ให้ลูกค้า 'ออกแบบเอง' นิดเดียวในแชท ความรู้สึกเป็นเจ้าของก็เกิดขึ้นก่อนจ่ายเงินแล้ว

สรุปสั้น ๆ
เมื่อลูกค้าได้เลือกหรือปรับแต่งบางส่วนของสินค้าด้วยตัวเอง แม้จะเล็กน้อยแค่ไหน ความรู้สึกว่า 'ของชิ้นนี้เป็นของฉันแล้ว' จะเริ่มก่อตัวขึ้นก่อนจ่ายเงินจริง ความรู้สึกนี้ทำให้การถอยหรือเปลี่ยนใจกลางทางยากขึ้น แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินจำเป็น
ร้านทำแหวนสั่งทำแห่งหนึ่งสังเกตว่าลูกค้าที่คุยเรื่องการสลักชื่อหรือเลือกลายบนแหวนไปแล้ว แทบไม่มีใครหายเงียบกลางทางอีก ต่างจากลูกค้าที่ถามแค่ราคาและรอฟังตัวเลขอย่างเดียว ซึ่งมีโอกาสเงียบหายสูงกว่ามาก ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ราคาหรือความสนใจตั้งต้น แต่อยู่ที่ว่าลูกค้ากลุ่มแรกได้ 'ลงมือ' ออกแบบบางส่วนไปแล้วในหัวตัวเอง
ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า endowment effect หรือผลของความเป็นเจ้าของ หลักการคือเมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการสร้างหรือเลือกบางสิ่ง มูลค่าที่เขาให้กับสิ่งนั้นจะสูงขึ้นทันที มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย และความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ก่อนที่จะจ่ายเงินจริงด้วยซ้ำ แค่จินตนาการถึงสิ่งที่เลือกไปแล้วก็เพียงพอ
ในแชท นี่คือโอกาสที่ร้านสามารถออกแบบคำถามเล็ก ๆ ให้ลูกค้ารู้สึกเป็นเจ้าของสินค้าตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน โดยไม่ต้องรอให้เป็นสินค้าสั่งทำเต็มรูปแบบเท่านั้น
ความเป็นเจ้าของเกิดขึ้นในหัว ก่อนเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ
สมองมนุษย์ตอบสนองต่อการจินตนาการว่าตัวเองมีของสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่ต่างจากตอบสนองต่อการมีของจริง เมื่อลูกค้าเริ่มพิมพ์ว่าอยากได้สีไหน จะสลักคำว่าอะไร หรือจะใช้ในโอกาสไหน สมองของเขาเริ่มสร้างภาพว่าของชิ้นนี้เป็นของตัวเองแล้วในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้โอนเงินสักบาทก็ตาม
นี่คือเหตุผลที่การถอยหลังจากจุดนั้นรู้สึกยากกว่าการถอยตอนที่ยังไม่ได้เลือกอะไรเลย เพราะการถอยไม่ได้แค่หมายถึงไม่ซื้อสินค้า แต่หมายถึงการสูญเสียสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นของตัวเองไปแล้วในใจ
ไม่ต้องเป็นสินค้าสั่งทำ ก็สร้างความรู้สึกนี้ได้ด้วยคำถามเล็ก
แม้สินค้าจะเป็นของสำเร็จรูปธรรมดา ก็สามารถสร้างจุดเลือกเล็ก ๆ ได้เสมอ เช่นถามว่าอยากได้สีไหน ห่อของขวัญแบบไหน หรือจะใช้ในโอกาสอะไร คำถามเหล่านี้แม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวสินค้าจริง แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากกว่าแค่รับสินค้าสำเร็จรูปเฉย ๆ
ตัวอย่างเช่นร้านขายกระเป๋าอาจถามว่า 'จะใส่อะไรเป็นหลักคะ แล็ปท็อปหรือของใช้ทั่วไป' คำตอบที่ได้ช่วยแนะนำรุ่นได้ตรงจุดจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ลูกค้าเริ่มจินตนาการถึงตัวเองใช้กระเป๋าใบนั้นไปพร้อมกัน
ยิ่งเห็นภาพตัวเองใช้งานจริง ความผูกพันยิ่งแน่นขึ้น
ถ้าเป็นไปได้ การส่งภาพตัวอย่างที่ปรับตามสิ่งที่ลูกค้าเลือกไปแล้ว เช่นภาพจำลองแหวนที่มีชื่อสลักตามที่คุย หรือภาพเสื้อในสีที่เขาเลือก ช่วยตอกย้ำความรู้สึกเป็นเจ้าของให้ชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น เพราะเปลี่ยนจากจินตนาการล้วน ๆ ให้กลายเป็นภาพที่จับต้องได้ระดับหนึ่ง
ร้านที่ขายสินค้าสั่งทำอย่างเครื่องประดับสั่งทำมักใช้ขั้นตอนนี้เป็นจุดสำคัญของกระบวนการขายอยู่แล้ว แต่ร้านสินค้าทั่วไปก็สามารถหยิบหลักการเดียวกันไปปรับใช้แบบง่าย ๆ ได้เช่นกัน
ข้อควรระวัง: อย่าให้ 'เลือกเยอะ' กลายเป็น 'เลือกยาก'
จุดที่ต้องระวังคือการเพิ่มคำถามให้เลือกมากเกินไปจนกลายเป็นภาระ แทนที่จะเป็นความรู้สึกมีส่วนร่วม ถ้าต้องเลือกทีละสิบขั้นตอนก่อนจะรู้ราคา ลูกค้าจำนวนไม่น้อยจะเหนื่อยและเลิกกลางทางแทนที่จะรู้สึกผูกพัน
หลักที่ควรยึดคือเลือกจุดเลือกที่มีความหมายจริงหนึ่งถึงสองจุดต่อบทสนทนา ไม่ใช่พยายามยัดทุกตัวเลือกที่มีเข้าไปพร้อมกัน เพราะเป้าหมายคือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สร้างงานให้ลูกค้าทำ
สรุป
ความรู้สึกเป็นเจ้าของไม่ได้เริ่มต้นตอนจ่ายเงิน มันเริ่มต้นตั้งแต่จังหวะที่ลูกค้าได้เลือกหรือปรับแต่งอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม การออกแบบจุดเลือกเล็ก ๆ ในแชทจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าที่หลายร้านคิด
ลองดูขั้นตอนแชทของร้านคุณว่ามีจุดไหนบ้างที่ลูกค้าได้ 'เลือก' อะไรด้วยตัวเอง ถ้ายังไม่มีเลย นั่นอาจเป็นช่องว่างที่ทำให้ลูกค้าหายเงียบกลางทางบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น
- การให้ลูกค้าเลือกหรือปรับแต่งบางส่วนสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน
- ใช้ได้แม้กับสินค้าสำเร็จรูป ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าสั่งทำเต็มรูปแบบ
- จำกัดจุดเลือกไว้หนึ่งถึงสองจุดต่อบทสนทนา ไม่ให้กลายเป็นภาระที่ทำให้ลูกค้าเหนื่อยแทน
คำถามที่พบบ่อย
สินค้าที่ปรับแต่งไม่ได้เลย ยังใช้หลักนี้ได้ไหม
ได้ แม้ปรับแต่งตัวสินค้าไม่ได้ ก็ยังสามารถถามเรื่องบริบทการใช้งาน เช่นจะใช้ในโอกาสไหน หรือจะให้ใคร คำถามเหล่านี้ยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมทางความคิดได้แม้ตัวสินค้าจะเหมือนกันทุกชิ้น
ถ้าลูกค้าเลือกไปแล้วแต่สุดท้ายไม่ซื้อ ถือว่าเทคนิคนี้ล้มเหลวไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการมีส่วนร่วมช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายในภาพรวม แม้บางเคสจะไม่จบด้วยการซื้อ แต่ลูกค้าที่ผ่านขั้นตอนนี้มักกลับมาถามต่อหรือซื้อในอนาคตมากกว่าลูกค้าที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเลย
ควรถามคำถามให้เลือกตั้งแต่ข้อความแรกเลยไหม
ไม่ควร ควรรอให้ลูกค้าแสดงความสนใจในสินค้าตัวนั้นชัดเจนก่อนสักระดับหนึ่ง แล้วค่อยแทรกคำถามให้เลือก เพราะถ้าถามเร็วเกินไปตั้งแต่ยังไม่แน่ใจว่าสนใจ อาจดูเหมือนร้านรีบขายเกินไป
ภาพจำลองสินค้าที่ปรับตามลูกค้า ต้องใช้ซอฟต์แวร์แพงไหม
ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน บางครั้งแค่คำอธิบายที่ชัดเจนหรือภาพตัวอย่างใกล้เคียงที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอ สิ่งสำคัญคือทำให้ลูกค้าเห็นภาพตัวเองใช้งานสินค้าชิ้นนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์
เทคนิคนี้ต่างจากการถามเพื่อคัดกรองลูกค้ายังไง
คำถามคัดกรองเน้นเก็บข้อมูลเพื่อแนะนำสินค้าให้ตรงจุด ส่วนคำถามให้เลือกในหลักนี้เน้นสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของ แม้บางครั้งจะเป็นคำถามชุดเดียวกันที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้
บทความที่เกี่ยวข้อง


