← กลับไปหน้าบทความ
ทีมแอดมิน

ให้ลูกค้า 'ออกแบบเอง' นิดเดียวในแชท ความรู้สึกเป็นเจ้าของก็เกิดขึ้นก่อนจ่ายเงินแล้ว

ทีมบรรณาธิการ linli13 ก.ค. 13:52อัปเดต 13 ก.ค. 13:52อ่าน 1 นาที
ให้ลูกค้า 'ออกแบบเอง' นิดเดียวในแชท ความรู้สึกเป็นเจ้าของก็เกิดขึ้นก่อนจ่ายเงินแล้ว
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เมื่อลูกค้าได้เลือกหรือปรับแต่งบางส่วนของสินค้าด้วยตัวเอง แม้จะเล็กน้อยแค่ไหน ความรู้สึกว่า 'ของชิ้นนี้เป็นของฉันแล้ว' จะเริ่มก่อตัวขึ้นก่อนจ่ายเงินจริง ความรู้สึกนี้ทำให้การถอยหรือเปลี่ยนใจกลางทางยากขึ้น แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินจำเป็น

ร้านทำแหวนสั่งทำแห่งหนึ่งสังเกตว่าลูกค้าที่คุยเรื่องการสลักชื่อหรือเลือกลายบนแหวนไปแล้ว แทบไม่มีใครหายเงียบกลางทางอีก ต่างจากลูกค้าที่ถามแค่ราคาและรอฟังตัวเลขอย่างเดียว ซึ่งมีโอกาสเงียบหายสูงกว่ามาก ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ราคาหรือความสนใจตั้งต้น แต่อยู่ที่ว่าลูกค้ากลุ่มแรกได้ 'ลงมือ' ออกแบบบางส่วนไปแล้วในหัวตัวเอง

ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า endowment effect หรือผลของความเป็นเจ้าของ หลักการคือเมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการสร้างหรือเลือกบางสิ่ง มูลค่าที่เขาให้กับสิ่งนั้นจะสูงขึ้นทันที มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย และความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ก่อนที่จะจ่ายเงินจริงด้วยซ้ำ แค่จินตนาการถึงสิ่งที่เลือกไปแล้วก็เพียงพอ

ในแชท นี่คือโอกาสที่ร้านสามารถออกแบบคำถามเล็ก ๆ ให้ลูกค้ารู้สึกเป็นเจ้าของสินค้าตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน โดยไม่ต้องรอให้เป็นสินค้าสั่งทำเต็มรูปแบบเท่านั้น

ความเป็นเจ้าของเกิดขึ้นในหัว ก่อนเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ

สมองมนุษย์ตอบสนองต่อการจินตนาการว่าตัวเองมีของสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่ต่างจากตอบสนองต่อการมีของจริง เมื่อลูกค้าเริ่มพิมพ์ว่าอยากได้สีไหน จะสลักคำว่าอะไร หรือจะใช้ในโอกาสไหน สมองของเขาเริ่มสร้างภาพว่าของชิ้นนี้เป็นของตัวเองแล้วในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้โอนเงินสักบาทก็ตาม

นี่คือเหตุผลที่การถอยหลังจากจุดนั้นรู้สึกยากกว่าการถอยตอนที่ยังไม่ได้เลือกอะไรเลย เพราะการถอยไม่ได้แค่หมายถึงไม่ซื้อสินค้า แต่หมายถึงการสูญเสียสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นของตัวเองไปแล้วในใจ

ไม่ต้องเป็นสินค้าสั่งทำ ก็สร้างความรู้สึกนี้ได้ด้วยคำถามเล็ก

แม้สินค้าจะเป็นของสำเร็จรูปธรรมดา ก็สามารถสร้างจุดเลือกเล็ก ๆ ได้เสมอ เช่นถามว่าอยากได้สีไหน ห่อของขวัญแบบไหน หรือจะใช้ในโอกาสอะไร คำถามเหล่านี้แม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวสินค้าจริง แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากกว่าแค่รับสินค้าสำเร็จรูปเฉย ๆ

ตัวอย่างเช่นร้านขายกระเป๋าอาจถามว่า 'จะใส่อะไรเป็นหลักคะ แล็ปท็อปหรือของใช้ทั่วไป' คำตอบที่ได้ช่วยแนะนำรุ่นได้ตรงจุดจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ลูกค้าเริ่มจินตนาการถึงตัวเองใช้กระเป๋าใบนั้นไปพร้อมกัน

ยิ่งเห็นภาพตัวเองใช้งานจริง ความผูกพันยิ่งแน่นขึ้น

ถ้าเป็นไปได้ การส่งภาพตัวอย่างที่ปรับตามสิ่งที่ลูกค้าเลือกไปแล้ว เช่นภาพจำลองแหวนที่มีชื่อสลักตามที่คุย หรือภาพเสื้อในสีที่เขาเลือก ช่วยตอกย้ำความรู้สึกเป็นเจ้าของให้ชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น เพราะเปลี่ยนจากจินตนาการล้วน ๆ ให้กลายเป็นภาพที่จับต้องได้ระดับหนึ่ง

ร้านที่ขายสินค้าสั่งทำอย่างเครื่องประดับสั่งทำมักใช้ขั้นตอนนี้เป็นจุดสำคัญของกระบวนการขายอยู่แล้ว แต่ร้านสินค้าทั่วไปก็สามารถหยิบหลักการเดียวกันไปปรับใช้แบบง่าย ๆ ได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง: อย่าให้ 'เลือกเยอะ' กลายเป็น 'เลือกยาก'

จุดที่ต้องระวังคือการเพิ่มคำถามให้เลือกมากเกินไปจนกลายเป็นภาระ แทนที่จะเป็นความรู้สึกมีส่วนร่วม ถ้าต้องเลือกทีละสิบขั้นตอนก่อนจะรู้ราคา ลูกค้าจำนวนไม่น้อยจะเหนื่อยและเลิกกลางทางแทนที่จะรู้สึกผูกพัน

หลักที่ควรยึดคือเลือกจุดเลือกที่มีความหมายจริงหนึ่งถึงสองจุดต่อบทสนทนา ไม่ใช่พยายามยัดทุกตัวเลือกที่มีเข้าไปพร้อมกัน เพราะเป้าหมายคือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สร้างงานให้ลูกค้าทำ

สรุป

ความรู้สึกเป็นเจ้าของไม่ได้เริ่มต้นตอนจ่ายเงิน มันเริ่มต้นตั้งแต่จังหวะที่ลูกค้าได้เลือกหรือปรับแต่งอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม การออกแบบจุดเลือกเล็ก ๆ ในแชทจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าที่หลายร้านคิด

ลองดูขั้นตอนแชทของร้านคุณว่ามีจุดไหนบ้างที่ลูกค้าได้ 'เลือก' อะไรด้วยตัวเอง ถ้ายังไม่มีเลย นั่นอาจเป็นช่องว่างที่ทำให้ลูกค้าหายเงียบกลางทางบ่อยกว่าที่ควรจะเป็น

  • การให้ลูกค้าเลือกหรือปรับแต่งบางส่วนสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน
  • ใช้ได้แม้กับสินค้าสำเร็จรูป ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าสั่งทำเต็มรูปแบบ
  • จำกัดจุดเลือกไว้หนึ่งถึงสองจุดต่อบทสนทนา ไม่ให้กลายเป็นภาระที่ทำให้ลูกค้าเหนื่อยแทน

คำถามที่พบบ่อย

สินค้าที่ปรับแต่งไม่ได้เลย ยังใช้หลักนี้ได้ไหม

ได้ แม้ปรับแต่งตัวสินค้าไม่ได้ ก็ยังสามารถถามเรื่องบริบทการใช้งาน เช่นจะใช้ในโอกาสไหน หรือจะให้ใคร คำถามเหล่านี้ยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมทางความคิดได้แม้ตัวสินค้าจะเหมือนกันทุกชิ้น

ถ้าลูกค้าเลือกไปแล้วแต่สุดท้ายไม่ซื้อ ถือว่าเทคนิคนี้ล้มเหลวไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการมีส่วนร่วมช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายในภาพรวม แม้บางเคสจะไม่จบด้วยการซื้อ แต่ลูกค้าที่ผ่านขั้นตอนนี้มักกลับมาถามต่อหรือซื้อในอนาคตมากกว่าลูกค้าที่ไม่เคยมีส่วนร่วมเลย

ควรถามคำถามให้เลือกตั้งแต่ข้อความแรกเลยไหม

ไม่ควร ควรรอให้ลูกค้าแสดงความสนใจในสินค้าตัวนั้นชัดเจนก่อนสักระดับหนึ่ง แล้วค่อยแทรกคำถามให้เลือก เพราะถ้าถามเร็วเกินไปตั้งแต่ยังไม่แน่ใจว่าสนใจ อาจดูเหมือนร้านรีบขายเกินไป

ภาพจำลองสินค้าที่ปรับตามลูกค้า ต้องใช้ซอฟต์แวร์แพงไหม

ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน บางครั้งแค่คำอธิบายที่ชัดเจนหรือภาพตัวอย่างใกล้เคียงที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอ สิ่งสำคัญคือทำให้ลูกค้าเห็นภาพตัวเองใช้งานสินค้าชิ้นนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์

เทคนิคนี้ต่างจากการถามเพื่อคัดกรองลูกค้ายังไง

คำถามคัดกรองเน้นเก็บข้อมูลเพื่อแนะนำสินค้าให้ตรงจุด ส่วนคำถามให้เลือกในหลักนี้เน้นสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของ แม้บางครั้งจะเป็นคำถามชุดเดียวกันที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประโยคเดียวที่บอกว่า 'เราเป็นทีมที่ผ่านงานลักษณะนี้มาโดยตรง' เปลี่ยนน้ำหนักคำตอบทั้งหมด

ประโยคเดียวที่บอกว่า 'เราเป็นทีมที่ผ่านงานลักษณะนี้มาโดยตรง' เปลี่ยนน้ำหนักคำตอบทั้งหมด

คำตอบเดียวกัน แต่ถ้ามาจากคนที่ดูมีความรู้จริง น้ำหนักความเชื่อจะต่างกันมาก บทความนี้ว่าด้วยการวางสัญญาณความเชี่ยวชาญในแชทให้พอดี ไม่อวดเกินจริง
ส่งแคตตาล็อกให้ลูกค้าเลือกเองยี่สิบแบบ คือสาเหตุที่เขาหายไปเงียบ ๆ

ส่งแคตตาล็อกให้ลูกค้าเลือกเองยี่สิบแบบ คือสาเหตุที่เขาหายไปเงียบ ๆ

ยิ่งให้ตัวเลือกเยอะ ยิ่งดูเหมือนใจดี แต่สมองที่ต้องประมวลผลตัวเลือกมากเกินไปมักเลือก 'ไม่เลือกอะไรเลย' บทความนี้ว่าด้วยการย่อตัวเลือกในแชทให้ตัดสินใจง่ายขึ้นจริง
ลูกค้าประจำที่ลังเลจะซื้อรอบใหม่ ใช้ประวัติการซื้อเดิมช่วยตัดสินใจได้ยังไง

ลูกค้าประจำที่ลังเลจะซื้อรอบใหม่ ใช้ประวัติการซื้อเดิมช่วยตัดสินใจได้ยังไง

คนที่เคยลงทุนเวลาและเงินกับร้านคุณมาแล้ว มีแนวโน้มอยากไปต่อมากกว่าเริ่มใหม่กับที่อื่น บทความนี้ว่าด้วยการอ้างอิงประวัติลูกค้าเก่าอย่างมีจริยธรรม ไม่ใช่การตอกย้ำความรู้สึกผิด