนจริง เช่นสินค้าใกล้หมด โปรโมชันใกล้หมดเขต หรือของที่มีผลกระทบถ้าตัดสินใจช้า เช่นประกันหรือบริการซ่อมแซมฉุกเฉิน

ตัวอย่างการจัดกรอบในสถานการณ์แชทที่พบบ่อย

สถานการณ์กรอบได้ (gain)กรอบเสีย (loss)
ส่วนลดวันนี้สั่งวันนี้ได้ราคาพิเศษ 15%พรุ่งนี้ราคาจะปรับขึ้น 15% ค่ะ
สต๊อกเหลือน้อยรับได้เลยตอนที่ยังมีของครบไซส์เหลือ 2 ชิ้นสุดท้ายในไซส์นี้ค่ะ
การรับประกันมีบริการดูแลหลังการขาย 1 ปีให้อุ่นใจถ้าไม่ลงทะเบียนวันนี้ จะพลาดสิทธิ์รับประกันปีแรก
โปรแถมของสั่งวันนี้รับของแถมเพิ่มฟรีโปรของแถมหมดเขตคืนนี้เที่ยงคืนค่ะ

เมื่อกรอบเสียถูกใช้บ่อยเกิน จนกลายเป็นเสียงร้องหมาป่ามา

ปัญหาที่พบบ่อยคือร้านใช้กรอบเสียกับทุกข้อความ 'ของใกล้หมด' 'โปรใกล้หมดเขต' ซ้ำ ๆ จนลูกค้าเริ่มจับสังเกตว่าประโยคเหล่านี้ไม่เคยเป็นจริงสักครั้ง เมื่อถึงจุดนั้น กรอบเสียจะหมดพลังไปเลย และอาจทำให้ความน่าเชื่อถือของความเร่งด่วนจริงในอนาคตพังไปด้วย

หลักที่ควรยึดคือใช้กรอบเสียเฉพาะตอนที่ความเสี่ยงนั้นเป็นจริง ถ้าของยังมีเยอะ อย่าบอกว่าใกล้หมด ถ้าราคาจะไม่ขึ้นจริง อย่าขู่ว่าจะขึ้น เพราะความไว้ใจที่เสียไปครั้งหนึ่งใช้เวลานานกว่าจะกู้กลับมา

จับคู่กรอบให้ตรงกับประเภทลูกค้า ไม่ใช่ใช้แบบเดียวกับทุกคน

ลูกค้าที่ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงสูง เช่นคนที่ถามรายละเอียดเยอะก่อนตัดสินใจ มักตอบสนองกับกรอบเสียได้ดีกว่า เพราะพวกเขาคิดถึงสิ่งที่อาจเสียหายอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ในขณะที่ลูกค้าที่ตัดสินใจเร็วด้วยอารมณ์ มักตอบสนองกับกรอบได้ดีกว่า เพราะพวกเขาสนใจภาพความสุขที่จะเกิดขึ้นมากกว่าความกลัว

การอ่านประเภทลูกค้าก่อนเลือกกรอบ จึงสำคัญกว่าการมีสูตรตายตัวว่าต้องใช้กรอบไหนเสมอ

สรุป

ข้อเท็จจริงเดียวกันเปลี่ยนน้ำหนักความรู้สึกได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าพูดออกมาในกรอบไหน กรอบได้เหมาะกับการสร้างแรงปรารถนา กรอบเสียเหมาะกับการกระตุ้นความเร่งด่วนที่เป็นจริง การเลือกกรอบผิดจังหวะหรือใช้กรอบเสียพร่ำเพรื่อ คือสิ่งที่ทำให้ข้อความสูญเสียพลังไปเปล่า ๆ

ลองหยิบข้อความที่ร้านคุณใช้กระตุ้นการตัดสินใจบ่อยที่สุดมาอ่านใหม่ แล้วถามว่ามันอยู่ในกรอบไหน และกรอบนั้นตรงกับสถานการณ์จริงหรือแค่เป็นสูตรที่ใช้จนเคยชิน

  • กรอบได้เหมาะกับสินค้าที่ขายด้วยความปรารถนา กรอบเสียเหมาะกับสถานการณ์ที่เร่งด่วนจริง
  • ใช้กรอบเสียเฉพาะตอนความเสี่ยงเป็นจริง มิฉะนั้นจะเสียความน่าเชื่อถือระยะยาว
  • จับคู่กรอบให้ตรงกับประเภทลูกค้า คนระวังความเสี่ยงตอบสนองกรอบเสียได้ดีกว่า

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้กรอบได้หรือกรอบเสียกับสินค้าราคาแพงที่ตัดสินใจนาน

มักเริ่มด้วยกรอบได้เพื่อสร้างภาพผลลัพธ์ที่ดีก่อน แล้วค่อยใช้กรอบเสียในช่วงท้ายเมื่อลูกค้าใกล้ตัดสินใจแล้วจริง ๆ เพื่อกระตุ้นให้ปิดการตัดสินใจ ไม่ควรเริ่มด้วยกรอบเสียตั้งแต่ต้นเพราะจะดูกดดันเกินไปสำหรับการตัดสินใจที่ต้องใช้เวลา

การใช้กรอบเสียผิดกฎหมายโฆษณาไหมถ้าข้อมูลเป็นจริง

ถ้าข้อมูลเป็นความจริงเช่นสต๊อกเหลือน้อยจริง หรือโปรโมชันหมดเขตจริง ไม่ถือว่าผิด แต่ถ้าเป็นตัวเลขปั้นขึ้นเพื่อสร้างความเร่งด่วนปลอม นอกจากเสี่ยงผิดกฎหมายแล้วยังเสี่ยงเสียชื่อเสียงในระยะยาว

สลับใช้ทั้งสองกรอบในบทสนทนาเดียวกันได้ไหม

ได้ และมักได้ผลดีกว่าใช้แบบเดียวตลอด เช่นเปิดด้วยกรอบได้เพื่อสร้างความน่าสนใจ แล้วปิดท้ายด้วยกรอบเสียเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ เพียงแต่ต้องไม่ขัดแย้งกันเองในเนื้อหา

ลูกค้าที่เคยโดนกรอบเสียหลอกจากร้านอื่นมาก่อน จะมีปฏิกิริยายังไง

มักตั้งการ์ดสูงและอาจถามตรง ๆ ว่าของเหลือจริงกี่ชิ้น หรือขอดูหลักฐาน ร้านที่ตอบได้อย่างตรงไปตรงมาจะได้เปรียบ ส่วนร้านที่หลบเลี่ยงคำถามจะยิ่งเสียความน่าเชื่อถือ

กรอบไหนเหมาะกับการเสนอสินค้าเสริมหรือ upsell มากกว่ากัน

โดยทั่วไปกรอบได้เหมาะกว่า เพราะช่วง<a href="/blog/upsell-timing-psychology-line">ที่เสนอสินค้าเสริม</a>ลูกค้ามักอยู่ในอารมณ์ดีจากการตัดสินใจซื้อหลักไปแล้ว การเติมความรู้สึกบวกต่อด้วยกรอบได้จะลื่นไหลกว่าการสร้างความกลัวเสียเพิ่มในจังหวะนั้น

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง